ศบก.เผย สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้น รัฐคุมพลังงานค่าครองชีพ
เมื่อเวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ร่วมแถลงมาตรการภายใต้การกำกับของศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.)
นายปาณิดล เปิดเผยว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด หลังอิหร่านยึดเรือที่เกี่ยวข้องกับบางประเทศบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมการสู้รบ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบบับ เอล-มันเดบ นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังประกาศเตือนโจมตีเป้าหมายของสหรัฐในภูมิภาค
ในส่วนของการช่วยเหลือคนไทย กระทรวงการต่างประเทศได้เร่งอพยพและดูแลความปลอดภัย โดยจนถึงขณะนี้มีคนไทยได้รับการช่วยเหลือออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้วรวม 1,532 คน พร้อมทั้งจัดตั้งคณะทำงานบูรณาการเพื่อช่วยเหลือเรือพาณิชย์ไทยที่ยังตกค้างให้สามารถเดินทางออกได้อย่างปลอดภัย และยกระดับการประสานงานกับนานาประเทศอย่างใกล้ชิด
ด้านสถานการณ์พลังงาน นายวีรพัฒน์ ระบุว่า ราคาน้ำมันโลกยังผันผวนรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งเกิน 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 72% จากช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปเคยแตะระดับสูงถึง 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังสามารถตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 38.90 บาทต่อลิตร โดยอาศัยกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าช่วยพยุงราคา ซึ่งถือว่าปรับเพิ่มในอัตราที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
กระทรวงพลังงานยังเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานปริมาณและราคาน้ำมันทุกวัน ตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศ และพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมกำหนดให้การซื้อเกิน 3,000 ลิตรต้องรายงาน เพื่อป้องกันการกักตุน
ขณะเดียวกัน ได้ผลักดันการใช้น้ำมันดีเซล B20 อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มีราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไปประมาณลิตรละ 5 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนภาคขนส่งและอุตสาหกรรม โดยมี PTT Oil and Retail Business (OR) และ PTG Energy เริ่มจำหน่ายแล้ว
ด้านมาตรการดูแลค่าครองชีพ นายประคัลร์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบร้านค้าทั่วประเทศกว่า 3,477 แห่ง พบผู้กระทำผิดและดำเนินคดีแล้ว 15 ราย ส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา พร้อมรับเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วนอย่างต่อเนื่อง
เพื่อบรรเทาภาระประชาชน เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 โดยนำสินค้ากว่า 1,000 รายการมาลดราคาสูงสุดถึง 50% ควบคู่กับการจัดจุดจำหน่ายธงฟ้ากว่า 500 แห่ง และรถโมบายเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เพิ่มสิทธิประโยชน์รวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย พร้อมเดินหน้าหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทนจากต่างประเทศ และประสานความร่วมมือด้านการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกของไทยท่ามกลางวิกฤตโลก