โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

LH Bank เล็งปั้นยีลด์ดันพอร์ตรายย่อย-SMEs 50% ภายใน 3 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ส.ค. 2565 เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2565 เวลา 07.43 น.

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง 2565 ลุยเจาะเซ็กเมนต์ผลตอบแทนสูง มุ่งสินเชื่อรายย่อยปล่อยกู้ดิจิทัล หลังเปิดบริการ 2 เดือนความต้องการพุ่ง คาดทั้งปีโกย 1 พันล้านบาท พร้อมตั้งเป้า 3 ปี ดันสัดส่วนพอร์ตรายย่อย-เอสเอ็มอีเพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบันมี 10% ลุยเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ธุรกิจไต้หวัน 10% คุมหนี้ไม่เกิน 2.5-2.6% มองประเด็นขัดแย้งจีน-สหรัฐ-ไต้หวัน เชื่อไทยได้อานิสงส์ย้ายฐานการผลิต

วันที่ 8 สิงหาคม 2565 นางสาวชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ธนาคารมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้จากแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้น 3 ตัวได้ดี ซึ่งจะส่งผลให้สินเชื่อของธนาคารยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก

โดยหากดูผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกมีอัตราการเติบโตได้ค่อนข้างดี สะท้อนผ่านการเติบโตสินเชื่อจากเดิมเป้าหมายทั้งปีตั้งไว้อยู่ที่ 6-7% แต่ภายในครึ่งปีแรกธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อเติบโตแล้ว 8-9% โดยสินเชื่อรายย่อยเติบโตสูงถึง 17-18% และสินเชื่อธุรกิจเติบโต 6-7% จากยอดสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 2.74 แสนล้านบาท

ทั้งนี้จากแนวโน้มการเติบโตได้ดี ธนาคารอยู่ระหว่างการปรับแผนการเติบโตสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าสินเชื่อรายย่อยน่าจะสามารถขยายการเติบโตได้ดี แต่สินเชื่อธุรกิจหรือรายใหญ่อาจจะชะลอ เนื่องจากยังคงมีเหตุการณ์ความไม่แน่นอน ทั้งเรื่องความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน หรือจีน-สหรัฐ ทำให้ธนาคารยังคงต้องตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อเนื่อง โดยมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) ที่ 200%จากปัจจุบันที่ 196% สะท้อนการดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวัง โดยคาดว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งปีนี้อยู่ในกรอบไม่เกิน 2.5-2.6% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.4%

อย่างไรก็ดี ธนาคารจะมุ่งเน้นไปในธุรกิจหรือสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) โดยจากเดิมจะเน้นปล่อยสินเชื่อในกลุ่ม Big Corporate มีสัดส่วนถึง 90% และสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพียง 10% โดยภายใน 2-3 ปี ธนาคารต้องการเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอีขึ้นมาอยู่ที่ 50%

โดยในส่วนของสินเชื่อรายย่อย จะเน้นการเติบโตสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกเติบโตแล้ว 20% รวมถึงสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ที่เปิดที่เริ่มดำเนินธุรกิจมาประมาณ 2 เดือน นับแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร Ascend ปัจจุบันมียอดสินเชื่อปล่อยไปแล้ว 180 ล้านบาท และคาดว่าภายในปีนี้จะปล่อยสินเชื่อได้ 1,000 ล้านบาท โดยธนาคารอยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตรอีก 2-3 ราย ซึ่งไม่ใช่สถาบันการเงิน เพื่อต่อยอดธุรกิจคาดว่าภายในปลายปีนี้น่าจะชัดเจน

ขณะเดียวกันตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ฐานลูกค้าไต้หวันภายใน 2-3 ปี จะต้องมีสัดส่วนประมาณ 10% จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าไต้หวันที่เป็นนักธุรกิจในไทยประมาณ 5,000 ราย และมีฐานลูกค้าไต้หวันรายย่อยทั้งหมด 2 แสนราย ซึ่งธนาคารสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ (Cross selling) ลูกค้ากลุ่มนี้ได้ เช่น การซื้อคอนโดมิเนียม เป็นต้น รวมถึงนำลูกค้าไทยที่เข้าไปลงทุนในไต้หวัน ตลอดจนการเติบโตธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 60-70%

นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าพัฒนา Digital Infrastructure และ Platform เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้า และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าภายใต้แนวคิด Customer Centric ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก Segment โดยเฉพาฑ์เะผลิตภัณงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล Pro-fit ที่ลูกค้าให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

และธนาคารยังได้นำระบบ Robotic Process Automation (RPA) มาใช้เพื่อลดขั้นตอนการทำงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น แนาละธคารอยู่ระหว่างพัฒนาบริการใหม่บนแพลตฟอร์ม Profita คือ บริการ ROBO Advisor เป็นบริการวางแผนการลงทุน และจัดพอร์ตการลงทุนแบบอัตโนมัติที่ออกแบบและคัดสรร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ซึ่งจะมีการติดตามและปรับสัดส่วนการลงทุน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการ ROBO Advisor ในไตรมาส 4 นี้

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราอยู่ในภาวะที่ท้าทายทั้งธนาคารและธุรกิจ มาถึงขณะนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น เราก็พร้อมที่จะเดินหน้าต่อ แต่ก็ยังความระมัดระวังไว้เช่นกัน พร้อม ๆ กันนั้นก็จะต้องกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจเพื่อชดเชยรายได้ในบางธุรกิจที่อยู่ในขาลงด้วย อย่างในช่วงครึ่งปีแรกที่รายได้ดอกเบี้ยเข้ามาชดเชยรายได้ธุรกิจตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

ซึ่งจากสินเชื่อบางตัวที่เติบโตได้ดีอย่างสินเชื่อรายย่อยก็อาจจะมีการปรับตัวเลข แต่ในส่วนของสินเชื่อธุรกิจยังต้องดูอีกระยะหนึ่ง และที่สำคัญยังต้องมีการดูแลลูกค้าบางส่วนที่ยังอยู่ในมาตรการขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งมีสัดส่วน 14%ของพอร์ตจากเดิมที่ 40%”

นายฉี ชิง-ฟู่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่า สำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่างไต้หวันกับจีนที่เริ่มมีความเข้มข้นขึ้นนั้น มองว่าสถานการณ์ดังกล่าว อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจไต้หวันที่เข้าไปลงทุนในจีนที่จะต้องย้ายฐานกานลงทุนออกมา ซึ่งตรงนี้น่าจะส่งผลดีต่อไทยที่อาจจะได้รับเม็ดเงินลงทุนเข้ามามากขึ้น โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายกลุ่มลูกค้าไต้หวันเติบโตที่ 60% จากปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าไต้หวันที่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยรวมประมาณ 5,000 ราย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...