โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ระบบเพิ่มโชคบันดาลฝัน #ฉันจะเป็นไอดอลให้ได้เลย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 14.52 น. • ฮัตโตะ
เมื่อเส้นทางไอดอลไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ Luky Girl Idol จึงเป็นเวทีสุดท้ายที่ 'มอนเน่' จะใช้พิสูจน์ความฝ้นของตัวเองว่าจะได้ไปต่อ… หรือพอแค่นี้

ข้อมูลเบื้องต้น

มอนเน่ : เด็กสาวผู้ไล่ตามความฝันอย่างไม่ย่อท้อ

#ฉันจะเป็นไอดอลให้ได้เลย!

อายุ 9 ปี สมัครเข้าร่วมการแข่งขันรายการร้องเพลงเด็ก ไม่ผ่านแม้แต่รอบออดิชั่น

อายุ 10 ปี สมัครเข้าร่วมรายการเดิมอีกครั้ง ถูกคัดออกในรอบ 16 คน

อายุ 12 ปี ออดิชั่นเข้าร่วมวงเกิร์ลกรุ๊ปแฟรนด์ไชส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศ ถูกคัดออกในรอบแรก

อายุ 15 ปี สมัครเข้าแข่งขันรายการเซอร์ไววัลค้นหาเกิร์ลกรุ๊ป ถูกคัดออกก่อนถึงรอบเซมิไฟนอล

อายุ 16 ปี สมัครเข้าแข่งขันรายการร้องเพลง ถูกคัดออกในรอบเซมิไฟนอล

อายุ 17 ปี สมัครเข้าแข่งขันรายการที่เคยแข่งตอนอายุ 15 ไม่ติดลำดับเดบิวต์

มอนเน่ เด็กสาวอายุ 18 ปีที่ฝันอยากเป็นไอดอลมาตั้งแต่เด็ก ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในวังวนการแข่งขันมาเกือบสิบปี นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังถูกผู้เป็นพ่อยื่นคำขาด ว่าให้รายการที่จะไปเป็นรายการสุดท้าย ถ้ายังไม่ผ่านอีกต้องกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยทันที

และในขณะที่เคว้งคว้างหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ เธอก็ได้พบกับระบบที่บอกว่าจะทำให้ความพยายามของเธอมีความหมายขึ้นด้วยแต้มคะแนนโชคดี!

ระบบ : สวัสดีเราคือ Good Luck System

มอนเน่ : กรี๊ดดดด ผี!!!!

ผู้เขียน : ฮัตโตะ

วาดปก : Eukijoe

ไทโป : Thankyou Home

ติดตามข่าวสารหรือสอบถามได้ที่ >>

01 ความผิดหวังที่ไม่เคยคุ้นชิน

01

ความผิดหวังที่ไม่เคยคุ้นชิน

ตึง ๆ ๆ

เอี๊ยด ๆ ๆ

เสียงตึงตังจากการย่ำเท้าสลับกับเสียงเสียดสีของรองเท้ากับพื้นไม้ปาร์เก้ดังก้องสะท้อนไปทั่วสตูดิโอแห่งหนึ่ง เด็กสาวผู้มีใบหน้าสวยคมจ้องมองตัวเองในกระจกตาไม่กะพริบ หูฟัง ตามอง ทั่วทั้งร่างขยับไปตามจังหวะเพลง

“มอนเน่ยังซ้อมอยู่อีกเหรอ” เด็กสาวคนหนึ่งเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นเพื่อนร่วมรายการเดียวกันยังไม่ออกจากห้องก็เหลือบมองนาฬิกาบนผนัง “เลยพักเที่ยงแล้วนะ ได้กินอะไรบ้างหรือยังน่ะ” ที่พวกเธอหยุดซ้อมก็เพราะเป็นเวลามื้อเที่ยงพอดี ใครจะไปคิดว่าเพื่อนที่บอกว่าจะตามมาทีหลังยังคงซ้อมไม่หยุด

เด็กสาวที่ชื่อมอนเน่ไม่ตอบ ยังคงจดจ่อกับตนเองในกระจกอย่างมีสมาธิ กระทั่งเสียงดนตรีหยุดลงถึงได้ละสายตาหันมามองกลุ่มเพื่อนร่วมคลาสที่หน้าประตู

“เที่ยงแล้วเหรอ ขอโทษนะ… เราลืมเวลาไปเลย” เธอหันไปตอบ แล้วหันหน้าไปมองหน้าปัดนาฬิกาเหนือกระจกบานใหญ่ก็เห็นว่าเข็มสั้นชี้เลขสิบสองส่วนเข็มยาวชี้ไปถึงเลขเก้าแล้ว หมายความว่าเธอพลาดมื้อเที่ยงไปนานถึง 45 นาที

“รีบไปกินเถอะ เดี๋ยวได้เป็นลมในคลาสช่วงบ่าย” เด็กสาวคนเดิมว่า สายตาแอบเหลือบไปทางกล้องที่ติดอยู่มุมห้องเล็กน้อย ถ้ารายการตัดช่วงนี้ไปฉาย จะต้องทำให้ภาพลักษณ์ของเธอดูดีขึ้นมาแน่ๆ

“ขอบใจนะ” มอนเน่มองจุดประสงค์ของเพื่อนร่วมคลาสออก เธอทำเพียงผงกศีรษะให้แล้วเดินผ่านเด็กฝึกกลุ่มนั้นไป

“ทำไมยัยนั่นยังซ้อมหนักอีก ลำดับตกลงมาจนหลุดไลน์เดบิวต์แล้ว คิดว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ในรอบไฟนอลได้หรือไง” หนึ่งในหญิงสาวกระซิบกระซาบคุยกันเสียงเบา ตั้งใจให้คนที่ยังเดินผ่านไปได้ไม่ไกลได้ยิน

ถึงจะมีกล้องติดอยู่ทุกจุดแต่ก็ไม่ได้มีความสามารถในการบันทึกเสียงซุบซิบได้ ต้องคุยกันดังในระดับหนึ่งคนที่คอยมองเหตุการณ์นี้ผ่านจอถึงจะได้ยิน

กึด

เด็กสาวกำนิ้วมือเข้าหากันแน่น

ทำไมมอนเน่จะไม่รู้ ว่าลำดับของเธอในรายการนี้กำลังตกลงไปเรื่อยๆ ทั้งที่เปิดตัวมาด้วยอันดับสูง ตอนภารกิจเพลงธีมประจำรายการก็ได้ยืนอยู่แถวหน้า รองจากคนที่ได้เป็นเซนเตอร์เพียงตำแหน่งเดียว

ทว่าทุกครั้งที่ประกาศผลโหวตประจำสัปดาห์ ลำดับที่เคยได้รับก็ค่อยๆ ตกลงมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หลุดจากตำแหน่งไลน์เดบิวต์[1]ที่รายการกำหนดไว้

หากมองแค่ตัวลำดับ ก็ยังมองว่าเธอยังมีโอกาสกลับขึ้นไปได้อีก แต่ในความห่างที่เหมือนสั้นนั้น กลับมีกำแพงคะแนนที่กว้างจนชวนให้ถอดใจ

ก็ได้แต่หวังว่าความพยายามที่ผ่านมาตลอดการแข่งขันของเธอ จะทำให้แฟนคลับพึงพอใจและช่วยกันดันโหวตให้เธอไปถึงฝันได้ในรอบไฟนอล

[และคนสุดท้ายที่จะได้เดบิวต์ภายใต้สังกัด FNN Ent. ก็คือ…]

พิธีกรในรายการถือไมค์เอ่ยรายชื่อเด็กฝึกที่ผ่านเข้าไปยังรอบสุดท้าย ท่ามกลางแสงสีและดนตรีที่บิลด์ให้ทุกคนลุ้นกันจนตัวเกร็ง

เด็กฝึกหลายคนแม้ปากจะบอกว่าไม่มีหวัง แต่พอถึงวันประกาศจริงก็ยังคาดหวังว่าจะเกิดปฏิหาร์ย์เกิดขึ้นกับตัวเองเช่นกัน บางคนหันไปจับมือกับเพื่อนข้างเคียงเพื่อลดอาการเกร็ง

ต่างจากมอนเน่ที่นั่งหลับตาไม่แสดงท่าทีใดๆ มองผิวเผินเหมือนเด็กสาวยังคงอยู่ในความสงบ ทั้งที่ในใจก็กำลังภาวนาขอให้ชื่อที่ถูกเปล่งออกมาเป็นชื่อของเธอ เช่นเดียวกับที่เด็กฝึกคนอื่นกำลังทำอยู่

ขอร้องล่ะ!

ประกาศชื่อมอนเน่ที ขอให้ประกาศเป็นชื่อมอนเน่ด้วยเถอะ!

Comment: โอ๊ยลุ้นเหลือเกินนนน

Comment: น้องมอนเน่ หนูต้องผ่านนะลูกกก

Comment: น้องกิ่งดาวได้แน่นอน นี่ไปแอบส่องบ้านเบสของน้องมา เห็นมีเศรษฐีทุ่มซื้อโหวตทีเดียวสามล้าน

Comment: 3M โม้ป่าวว เว่อร์มาก ก็แค่เซอร์ไววัลเกิร์ลกรุ๊ปปะ ไม่มีคนทุ่มเงินขนาดนั้นหรอก

Comment: ขอให้มอนเน่ได้ด้วยเถอะ เห็นน้องพยายามมาตั้งแต่เด็กแล้ว อยากให้น้องได้เดในฐานะศิลปินมืออาชีพจริง ๆ สักที

[และคนสุดท้ายที่จะได้เดบิวต์เป็นสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ของ N Ent. ก็คือ… นางสาวกิ่งดารา หรือน้องกิ่งดาวครับ!!]

กรี๊ดดดดดด!!

เฮ!!!

ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่กลุ่มเดียวกับคนที่ถูกเอ่ยชื่อต่างลุกขึ้นไปกอดกันเป็นก้อนกลม บางคนแม้จะเสียใจก็ยังมีสปิริตนักกีฬายกมือขึ้นปรบแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่านเข้ารอบ มอนเน่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

มอนเน่ไม่ได้ร้องไห้น้ำตานองหน้าเหมือนอย่างเด็กฝึกคนอื่นๆ ริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ขณะที่สองมือปรบเข้าหากันเบาๆ นัยน์ตาสงบนิ่งทอดมองขึ้นไปยังเวทีทรงพีระมิด ซึ่งบัดนี้… เก้าอี้ทั้งเจ็ดตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบน ล้วนถูกจับจองเป็นเจ้าของจนครบหมดแล้ว

สายตาของเด็กสาวมองเลยขึ้นไปบนเก้าอี้ลำดับที่หนึ่ง สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมีโอกาสได้ขึ้นไปถึงในรอบคัดเลือกเมื่อครั้งประเมินคลาสโดยกรรมการ ก่อนจะร่วงลงมาจนถูกคัดออกจากรายการ

Comment: ไม่นะน้องมอนเน่ของผม

Comment: แม้แต่ในเวลานี้น้องก็ไม่มีน้ำตา น้องโคตรเข้มแข็งเลย

Comment: นี่เป็นรายการที่เท่าไรแล้วอะ ทำไมสวรรค์ใจร้ายกับน้องแบบนี้

Comment: ไปดูลำดับในเว็บมา ถ้าไม่ใช่เพราะแฟนคลับกิ่งดาวอัดเงินโหวตเข้าไปก้อนใหญ่ คนสุดท้ายที่ได้รับเลือกน่าจะเป็นมอนเน่นี่แหละ

Comment: แค่ความพยายามแม่งไม่พอจริงๆ สำหรับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเงิน

เด็กฝึกหัดที่ถูกคัดออกทยอยเดินลงจากเวที มอนเน่เองก็เดินตามลงไปด้วยดี ไม่มีอาการอิดออดคล้ายคนที่ยังตัดใจไม่ได้

มอนเน่ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ผ่อนฝีเท้า เมื่อเสียงเพลงเดบิวต์บรรเลงคลอไปกับเสียงร้องและเสียงเชียร์จากผู้ชมเบื้องหลัง เด็กสาวบางคนหยุดยืนมองการแสดงของเด็กฝึกที่ถูกเลือกจากด้านหลังเวที

ยิ่งได้ยินเพลงที่เธอซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่านานเท่าไร สักแห่งภายในใจของเธอก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังจะพังทลาย

ทำไมถึงมีแค่พวกเธอที่ได้อยู่บนเวที…?

แล้วเธอล่ะ…?

ทำไมวันนี้ถึงไม่ใช่วันของเธอบ้าง…?

“มอนเน่! จะไปไหนน่ะ”

เด็กฝึกคนหนึ่งบังเอิญหันมาเห็นร่างบางกำลังเดินสับขาเร็วๆ ไปตามโถงทางเดิน ซึ่งเป็นคนละทิศทางกับที่ทีมงานได้แจ้งเอาไว้ จึงเผลอตะโกนเรียกออกไปเพราะเข้าใจว่ามอนเน่อาจจะแค่จำทางผิด

“…” เด็กสาวได้ยินเสียงเรียกนั้น แต่แทนที่จะหยุด ขาเรียวยาวก็เริ่มก้าวเร็วขึ้นจนกลายเป็นการออกวิ่งไปตามทางเดินที่ทอดยาว โดยไม่สนใจเสียงตะโกนรั้งของเด็กฝึกคนอื่นเลยแม้แต่น้อย

เธอวิ่งหลบเข้ามาในห้องน้ำที่ตั้งอยู่ห่างจากจุดถ่ายทำพอสมควร ทว่าแม้จะคิดว่าพาร่างกายหนีออกมาไกลมากแล้ว แต่เสียงทำนองเพลงจากบนเวทีก็ยังคงดังก้องกังวานไล่หลังมาให้ได้ยินอย่างชัดเจนอยู่ดี

เพลงที่เธอซ้อมซ้ำไปซ้ำมาอย่างหนัก เพราะคาดหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ในค่ำคืนนี้ และมันก็ไม่เกิดขึ้น ผลอย่างเป็นทางการได้ออกมาแล้ว 1 ใน 7 คนของเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ไม่มีที่ยืนสำหรับเธอ

ในเมื่อหนีไม่พ้น อย่างนั้นก็เต้นให้ผีบ้านผีเรือนแถวนี้ดูก็แล้วกัน… ถึงพวกเขาจะอยากดูที่แสดงอยู่บนเวทีมากกว่าก็ตาม

“รับรองว่าจะเต้นไม่ให้ขัดตาค่ะ” มอนเน่เม้มปาก หลุบตามองพื้นครู่หนึ่งเพื่อนับจังหวะ และไม่นานทั้งแขนและขาก็ขยับไปตามจังหวะของเสียงเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่

เอี๊ยด ๆ ๆ

ตึง ๆ ๆ

พื้นรองเท้าสนีกเกอร์บดเบียดกับกระเบื้องลายหินอ่อนของพื้นห้องน้ำ เด็กสาวจ้องมองตนเองในกระจกขยับแขนและขา มีช่วงหนึ่งที่เธอเห็นตัวเองในวัยเจ็ดขวบกำลังขยับเต้นตาม แล้วค่อย ๆ เติบโตขึ้นจนกลายเป็นเธอในปัจจุบัน

อายุ 9 ปี สมัครเข้าร่วมการแข่งขันรายการร้องเพลงเด็ก ไม่ผ่านแม้แต่รอบออดิชั่น

อายุ 10 ปี สมัครเข้าร่วมรายการเดิมอีกครั้ง ถูกคัดออกในรอบ 16 คน

อายุ 12 ปี ออดิชั่นเข้าร่วมวงเกิร์ลกรุ๊ปแฟรนด์ไชส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศ ถูกคัดออกก่อนถึงรอบออดิชั่นสุดท้าย

อายุ 15 ปี สมัครเข้าแข่งขันรายการเซอร์ไววัลค้นหาเกิร์ลกรุ๊ป ถูกคัดออกก่อนถึงรอบเซมิไฟนอล

อายุ 16 ปี สมัครเข้าแข่งขันรายการร้องเพลง ถูกคัดออกในรอบเซมิไฟนอล

ตอนนี้เธออายุ 17 ปีแล้ว และตัดสินใจกลับมาลงแข่งขันในรายการเซอร์ไววัลเดิมที่เคยไปไม่ถึงรอบเซมิไฟนอลอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับที่วงไอดอลรุ่นพี่ซีซันก่อนครบกำหนดสัญญาและต้องแยกวง ทางรายการจึงเปิดรับสมัครเด็กฝึกหน้าใหม่อีกรอบ

เด็กสาวจึงมองว่านี่คือโอกาสอันดีที่จะลองหวนกลับมาสมัครออดิชันอีกครั้ง และคราวนี้เธอก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด บรรดาแฟนคลับที่ยังจดจำได้ว่าเธอเคยลงแข่งในซีซันก่อน ต่างก็พร้อมใจกันเทโหวตสนับสนุนและผลักดัน จนสามารถส่งให้เธอขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้ตั้งแต่รายการเพิ่งออกอากาศไปได้ไม่นาน

ทั้งที่อุตส่าห์วาดหวังเอาไว้ว่าต้องเป็นครั้งนี้! ครั้งนี้แน่ๆ ที่เธอจะสามารถปีนป่ายขึ้นไปจนถึงยอดเขาอันสูงชันได้สำเร็จเสียที

แต่สุดท้าย… ก็ยังก้าวพลาด และร่วงหล่นลงมาสู่จุดเริ่มต้นเดิมอีกจนได้

มอนเน่ทอดสายตามองตัวเองที่หน้ากระจก มองตัวเองในช่วงวัยที่ควรจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มสดใส ราวกับดอกไม้ที่เพิ่งเริ่มแตกกิ่งผลิบาน ทว่าภาพที่สะท้อนกลับมา กลับมีเพียงใบหน้าที่นิ่งสงบและแววตาที่อ่านไม่ออก

นัยน์ตาสีฟ้าเหลือบเทาคู่นั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งประกายแห่งความหวังหลงเหลืออยู่เลย แม้แต่มุมปากก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับยกขึ้น ช่างขัดกับจังหวะดนตรีของเพลงเดบิวต์เกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ที่แสนจะน่ารัก เนื้อร้องอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวของความฝันและความพยายาม พลังบวกมากมายขนาดที่ใครได้ฟังก็ควรจะเผลอยิ้มตาม

แต่สำหรับมอนเน่ในตอนนี้มันไม่ต่างจากพลังบวกเชิงลบ ที่ทำให้จิตใจของเธอหดหู่ทุกครั้งที่เผลอคิดว่า… ทำไมถึงไม่ใช่เธอที่ได้ยืนเฉิดฉายอยู่กลางแสงไฟ?

คนบนเวทีต่างร้องเต้นกันด้วยรอยยิ้ม แต่ผู้ที่ไม่ถูกเลือกกลับทำสีหน้าเย็นชาขณะเต้นอยู่ในห้องน้ำเพียงลำพัง

..

“มอนเน่ กลับบ้านไปพักผ่อนนะลูก” เมธัสยืนรออยู่หน้าทางออกด้านหลัง ซึ่งบริเวณนั้นก็มีผู้ปกครองหลายคนมารอรับลูกของตนเช่นกัน

ชายวัยกลางคนรออยู่ตั้งแต่ผลการคัดเลือกถูกประกาศเสร็จสิ้น ไม่อยู่รอดูการแสดงของเกิร์ลกรุ๊ปวงใหม่ ตรงดิ่งมารอรับลูกที่ทางออกด้านหลังทันที รออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงถึงได้เห็นลูกสาวเดินลากกระเป๋าออกมา

ดูเอาเถอะ… เด็กคนอื่นเขาลากกระเป๋าไปร้องไห้ไป ลูกสาวเขาทำหน้าเย็นชายิ่งกว่าภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนืออีก

ปัง

เสียงประตูปิดสนิทได้ไม่นาน เด็กสาวที่เคยมีสีหน้านิ่งเฉยก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้า สองไหล่งองุ้มเข้าหากัน ริมฝีปากเบะคว่ำลง ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำที่พร้อมจะหลั่งริน เมื่อเด็กสาวกะพริบตาน้ำตามากมายก็ไหลพรั่งพรูอย่างไม่อาจสะกดกลั้นได้อีกต่อไป

“ไม่เป็นไรนะลูก พ่อยังอยู่ตรงนี้ ยังเป็นแฟนคลับนัมเบอร์วันของหนู” เมธัสเม้มปากมองลูกนั่งร้องไห้สะอื้นจนตัวโยนก็ปวดใจ

เขาโทษตัวเองทุกครั้งที่ต้องเห็นลูกร้องไห้ผิดหวัง เป็นเขาเองที่ไม่มีกำลังสนับสนุนลูกมากพอ ถึงต้องมาเห็นน้ำตาของลูกอยู่ร่ำไป

“ฮึก พ่อคะ หนูเจ็บใจ หนูเจ็บใจค่ะ” เด็กสาวระบายความอัดอั้นตันใจตลอด 9 ปีที่ผ่านมา

โอกาสที่พลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกวัน ว่าเธอพยายามยังไม่พอใช่ไหม? แล้วต้องพยายามอีกมากเท่าไรถึงจะสมปรารถนา?

“เป็นความผิดของพ่อเองลูก เป็นความผิดของพ่อเอง” เมธัสไม่อาจทนเห็นลูกร่ำไห้ปานจะขาดใจได้

มอนเน่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่เขาถนอมไว้กลางฝ่ามือ ขอแค่ไม่เกินความสามารถเขาพร้อมจะหามาให้ทุกอย่างที่ลูกร้องขอ แต่สิ่งที่ลูกต้องการคือการได้เป็นนักร้องมืออาชีพ ได้อยู่ท่ามกลางทะเลแห่งดวงดาวที่ถูกผู้คนรักใคร่ เขาจึงได้แต่มองลูกพยายามปีนป่ายหุบเขาที่ชื่อว่าวงการบันเทิงนี้ด้วยตัวเองมาตลอด

ชายที่ใกล้จะเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนเม้มปากน้ำตาไหลรินเป็นสายไม่ต่างจากคนลูก เป็นเพราะเขาไม่ได้มีสมบัติพัดสถานมากมายมากองให้ลูก เป็นแค่พนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง แค่จ่ายค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ และค่าครูสอนร้องสอนเต้นก็ต้องทำโอทีจนเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว จะเอาเงินถุงเงินถังที่ไหนไปซื้อโหวตเลื่อนลำดับให้ลูกได้เป็นล้านๆ ในคราวเดียว

“ไม่ใช่เพราะพ่อหรอกค่ะ เป็นที่หนู เป็นหนูยังพยายามไม่มากพอ” มอนเน่ไม่คิดโทษบิดา อีกฝ่ายสนับสนุนเธออย่างเต็มที่มาโดยตลอด ต้องโทษที่ตัวเธอเองไม่มีความสามารถพอจะพาตัวเองไปถึงความฝันได้ เป็นเพราะเธอมาตลอด…

เด็กสาวใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า

“ดูเหมือนว่าที่ประเทศ K จะมีรายการเซอร์ไววัลรายการใหม่ แถมค่ายต้นสังกัดที่จัดก็เป็นค่ายที่หนูอยากจะเข้าร่วมมาตลอด หนูคิดว่าจะไปเข้าร่วมรายการนี้ค่ะ”

“มอนเน่…” เมธัสเม้มปากมองลูกสาวที่เข้มแข็งขึ้นด้วยตัวเองแล้วน้ำตาคลอ

“หนูไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูพลาดโอกาสในรายการนี้ไปแล้วก็จริง คงมีสักวันที่เป็นวันของหนูบ้าง” เด็กสาวส่งยิ้มที่ยังเจือไปด้วยร่องรอยของความเสียใจ

“ถ้าอย่างนั้น… พ่อขอให้รายการที่ลูกจะไปรอบนี้ เป็นรายการสุดท้ายได้มั้ยลูก”

“!!!”

[1] เปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยของเด็กฝึกที่เข้าร่วมการแข่งขันเฟ้นหาไอดอล

[Writer Talk]

สวัสดีมิตรรักนักอ่านที่หลงเข้ามาทุกท่านนะคะ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นทุกคนเข้ามาทักทายกัน (กราบแบบเบญจางคประดิษฐ์)

หากใครจำกันได้นามปากกา ฮัตโตะ ก็คือนักเขียนคนเดียวกับนามปากกา 816

และถ้าใครเคยอ่านผลงานเรื่อง Idol all rounder #เจแคนทำอะไรไม่ได้บ้าง (นิยายวาย) ทุกคนจะได้พบกับสาวน้อยคนหนึ่งที่หลงรักทะเลแห่งดวงดาวเข้าอย่างจังจากการเข้าร่วมคอนเสิร์ตของตัวละครในเรื่องนั้น และนี่ก็คือเรื่องราวของสาวน้อยคนนั้นนั่นเองค่าา

ขอเชิญทุกคนไปพบกันเส้นทางการเป็นไอดอลของน้องมอนเน่ นางเอกเรื่องนี้กันได้เลยค่ะ!! (ผายมือเชิญแบบสองแขน)

ปล. หากใครไม่เคยอ่านเรื่องนั้นก็ไม่เป็นไรนะคะ สามารถอ่านแยกกันได้เลย เพราะเรื่องนี้จะเป็นแนว ชาย/หญิง ค่ะ

ด้วยรัก

ฮัตโตะ

02 ลานมงคล

02

ลานมงคล

“พ่อขอให้รายการนั้นเป็นรายการสุดท้ายได้มั้ยลูก”

“พ่อ…” มอนเน่มองผู้เป็นพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้แต่น้ำตาที่ไหลไม่ขาดสายเมื่อครู่ก็แห้งเหือดไปโดยไม่รู้ตัว

“พ่อรู้ว่าลูกอยากเป็นไอดอล และเห็นมาตลอดว่าลูกทุ่มเทให้กับมันมากแค่ไหน แต่พ่อก็ไม่รู้ว่าจะอยู่สนับสนุนลูกไปได้อีกเท่าไร” เมธัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

บวกกับช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้เป็นพ่อมักจะเห็นแต่ภาพความล้มเหลวของลูกสาวมาโดยตลอด ความหวาดกลัวว่าจะด่วนจากโลกนี้ไปก่อนจะได้เห็นลูกมีชีวิตที่มั่นคง จึงยิ่งทวีความเครียดจนทำให้เขาแทบจะกลายเป็นโรควิตกกังวล

“พ่อป่วยเหรอคะ!” เด็กสาวคิดไปถึงเรื่องที่ร้ายแรงที่สุด

“เปล่าหรอกลูก พ่อยังสบายดี ถึงตรวจสุขภาพประจำปีรอบนี้ความดันจะสูงไปสักหน่อย แต่น้ำตาลในเลือด ตับ กับไตก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ”

“อ้าว แล้วทำไมถึง…”

“ที่พ่อพูดแบบนั้นเพราะรู้ว่าอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน พ่อรู้ว่าลูกยังสู้ไหว ยังมีไฟจะไปต่อ แต่ถ้าครั้งต่อไปก็ยังไม่สามารถเดบิวต์ได้อีกล่ะ อนาคตของลูกต่อจากนี้จะเป็นยังไง?”

“ให้เป็นศิลปินเดี่ยวลูกก็ไม่เอา ให้ไปอยู่เซ็นสัญญาเป็นเด็กฝึกในค่ายรอเดบิวต์ลูกก็ปฏิเสธ ลูกของพ่อต้องแข่งขันอีกเท่าไรถึงจะเป็นศิลปินอย่างที่ลูกฝันได้ล่ะลูก แล้วต้องใช้เวลาอีกเท่าไรลูกถึงจะมีชื่อเสียงมากพอให้เลี้ยงดูตัวเองได้”

“แล้วถ้าก่อนจะถึงวันนั้น พ่อไม่สามารถอยู่สนับสนุนให้ลูกไปจนสุดทางได้ พ่อจะตายตาหลับได้ยังไงถ้าเห็นว่าลูก…” ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแบบนี้

เมธัสไม่กล้าพูดประโยคนั้นออกมา เพราะเกรงว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจลูกสาว แต่มอนเน่ย่อมเดาได้ว่าผู้เป็นพ่อต้องการจะสื่ออะไร

ตลอดหลายปีที่มอนเน่โลดแล่นอยู่ในวังวนการแข่งขันไอดอลเซอร์ไววัล ได้สร้างชื่อเสียงให้ตนเองไว้ไม่น้อย มีหลายค่ายที่สนใจอยากปั้นเธอให้กลายเป็นศิลปินเดี่ยว บางแห่งก็ยื่นข้อเสนอให้เข้าร่วมเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่กำลังจะเดบิวต์ แต่ไม่ว่าใครจะเสนออะไรมา เธอก็ปฏิเสธทั้งหมด

“…” เด็กสาวก้มหน้ายอมรับ

มันคือทิฐิที่เธอปล่อยวางไม่ลง เพราะมัวแต่ยึดติดว่าต้องเดบิวต์เป็นไอดอลจากรายการแข่งขันเท่านั้น เธออยากเอาชนะคนนับร้อยเพื่อขึ้นเป็นที่หนึ่ง ดังนั้นทุกครั้งที่มีคนยื่นข้อเสนอให้เธอ ‘รอ’ สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับไปจึงมีแค่คำปฏิเสธเสมอ

ก็… ถ้าเป็นรายการเซอร์ไววัล เธอจะสามารถคว้าตั๋วเดบิวต์ได้ทันทีหลังจบรายการเลยนี่นา

แต่ถ้าเลือกเข้าไปเป็นเด็กฝึกในค่าย ก็ต้องก้มหน้ารอคอยโอกาสต่อไปเรื่อยๆ ต้องรอให้เด็กรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อนทยอยเดบิวต์ออกไปให้หมดก่อน หรือเผลอๆ เธออาจจะถูกค่ายดองเค็มทิ้งไว้ในห้องซ้อมจนถูกลืมไปเลยก็ได้

แน่นอนว่าเรื่องนี้เมธัสก็รู้และเคยได้ยินมาบ้าง จึงไม่เคยเข้าไปยุ่งกับการตัดสินใจของลูกเลยสักครั้ง แต่พอเห็นน้ำตาลูกสาวหลังการแข่งขันที่เพิ่งจบลง เขาก็มักจะโทษตัวเองเสมอที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกต้องเสียใจ

หากเขามีเส้นสาย หรือมีคอนเนกชั่นในวงการบันเทิงสักนิด เส้นทางของลูกเขาคงโรยไปด้วยกลีบกุหลาบนานแล้ว

“ลูกรู้ไหม ในขณะที่ลูกวิ่งไล่ตามความฝันอย่างบ้าคลั่ง ก็มีหลายอย่างที่ลูกพลาดไปในวัยของลูก… ลูกเข้าใจที่พ่อต้องการจะสื่อใช่มั้ย” เมธัสมองลูกสาวที่ก้มหน้ามองมือกำแน่นของตนเอง

“หนู… เข้าใจค่ะ” เด็กสาวพยักหน้า หลายครั้งที่ร่วงหล่นกลับมาอยู่ที่จุดเดิม เธอมักเกิดคำถามมากมายในใจเสมอ…ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่กันแน่?

ในขณะที่คนรุ่นเดียวกันมีเพื่อนสนิท มีกลุ่มติวหนังสือ มีแฟนหนุ่มสาวควงแขนไปเดตในวันหยุด เธอกลับไม่มีอะไรเลย แม้แต่มิตรภาพที่เห็นผ่านตอนออกอากาศก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ พอจบรายการแล้วก็แทบจะไม่มีการติดต่อหากันอีก

ต่างคนต่างก็เดินไปตามเส้นทางของตัวเอง ห้องแชทกลุ่มที่เคยมีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน นานวันเข้าก็ร้างราจนไม่เหลือสักข้อความเดียว

“พ่อไม่อยากดับความฝันลูก แต่พ่ออยากให้ลูกลองกลับมาใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นธรรมดาดูบ้าง เผื่อว่าจะทำให้ลูกเจอเส้นทางใหม่ที่ทำให้ลูกมีความสุขกับมัน และสามารถเลี้ยงดูตนเองได้จนแก่เฒ่า”

คนเป็นพ่อนอกจากจะหวังให้ชีวิตลูกประสบความสำเร็จแล้ว ยังอยากเห็นลูกสามารถยืนด้วยลำแข้งของตนเองได้จนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

“พ่อขอได้มั้ยลูก… ขอให้รายการที่ลูกจะไป เป็นรายการสุดท้ายสำหรับตอนนี้ ถ้าครั้งนี้ยังเดบิวต์ไม่ได้อีก พ่อขอให้ลูกกลับมาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยก่อนได้ไหม ถ้าลูกยังอยากจะเป็นนักร้องก็ค่อยทำหลังเรียนจบ หรือระหว่างที่เรียนไปก่อนก็ได้ ขอแค่ให้พ่อมั่นใจว่าลูกจะมีที่เรียนมหาลัยแน่นอนหลังจบ ม.6 ก็พอ”

อย่างน้อยเขาจะได้มั่นใจว่าลูกจะมีใบปริญญาไว้สำหรับเข้าทำงานต่อในตำแหน่งที่สูงกว่าวุฒิมัธยมปลายที่กำลังจะได้รับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“…” มอนเน่เม้มปากครุ่นคิด ฝ่ายบิดาก็ไม่เร่งรัด ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมภายในห้องโดยสารไปจนถึงบ้านเช่าที่อยู่ห่างจากตัวเมืองหลายสิบกิโลเมตร

บ้านขนาดเล็กที่มีสองชั้น สถานที่ที่มอบความอบอุ่นและเติมพลังให้เธอได้อย่างดีเยี่ยม

“พ่ออยากให้ลูกเก็บเรื่องที่พ่อบอกไปคิดให้ดี ที่พ่อทำไปก็เพราะเป็นห่วงลูกนะ” เมธัสเห็นลูกเงียบไปก็กังวลว่าจะทำให้ลูกคิดมาก จนทำเรื่องที่เขาหวาดกลัวที่สุด อย่างการหนีออกจากบ้าน

“หนูรู้ค่ะ พ่อรักหนูที่สุด หนูก็รักพ่อเหมือนกันค่ะ แต่เรื่องนี้หนูขอเวลาคิดอีกหน่อยได้มั้ยคะ” เด็กสาวมองบิดาอย่างคิดไม่ตก เธอย่อมรับรู้ได้ว่าที่พ่อทำลงไปก็เพราะกลัวว่าเธอจะไม่มีอนาคต หากวันหนึ่งเส้นทางแห่งความฝันไม่เป็นจริง เธอก็ยังมีชีวิตต่อไปได้ด้วยเส้นทางอาชีพใหม่

“ได้สิ อย่างนั้นลูกก็ไปพักผ่อนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พ่อเก็บห้องกับเครื่องนอนให้ใหม่ยกชุดแล้วล่ะ รับประกันความหอมทุกตารางนิ้ว” ยกนิ้วโป้งพร้อมยิ้มเก๊กหล่อหนึ่งที เพื่อทำให้บรรยากาศอึมครึมระหว่างพ่อลูกเจือจางลง

แกรก

มอนเน่เดินลากกระเป๋าไว้กลางห้อง ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวนอนคว่ำลงบนเตียง ปลดปล่อยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดหลายเดือนให้จมลงไปกับที่นอน

“พลาดอีกแล้ว” เสียงใสบ่นอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ กระทั่งรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก ถึงได้พลิกตัวนอนหงายมองเพดานห้องที่แสนคุ้นเคย

เธอเลื่อนสายตาไปยังโปสเตอร์ที่ติดตามมุมต่างๆ ภายในห้อง ทุกแผ่นล้วนแล้วแต่เป็นคนคนเดียวกัน นั่นก็คือ เจแคน มิลเลอร์ ลีดเดอร์วง UI วงที่ถือกำเนิดจากการแข่งขันผ่านรายการไอดอลเซอร์ไววัลของประเทศ K

ชายผู้ที่สลัดเงาดำมืดในจิตใจ ฝ่าฟันโชคชะตาแล้วคว้าอนาคตไว้ด้วยมือของตัวเอง เป็นต้นแบบไอดอลที่เธออยากจะเจริญรอยตาม

จริงอยู่ว่าตอนเป็นเด็กเล็กกว่านี้ เธอคิดจริงจังว่าต้องเดบิวต์เหมือนเจแคนคนนั้นให้ได้ แต่พอเติบโตขึ้นมาระดับหนึ่ง เมื่อมีทางเลือกใหม่ให้เธอก้าวเดิน เธอก็เริ่มคิดถึงผลดีผลเสียของเส้นทางใหม่นั้น

บริษัทที่ติดต่อเข้ามาส่วนใหญ่เป็นเพียงบริษัทขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แม้จะมีคนรู้จักสังกัดอยู่บ้าง แต่เธอก็รู้ดีว่าค่ายพวกนี้มีทรัพยากรไม่เพียงพอ และมีพื้นที่เฉิดฉายจำกัด

การปั้นศิลปินต้องใช้ทุนมหาศาลและเวลาบ่มเพาะ กว่าจะสร้างชื่อให้ทัดเทียมรุ่นพี่ได้ แทบจะเป็นเรื่องยาก ส่วนพวกที่ดังข้ามคืนได้ ก็มีโอกาสแค่หนึ่งในร้อยในพัน…ซึ่งคนคนนั้นไม่ใช่เธอ

ถ้าเธอสามารถดังเปรี้ยงปร้างได้จริง ป่านนี้คงได้เดบิวต์เป็นไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปสมดังหวังไปนานแล้ว

“จะเป็นรายการสุดท้ายแล้วอย่างนั้นเหรอ…” นี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอคาดคิดว่าจะได้เผชิญในวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดปีเลย

สำหรับมัลลิกาแล้ว ขอแค่ยังไม่ยอมแพ้ ต้องมีสักวันที่เวทีแห่งนั้นยินดีให้เธอขึ้นไปเฉิดฉาย ไม่ว่าจะต้องล้มอีกกี่สิบรอบ เธอก็จะลุกขึ้นมาใหม่แล้วก้าวเดินต่อ

แม้จะทำใจยอมรับได้ยาก แต่สิ่งที่พ่อของเธอเป็นกังวลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

หากเธอไม่ปรับมุมมองหรือลองในเส้นทางอื่นบ้าง อนาคตคงยากจะบอกได้ว่าเธอจะมีชีวิตต่อไปอย่างไรในแต่ละวัน

เส้นทางไอดอลก็ไม่อยากทิ้ง แต่สิ่งที่พ่อขอร้องก็ไม่สามารถละเลยได้

“โอ๊ยยย ทำยังไงดีเนี่ย!”

ห้างสรรพสินค้า M

เพราะมีเรื่องให้คิดไม่ตก วันต่อมามอนเน่ก็ขอพ่อออกไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน เพื่อพักสมองและไม่ทำให้ตัวเองฟุ้งซ่าน

“ห้างเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” เด็กสาวจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เธอมาเดินเล่นที่นี่คือเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้เธอกำลังหลงทิศหลงทางจนไม่แน่ใจว่าทางที่เข้ามาอยู่ตรงไหน

“หืม มีงานอะไรมาตั้งบูธน่ะ”

เป็นปกติที่ห้างสรรพสินค้า จะมีการเปิดบูธให้คาราวานร้านค้าจากภายนอกเข้ามาจับจองสถานที่ค้าขายชั่วคราว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบูธอาหารหรือเครื่องดื่มที่มักได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

และตอนนี้เธอก็เห็นคนจำนวนมาก กำลังยืนต่อแถวจับจองแต่ละร้านยาวเป็นหางว่าว

[ลานมงคล]

“ลานมงคล?”

มอนเน่ขมวดคิ้วอ่านป้ายหน้างาน เด็กสาวเอ่ยพึมพำชื่องานซ้ำสองครั้งในใจ ในหัวนึกถึงเครื่องรางของขลังก่อนเป็นลำดับแรก

“นี่ๆ แม่หนู สนใจซื้อสินค้าร้านเรามั้ย รับรองเลยว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์!”

“คุณหนูคนสวย สนใจงานหินมงคลมั้ยคะ หินธรรมชาติพลังงานแท้ ไม่ต้องบูชาไม่ต้องจุดธูป แค่สวมใส่ไว้ติดตัวไม่ว่าจะความรัก โชคลาภ หรือหน้าที่การงานจะดีขึ้นทันตาเห็น”

“หากบูชาองค์เทพ xxx อย่างถูกต้อง ท่านจะบันดาลทุกสิ่งที่ผู้ศรัทธาปรารถนา ขอแค่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดศีลธรรมหรือกฎหมายบ้านเมือง รับประกันเลยว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน มีค่าสักการะเริ่มต้น 1,000 บาทเท่านั้น”

อ๋อ… บูธเกี่ยวกับความเชื่อนี่เอง ถึงว่าล่ะ ทำไมคนถึงมาเดินเที่ยวเยอะนัก

ได้ยินมาว่าเดี๋ยวนี้การหาที่พึ่งทางใจมีหลากหลายวิธี… เพราะมอนเน่เองก็เคยเห็นเด็กฝึกที่เคยอยู่ร่วมรายการเดียวกันบอกว่าพวกเธอบูชาเทพองค์ใดอยู่ เพื่อบอกต่อความศรัทธา หรือบางคนก็สวมเครื่องประดับหินและจี้สัตว์มงคลติดตัว

มีครั้งหนึ่งที่เธอบังเอิญได้ร่วมวงสนทนากับกลุ่มที่ชอบวัตถุเครื่องรางของขลัง ฟังไปฟังมาเหมือนเธอกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

มันเต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับและพลังงานที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่ากลับสัมผัสได้ด้วยใจ

บางคนถึงกับเชื่อจริงจังว่าที่สามารถมาถึงจุดที่ยืนอยู่ได้นั้น เป็นเพราะสิ่งของที่พกติดตัวมาด้วย

เด็กสาวทำเพียงรับฟังโดยไม่แสดงความคิดเห็น แม้ในใจจะตั้งคำถามแต่ก็ไม่คิดจะโต้แย้ง… เพราะถือว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ปล่อยให้คนที่มีศรัทธาเชื่อกันต่อไป ส่วนคนไม่อินอย่างเธอก็ขออยู่ในมุมของตัวเองเงียบๆ ดีกว่า

ดังนั้นบูธที่ตั้งอยู่เรียงรายนี้จึงไม่มีทางทำให้มอนเน่สนใจได้ แต่วันนี้ก็ว่างทั้งวัน เดินดูเล่นสักหน่อยแล้วค่อยไปหาข้าวเที่ยงกินก็คงจะช่วยให้คลายเบื่อไปได้ไม่น้อย

เด็กสาวเดินดูวิวัฒนาการความเชื่อของชาว T ที่นับวันจะมีความครีเอทมากขึ้น และมีการเปิดกว้างรับความเชื่อที่หลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่รูปแบบโบราณที่เคยเป็นที่นิยมเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว

กระทั่งเธอเดินไปจนถึงด้านในสุดของงาน บริเวณนั้นมีผู้คนเดินแวะเวียนมาน้อยกว่าจุดอื่น มีบูธหนึ่งไร้ผู้คนจนมอนเน่รู้สึกสงสารเจ้าของร้าน ได้ทำเลไม่ดีเลย แถมดูเหมือนว่าไฟแถวนี้จะไม่ค่อยสว่างด้วย

แวะเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน ไม่รู้เจ้าของร้านนั่งรอลูกค้าจนน้ำลายบูดไปหรือยัง ถ้าราคาไม่แรงมากเธอช่วยเขาอุดหนุนสักชิ้นก็แล้วกัน

“เอ่อ อันนี้คืออะไรเหรอคะ” มอนเน่ลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

ของในร้านส่วนใหญ่จะมีสัญลักษณ์ใบโคลฟเวอร์เป็นหลัก มีทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ พวงกุญแจ และกิ๊บติดผม ก่อนที่สายตาของเธอจะสะดุดเข้ากับตุ๊กตารูปใบโคลฟเวอร์ยิ้มแฉ่งตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ ด้านหน้ามันมีป้ายติดไว้ว่า

‘ถ้าพยายามแล้วยังไม่พอ ลองเพิ่มโชคเข้าไปสักหน่อยสิ’

ข้อความนั้นคล้ายสะกดให้เธอต้องมนต์

“สวัสดีครับคุณลูกค้า สนใจสินค้าชิ้นไหนของเรามั้ยครับ” ชายเจ้าของร้านเห็นลูกค้ามาก็รีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที

“เอ่อ คือฉันไม่ค่อยสันทัดเรื่องนี้เท่าไร แต่อยากได้อะไรที่เพิ่มโชคให้ตัวเองได้สักหน่อย มีอะไรแนะนำมั้ยคะ”

“สำหรับคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ผมจะแนะนำให้เป็นสร้อยข้อมือ เพราะทางร้านออกแบบมาให้สวมใส่ได้ทุกสถานการณ์ แต่ถ้าไม่ชอบเครื่องประดับก็สามารถรับเป็นพวงกุญแจติดกระเป๋าหรือโทรศัพท์ได้”

มอนเน่กวาดตามองตามที่เจ้าของร้านแนะนำ แต่ก็ไม่มีของชิ้นไหนที่เข้าตาเธอเลย เพราะทุกครั้งที่เลื่อนไปมองอย่างอื่น เธอจะต้องวกกลับมามองที่ตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์ที่เห็นเป็นตัวแรกเสมอ ซึ่งเจ้าของร้านที่ต้องสังเกตปฏิกิริยาของลูกค้าก็ไม่พลาดรายละเอียดในจุดนี้

“หรือถ้าลูกค้าไม่ชอบเครื่องประดับที่ต้องพกติดตัวไปทุกที่ ก็สามารถเลือกเป็นตุ๊กตาก็ได้ครับ ประสิทธิภาพของมันนั้นอยู่ในระดับเดียวกับของติดตัวเช่นกัน เพียงแค่วางไว้ข้างหมอนเขาจะคอยให้ความช่วยเหลือคุณไปทุกที่แล้ว”

“คนบางคนไม่อินกับการสักการะบูชาเทพเจ้า หรือห้อยเครื่องรางของขลังติดตัว แต่สำหรับสินค้าร้านเรานั้นไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย ขอแค่คุณยังคงพยายามต่อไปในเส้นทางที่คิดว่าถูกต้อง เจ้าสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มโชคให้คุณ อาจจะไม่ใช่โชคที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ก็ทำให้เดินสะดวกขึ้น”

“ผมรับรองว่าไม่มีการหลอกลวงต้มตุ๋นแน่นอน ถ้าคุณไม่เชื่ออย่างนั้นผมให้คุณนำกลับไปทดลองก่อนหนึ่งวัน ถ้าไม่เป็นไปตามที่ผมพูด ทางร้านยินดีรับสินค้าคืนทุกกรณีครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันขอรับตุ๊กตาตัวนี้ไปก็แล้วกัน ราคาเท่าไรคะ?”

03 ระบบทำความดีเพิ่ม Luck

03

ระบบทำความดีเพิ่มโชค

“ซื้อมาเพราะป้ายที่ติดอยู่ข้างหน้ามันแท้ๆ” มอนเน่นั่งมองตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์ที่ซื้อกลับมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบบนโต๊ะอ่านหนังสือ

เมื่อลองได้มองมันอย่างเต็มตาก็พบว่า ขนาดของมันไม่ใหญ่มาก พอๆ กับตุ๊กตากล่องสุ่มแบรนด์ดังที่เคยได้รับความนิยมอย่างล้นหลามอยู่ช่วงหนึ่ง

“บนหัวมีสายคล้องด้วยแฮะ อย่างนั้นก็เอาติดกระเป๋าไปเข้ารายการด้วยดีกว่า” เผื่อมีคนสังเกตเห็นแล้วถามขึ้นมา ทางรายการอาจจะนำซีนนั้นไปออกอากาศเพราะดูเป็นธรรมชาติดีก็ได้

“ว่าไปนั่น จะเริ่มรับสมัครเมื่อไหร่ก็ไม่รู้” ดีไม่ดีถ้าเขาเปิดรับสมัครเร็วๆ นี้เธออาจไม่ผ่านแม้แต่รอบออดิชันออนไลน์ด้วยซ้ำ

“มีคำแนะนำติดมาให้ด้วยนี่นา ไหนดูซิว่าต้องบูชายังไง” ตอนที่เจ้าของร้านนำตุ๊กตาใส่ถุง เธอมัวแต่ก้มหน้าก้มตาควักเงินในกระเป๋า จึงไม่ทันเห็นว่าอีกฝ่ายแนบอะไรลงมาในถุงพร้อมกับตุ๊กตาบ้าง

“ให้นั่งคุกเข่าแบบราบ แล้ววางตุ๊กตาไว้บนตัก จากนั้นประนมมือขึ้นพร้อมกับอธิษฐานตั้งจิตถึงสิ่งที่อยากให้ช่วย” เธออ่านทวนเสียงเบา

“งั้นก็ไปทำบนเตียงดีกว่า” พออธิษฐานเสร็จจะได้วางไว้ข้างหมอนอย่างที่เจ้าของร้านแนะนำไปทีเดียวเลย

ร่างบางนั่งลงตรงขอบเตียงก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นนั่งท่าคุกเข่าราบ จากนั้นก็เริ่มทำตามคำแนะนำที่ทางร้านแนบมาให้ เปลือกตาสีมุกปิดลงเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการอธิษฐาน

“ขอให้ได้เป็นไอดอล และประสบความสำเร็จในฐานะไอดอลด้วยเถิด” เธอไม่สนแล้วว่าจะได้เดบิวต์ในรูปแบบไหน ขอแค่ได้เป็นไอดอลอย่างที่ใฝ่ฝันก็พอ… แต่ถ้าเดบิวต์จากรายการเซอร์ไววัลได้ก็คงจะดียิ่งกว่า

[ได้สิ เดี๋ยวทำให้สมปรารถนาเอง!]

สิ้นเสียงคำอธิษฐาน ความเงียบในห้องก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงแหลมเล็กไม่คุ้นหู มันแหลมสูงเสียจนคล้ายไม่มีอยู่จริงในชีวิตประจำวัน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ!

เพราะเธออยู่ในห้องนี้คนเดียว การที่มีเสียงอื่นนอกเหนือจากตัวเธอดังขึ้นมานั้นเป็นไปไม่ได้เลย!

“กรี๊ด!!”

มอนเน่ผงะถอยหลังชนหัวเตียงดังปึก ดวงตาเบิกโพลงมองโฮโลแกรมรูปตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์ที่ลอยวูบวาบอยู่ตรงหน้า มือสั่นๆ รีบยกตุ๊กตาตัวจริงขึ้นมาเช็กดู พอเห็นว่ามันยังอยู่ เธอก็รีบพลิกหาต้นตอของภาพสามมิตินั้นทันทีด้วยความตื่นตระหนก

ต้องมีเครื่องอะไรซ่อนอยู่ในตุ๊กตาแน่!!

แต่ไม่ว่านจะพลิกดูกี่รอบ เด็กสาวก็ไม่พบความผิดปกติเลย สิ่งที่อยู่ในมือเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง ขนาดของมันก็เบาเกินกว่าจะมีเครื่องฉายภาพซ่อนอยู่ได้

[ตกใจเหรอ ตกใจใช่ไหม] เสียงเล็กนั้นดูพึงพอใจที่เห็นปฏิกิริยาตอบรับ

“ตัวอะไรเนี่ย!” เด็กสาวถามเสียงสั่นเครือ โยนตุ๊กตาในมือไปไว้กลางเตียง กลัวว่าจะเกิดเรื่องหลอนอย่างถูกวิญญาณเร่ร่อนยึดร่าง

[เราคือ Good Luck System] ตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์เวอร์ชันสามมิติหมุนตัวลอยไปมาในอากาศ แนะนำตัวด้วยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาขีดเป็นเส้นโค้งคล้ายสระอิ

“Good Luck System?” มอนเน่เผลอทวนชื่อตามอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากทันที เพราะกลัวว่าการที่เผลอขานตอบไปเมื่อครู่ จะทำให้อีกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ยึดร่างหรือควบคุมจิตใจ เหมือนกับที่เคยได้ยินจากรายการเล่าเรื่องผี

‘พ่อกลับมาแล้ว’

และในจังหวะที่มอนเน่ยังไม่สามารถรวบรวมสติมาพิจารณาได้เต็มร้อย เสียงบิดาก็ดังขึ้นมาจากชั้นล่างพอดี สมองจึงออกคำสั่งให้ร่างกายวิ่งไปผลักประตูออกอย่างแรง

ปึง!

และโชคดีที่มันเปิดได้ ไม่ได้ถูกขังเหมือนกับในหนังสยองขวัญที่เคยดู

[ตกใจอะไรขนาดนั้นกันล่ะเนี่ย ไม่ใช่ว่ามนุษย์ประเทศ T ชอบเรื่องเหนือธรรมชาติกันหรอกเหรอ?]

ระบบทำปากจู๋พึมพำอย่างแง่งอน ไม่คิดว่าปฏิกิริยาของโฮสต์จะรุนแรงถึงเพียงนี้ หรือเพราะอีกฝ่ายเพิ่งจะอายุ 17 ปี เลยยังไม่มีภูมิต้านทานเรื่องผีๆ

[แต่ผมไม่ใช่ผีสักหน่อย ไม่ใกล้เคียงเลยด้วย!]

ระบบโอดครวญ ลอยตามร่างมอนเน่ลงไปยังชั้นล่าง เห็นเด็กสาวมีสีหน้าตื่นกลัวสุดขีด ก็เริ่มรู้สึกสงสัยในรูปลักษณ์ของตนเองขึ้นมาตะหงิดๆ

หรือเขาจะโดนเพื่อนร่วมวิชาชีพแกล้ง?

ระบบค่อนข้างกังวลในเรื่องนี้ รีบเรียกกระจกส่วนตัวออกมาส่องดู เพราะกระจกในโลกนี้ไม่สามารถสะท้อนเงาของมันได้

และภาพในกระจกก็เป็นรูปร่างตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์อย่างที่มันต้องการ

“มีอะไรเหรอมอนเน่ วิ่งหน้าตาตื่นลงมาเชียว” เมธัสถามพลางมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นลูกแสดงอาการหวาดกลัวออกมา

“พ่อคะ! ห้องหนูมีผีค่ะ มีผีลอยไปมาในอากาศเหมือน เอ่อ เหมือนตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์ค่ะ ใช่ๆ เป็นตุ๊กตาที่หนูซื้อมาจากในห้างวันนี้ มันลอยไปลอยมาแล้วก็พูดบอกว่าตัวเองเป็นระบบ” เพราะกำลังกลัวถึงขีดสุด เธอจึงเหมารวมไปว่าเจ้าสิ่งแปลกปลอมที่ลอยอยู่ในอากาศได้ภูตผีทั้งหมด

ไม่ว่าจะมาดีหรือมาร้าย ถ้าไม่มีร่างกายให้จับต้องได้ เธอล้วนหวาดกลัวทั้งสิ้น!

[เหมารวมว่าเราเป็นผีไปแล้วจริงๆ ด้วย ใครเป็นวิญญาณชั้นต่ำแบบนั้นกัน!] เสียงแหลมเล็กบ่นออกมาอย่างรับไม่ได้

“กรี๊ดดด พ่อคะมันตามลงมาแล้ว” มอนเน่ยกมือขึ้นชี้พร้อมกับวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังผู้เป็นพ่อ

“ไหนลูก พ่อไม่เห็นมีอะไรเลย” เมธัสใช้กระเป๋าทำงานโบกไปมาในอากาศ หวังขับไล่สิ่งที่ลูกหวาดกลัวให้หายไป

[ก็บอกว่าไม่ใช่ผีไงเล่า ถึงจะตีอีกกี่ร้อยครั้งก็ไม่มีทางโดนหรอกน่า] ตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์หมุนตัวไปมา ในขณะที่กระเป๋าทำงานของเมธัสปัดผ่านร่างมันไปหลายครั้ง แต่ไม่มีเลยสักครั้งที่จะทำให้มันได้รับบาดเจ็บ

“พ่อคะ!! มันไม่เป็นอะไรเลย”

“ก็พ่อมองไม่เห็นนี่ลูก” ชายวัยกลางคนรู้สึกจนปัญญา ให้เขานั่งทำโอทีทั้งวันทั้งคืน ยังง่ายกว่าการมาไล่ผีที่ตนมองไม่เห็น รวมถึงรับรู้ไม่ได้แบบนี้

[เฮ้อ อยู่แบบนี้ก็คงคุยกันไม่รู้เรื่องสักที] ระบบถอนหายใจ มันค่อยๆ อ่อนจางลงทีละน้อยก่อนจะหายไป

“ไม่อยู่แล้ว” มอนเน่หันซ้ายหันขวา

“นี่มันอะไรกันมอนเน่ ลูกมองเห็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้กลัวมากขนาดนี้” เมธัสหันกลับมามองลูกสาว

“คือหนูไปซื้อตุ๊กตาในห้างมาค่ะ พอเอากลับมาแล้วอธิษฐานตามที่ร้านค้าแนะนำ ก็มีตัวอะไรไม่รู้ลอยไปมา แถมยังบอกอีกว่าเป็นระบบ ยังไม่ทันที่มันจะพูดอะไรต่อพ่อก็กลับมาเสียก่อน หนูเลยรีบวิ่งลงมาจากห้องนี่ล่ะค่ะ”

“ระบบ?” เมธัสเลิกคิ้ว “หมายถึงระบบคอมพิวเตอร์? หรือระบบการทำงาน แบบนี้เหรอ?” คุณพ่อลูกหนึ่งที่ทั้งวันทำแต่งาน ย่อมไม่มีเวลาอ่านนิยายหรือวรรณกรรมที่กำลังฮิตติดตลาดอยู่ในปัจจุบันมากนัก คำที่ลูกสาวพูดออกมาจึงถูกเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่พอจะนึกออก

“ระบบ??” ผิดกับมอนเน่ที่เพิ่งฉุกคิดคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นช่างคล้ายคลึงกับพล็อตในนิยายที่เธอเคยอ่านไม่มีผิด

“หรือสิ่งที่ลูกเห็นจะเป็นกุมาร? ไม่เอานะลูก เอามาจากไหนเอาไปคืนเขาเดี๋ยวนี้เลยนะ หรือจะให้พ่อเอาไปให้วัดก็ได้” เมธัสไม่อยากให้ลูกไปเกี่ยวข้องกับเรื่องไสยศาสตร์ แค่เข้าวัดทำบุญก็เพียงพอแล้วสำหรับปุถุชนคนธรรมดา อย่าหาเรื่องถลำลึกไปเล่นกับอวิชชาเลย

“เอ่อ คือ… หนูเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า เมื่อกี้หนูเจอผีจริงๆ หรือหนูแค่ฝันไปค่ะ แหะๆ” หญิงสาวเกาแก้ม เสสายตามองไปทางอื่นอย่างรู้สึกผิด

“คือพอดีหนูเผลอนอนกลางวันแล้วฝันแปลกๆ อ่าใช่! หนูน่าจะฝันแปลกๆ พอได้ยินเสียงพ่อก็ยังแยกความจริงกับความฝันไม่ออก รีบวิ่งลงมาตอนที่ยังไม่ตื่นดี พอมาลองนึกดูดีๆ แล้ว หนูก็มองไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ” มองซ้ายมองขวาอย่างรัวเร็ว คล้ายหาจุดที่โฟกัสสายตาไม่ได้

“แน่นะ” เมธัสย่นคิ้ว ปกติตนต้องทำงานตลอดทั้งวัน บางครั้งเสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องไปทำโอที ทำให้เวลาที่มีให้ลูกสาวลดน้อยลงตามไปด้วย เมื่อไม่ได้อยู่คลุกคลีกันเป็นประจำ ย่อมมองไม่ออกว่าลูกกำลังพูดความจริงหรือว่าโกหก

“ค่ะพ่อ หนู… ขอขึ้นไปบนห้องก่อนนะคะ จะไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อย เดี๋ยวจะลงมาทำมื้อเย็นให้พ่อกินค่ะ”

เมื่อไหร่ที่กลับมาจากรายการแข่งขัน มอนเน่มักจะอาสาทำอาหารให้พ่อกินเป็นประจำ เพื่อเอาใจคุณพ่อคนเก่งที่ตั้งใจทำงานหาเงินมาซัปพอร์ตความฝันของเธอ

เรียกง่ายๆ ว่าประจบเอาใจก็ไม่ผิดนัก แต่ทุกครั้งที่เธอทำแบบนี้ อาหารเย็นมื้อนั้นจะมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ ก็ได้แต่หวังว่าครั้งนี้ก็จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เพื่อให้พ่อลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปก่อนชั่วคราว

“…”

ถึงจะบอกพ่อไปแบบนั้น แต่พอเอาเข้าจริง มอนเน่ก็ไม่กล้าเข้าห้องตัวเองอยู่ดี ได้แต่ยืนจับลูกบิดประตูอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน

มันจะใช่อย่างที่เธอคิดจริงๆ เหรอ?

เจ้านั่นจะใช่ระบบที่เธอเคยอ่านเจอในนิยายจริงดิ?

แต่ส่วนใหญ่แล้วระบบพวกนี้มักโผล่ออกมาตอนตัวเอกของเรื่องตุยเย่ไม่ใช่เหรอ เธอยังไม่ตายสักหน่อย แล้วระบบนี่โผล่มาได้ไง

[ก็โผล่มาก่อนที่เธอจะตายยังไงล่ะ จะได้ไม่ต้องย้อนเวลาไปมาให้วุ่นวาย]

“เหี้ย!!”

[โอ้โห อุทานได้หยาบคายมาก] ระบบหน้าตาน่ารักอย่างเขารับไม่ไหว ถ้าเป็นลูกเป็นหลานนี่ตีปากไปแล้ว ติดที่ว่าไม่ใช่เลยได้แต่มองด้วยสายตาตำหนิ

“ก็โผล่มาแบบนี้จะไม่ตกใจได้ไงเล่า อุ๊บ” มอนเน่ร้องเสียงดัง ก่อนจะรีบตะครุบปากแล้วหลุบตามองลงไปชั้นล่าง

[พ่อของเธอกำลังอาบน้ำอยู่ ไม่ได้ยินเสียงเมื่อกี้หรอก] ระบบลอยมาอยู่ตรงหน้า พร้อมกับฉายภาพเมธัสขณะเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำชั้นล่าง

บ้านที่เธอและพ่ออยู่อาศัยมีสองชั้น ด้านบนมีหนึ่งห้องนอนพร้อมกับพื้นที่สำหรับใช้สอยจำนวนหนึ่ง ส่วนชั้นล่างมีห้องนอนอีกหนึ่งห้อง ห้องน้ำ ห้องครัว และห้องรับแขก ดังนั้นทุกครั้งที่พ่อกลับมาจากที่ทำงาน พ่อจะเลือกอาบน้ำก่อนเป็นอย่างแรก เพื่อให้เธอที่ชอบนอนดึกมาใช้ห้องน้ำในตอนกลางคืนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าพ่อจะออกมาเห็นในสภาพไม่เหมาะสม

[แล้วนี่? ไม่กลัวกันแล้ว??] ใบโคลฟเวอร์ในรูปแบบสามมิติเลิกคิ้วมองเธออย่างพิจารณา นิ้วเล็กสลับชี้ไปมาระหว่างตัวเธอกับเขา

“ก็… ยังกลัวอยู่ แค่ไม่มากเท่ากับเมื่อกี้” อยู่ๆ ก็เจออะไรแบบนี้เป็นใครก็ตกใจทั้งนั้นแหละ เธอไม่ได้จิตแข็งสักหน่อย เห็นอะไรลอยไปลอยมาก็ต้องคิดว่าเป็นผีไว้ก่อนอยู่แล้ว

[ก็บอกว่าไม่ใช่ผียังไงล่ะ]

“อะ อ่านใจได้ด้วยเหรอ!”

[แน่นอนอยู่แล้ว] แขนเล็กยกขึ้นกอดอกอย่างผยอง มันเล็กจนดูเหมือนเส้นถั่วงอกที่ไขว้กันไปมาอยู่ในชามก๋วยเตี๋ยว

[ลองคิดดูสิ ถ้าไปออกรายการแข่งขันที่มีกล้องคอยจับตามองตลอด 24 ชั่วโมง แล้วมีคนเห็นเธอพูดคนเดียวขึ้นมาละก็ ต้องมีสักคนที่คิดว่าเธอบ้าบ้างล่ะ ทางระบบคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถึงได้ใส่ฟังก์ชันพูดคุยภายในจิตใจขึ้นมาอย่างรอบคอบ ถึงจะเป็นการเริ่มงานครั้งแรกก็ไม่พลาดหรอก อุ๊บ]

“ครั้งแรก? หมายความว่ายังไง” ฟังดูทะแม่งๆ นะ

[เอ่อ คือ นี่! จะยืนคุยกันตรงนี้อีกนานมั้ย ถ้าพ่อของเธอออกมาจากห้องน้ำ คราวนี้ท่านได้ยินเสียงของเธอแล้วนะ] ตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์ไม่เพียงทำเป็นโมโห แต่ยังฉายภาพห้องน้ำชั้นล่างที่ไร้เสียงกิจกรรมด้านใน แสดงให้เห็นว่าอีกไม่นานเมธัสคงออกมา

“…” คราวนี้เป็นมอนเน่บ้างแล้วที่ต้องหรี่ตาพิจารณาสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมนี้ให้ดี

เธอว่าหมอนี่ไม่ใช่ผีแล้วล่ะ แต่อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก หรือระบบจากโลกอนาคตอีกหลายพันปีข้างหน้า ที่ส่งกลับมาเก็บข้อมูลมนุษย์ในอดีต และอีกหลายทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดที่เธอนึกออก

ที่แย่กว่าคือเธอเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ทดลองใช้มัน!!

เด็กสาวเปิดประตูห้องตามที่ระบบแนะนำ จากนั้นก็เดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางออกของห้องมากที่สุด

ฝ่ายระบบที่รู้ตัวว่าเผลอโพล่งความลับออกไปก็ได้แต่อึกอัก พยายามคิดหาคำแก้ตัวมากมาย เพราะถ้าโฮสต์รู้ว่าตัวเองเป็นคนแรกของโลกที่ได้ทดลองระบบนี้ จะต้องไม่เชื่อถือในความสามารถของมันแน่ๆ

แถมจบงานนี้เขาอาจถูกผู้บริหารระดับสูงเฉ่งที่ทำความลับแตกด้วยตัวเองก็ได้… ฮือ

“เอาล่ะ อธิบายฟังก์ชันการทำงานของนายให้ฟังหน่อย ถ้านายเป็นระบบที่คอยช่วยโฮสต์เหมือนในนิยายจริงๆ”

เด็กสาวเห็นตุ๊กตาใบโคลฟเวอร์อึกอักอย่างคนมีชนักติดหลัง ก็คิดว่าต้องเข้าเรื่องสักที ไม่อย่างนั้นวันนี้ก็คงจับผิดกันไม่จบไม่สิ้น

[ฮือ… ในที่สุดโฮสต์ก็สนใจฟังการทำงานสุดเทพของเราแล้วสินะ อะแฮ่ม เราคือ Good Luck System ระบบที่จะทำให้ความพยายามของโฮสต์เปล่งประกายถึงขีดสุด] หมุนตัวจุดพลุบนหัวให้ดูมีเอฟเฟกต์อลังการ

[โดยระบบจะแจกภารกิจให้โฮสต์ทำ ระดับความยากง่ายขึ้นอยู่กับแต้มคะแนนที่จะได้เมื่อทำภารกิจสำเร็จ ทำภารกิจง่ายก็ได้แต้มน้อย ทำภารกิจยากก็ได้แต้มมาก ซึ่งแต้มเหล่านี้จะแปลงเป็นโชคดีเมื่อถึงเวลาที่โฮสต์ต้องการ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า ‘เรื่องบังเอิญที่เกิดได้ยาก’ เป็นไงครับ น่าสนใจสุดๆ ไปเลยใช่มั้ย~]

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...