โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Copper ในปีที่เหนื่อยที่สุด โตแบบไม่ขยายสาขา เน้นปรับพอร์ต รายได้บุฟเฟ่ต์ 80% อีเวนต์ 20%

TODAY Bizview

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • TODAY

‘บุฟเฟ่ต์ 1,000+’ กำลังเจอสถานการณ์กำลังซื้อของผู้คน ในภาวะที่เศรษฐกิจทำเงินในกระเป๋าลดลง ตัวเลือกในตลาดเพิ่มขึ้นและผู้บริโภคคิดก่อนจ่ายมากกว่าเดิม ทำให้การปรับตัวร้านบุฟเฟ่ต์พรีเมียมวันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะความพรีเมียมที่ไม่ใช่แค่แข่งกันเรื่องอาหาร แต่จะต้องตอบคำถามผู้คนตอนนี้ให้ได้ว่า ‘มื้อนี้คุ้มพอหรือยัง’

หนึ่งในแบรนด์บุฟเฟ่ต์พรีเมียมอย่าง ‘Copper’ที่ตอนนี้ผู้บริหารยอมรับว่า ‘เหนื่อยที่สุดในรอบ 10 ปี’ เพราะแรงกดดันไม่ได้มาจากด้านเดียว แต่ทั้งต้นทุนที่พุ่งขึ้น พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยน และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในทุกระดับราคา

TODAY Bizview มีโอกาสคุยกับ ‘พจนีย์ พินิจศักดิ์กุล’ ประธานกรรมการบริหารคอปเปอร์ บียอนด์ บุฟเฟต์ ชวนดูว่า ในปีที่ยากขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อแบบนี้ Copper เลือกเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อให้ยังอยู่ในตัวเลือกของลูกค้า

[ ลดราคาลง จัดสมดุลใหม่]

การปรับเปลี่ยนของ ‘Copper’ที่เห็นชัดที่สุด คือการปรับราคาบุฟเฟ่ต์สาขา The Sense ปิ่นเกล้า จาก 1,359 บาท เหลือ 999++ (ประมาณ 1,176 บาทสุทธิ) และตั้งใจคงราคานี้ไว้ทั้งปี ไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น

การตัดสินใจนี้สะท้อนว่า ‘จุดตัดสินใจของลูกค้า’เปลี่ยนไปจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่เริ่มมองหาความคุ้มค่าในทุกมื้อ ไม่ใช่แค่โอกาสพิเศษเหมือนเดิม

ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะซีฟู้ดนำเข้า ปรับขึ้นสูงถึง 70–80% ทำให้การลดราคาไม่ใช่เรื่องง่าย และถ้าลดโดยไม่คิด ก็อาจกระทบคุณภาพทันที

สิ่งที่ Copper เลือกทำจึงเป็น ‘การจัดสมดุลใหม่’ทั้งระบบตั้งแต่การปรับสัดส่วนเมนู ลดรายการที่ต้นทุนสูงมาก เพิ่มเมนูที่ควบคุมต้นทุนได้ ไปจนถึงการเพิ่มประสบการณ์อย่าง D.I.Y. Salad Bar และ Ice Cream Topping Station ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ‘ได้มากกว่าแค่กินอิ่ม’

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มแพ็กเกจพรีเมียมใหม่เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าสัมผัสมื้อพิเศษได้บ่อยขึ้น โดยเริ่มต้นในราคา 1,599 บาท net จากเดิมที่ต้องจ่ายราคา 1,999 บาทขึ้นไป

[ แยกสาขา เพราะลูกค้าไม่เหมือนกัน ]

อีกหนึ่งการเปลี่ยนสำคัญคือการเลิกมองลูกค้าเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด ผู้บริหารเล่าว่า ข้อมูลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดว่า ‘สาขาเกสร อมรินทร์’ มีลูกค้าต่างชาติสูงถึงประมาณ 45% กลายเป็นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนยอดขาย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย

ในขณะที่ ‘สาขาปิ่นเกล้า’ ลูกค้าต่างชาติอยู่เพียงราว 20% เท่านั้น ทำให้ภาพของลูกค้าหลักคือ ‘คนไทย’ โดยเฉพาะครอบครัวและคนในพื้นที่ที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่างออกไป

การแยก segment แบบนี้ ทำให้ Copper ต้องออกแบบทั้งราคา เมนู และประสบการณ์ใหม่ให้เหมาะกับแต่ละสาขา ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกันทั้งหมด เพราะการทำร้านให้ดี อาจไม่พอเท่ากับการทำให้ตรงกับคนที่เข้ามาใช้จริง

[ ไม่รอให้ลูกค้าเดินเข้า แต่ ‘ออกไปหา’ มากขึ้น ]

‘พจนีย์’ บอกว่า พอรู้ว่าลูกค้าบุฟเฟ่ต์ไม่ได้มาบ่อยเหมือนเดิม การรอให้คนเดินเข้าร้านอย่างเดียวอาจไม่พอ Copper จึงเริ่มขยับโมเดลออกนอกหน้าร้าน โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป จะมีการเปิดบริการใหม่ตั้งแต่ Catering, Snack Box ไปจนถึงการรับจัดงานแต่ง งานสัมมนา และ Private Party ราคาเริ่มต้นที่ 16,000 บาท++

โดยเฉพาะสาขา The Sense ปิ่นเกล้า ที่สามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 400 คน ทำให้มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่จัดอีเวนต์ขนาดใหญ่ได้จริง

แนวคิดนี้ไม่ได้แค่เพิ่มรายได้ แต่คือการทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ใน ‘ช่วงเวลาสำคัญ’ ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง งานบริษัท หรือโอกาสพิเศษต่างๆ

ขณะเดียวกัน ยังมี Party Pack ราคาเริ่มต้นหลักร้อย ที่เปิดทางให้ลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาได้ โดยไม่ต้องจ่ายบุฟเฟ่ต์เต็มรูปแบบ ช่วยขยายฐานลูกค้าออกไปกว้างขึ้น

[ โตแบบใหม่ ไม่ได้แปลว่าต้องเปิดสาขาเพิ่ม ]

ในขณะที่หลายแบรนด์เลือกขยายสาขา Copper กลับเลือก ‘โตในแนวอื่น’ หนึ่งในนั้นคือการผลักดันแบรนด์ ‘เตี๋ยวคอปเปอร์’ ซึ่งปัจจุบันมี 2 สาขา และตั้งเป้ายอดขายต่อสาขาไว้ที่ 25–30 ล้านบาทต่อปี

เหตุผลก็เพราะว่าโมเดลร้านอาหารจานเดียวมีความยืดหยุ่นมากกว่า ทั้งในแง่ต้นทุน พื้นที่ และพฤติกรรมการใช้บริการที่สามารถเกิดซ้ำได้บ่อยกว่า เมื่อเทียบกับบุฟเฟ่ต์ที่ลูกค้ามักมากินเป็นครั้งคราว การมีธุรกิจที่ ‘เข้าถึงได้ทุกวัน’ จึงกลายเป็นอีกขาหนึ่งของการเติบโต

สุดท้ายแล้ว แม้ ‘ผู้บริหาร’ จะยอมรับว่า ปีนี้คือหนึ่งในปีที่ยากที่สุดในรอบ 10 ปี แต่ Copper ก็ยังตั้งเป้าเดินหน้าต่อ ด้วยการเพิ่มจำนวนลูกค้าอีก 25% หรือประมาณ 35,000 คนต่อเดือน

ขณะเดียวกัน โครงสร้างรายได้ก็เริ่มถูกปรับใหม่ จากเดิมที่พึ่งพาบุฟเฟ่ต์เป็นหลัก มาเป็น Buffet 80% และอีก 20% จาก Catering และงานอีเวนต์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้จากหลายทางมากขึ้น.

ในด้านกำไร ปี 2568 ที่ผ่านมาธุรกิจทำได้อยู่ที่ประมาณ 3.5% ซึ่งอาจไม่ได้สูงมากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร แต่ก็เป็นระดับที่ต้องพยายามรักษาไว้ เพื่อให้ธุรกิจยังเดินต่อได้ในสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนสูงขึ้นแบบนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...