โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผู้เลี้ยงใต้โคม่า หมูเถื่อน ถล่ม ทำรายย่อยค้างสต๊อกอื้อ-ขาดทุนอ่วม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.พ. 2566 เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2566 เวลา 08.25 น.

ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยใต้กระอักเจอ 4 เด้ง ถูก “หมูเถื่อน” ตีตลาดหนักสุด ทำราคาหมูหน้าฟาร์มเหลือ 88 บาท/กก. ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 90 บาทราคาอาหารสัตว์พุ่ง ผวาผู้เลี้ยงล้มอีกระลอก

นายภักดี ชูขาว เจ้าของภักดีฟาร์ม อ.เมือง จ.พัทลุง ผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก จำนวน 400 แม่พันธุ์ และกรรมการสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อยทั่วภาคใต้นับพันรายกำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักมาก

เนื่องจากไม่สามารถขายสุกรที่เลี้ยงได้ ทำให้เหลือค้างสต๊อกจำนวนมาก เนื่องมาจาก 4 สาเหตุหลัก ได้แก่

1.มีการลักลอบนำเข้าสุกรจากต่างประเทศหรือ “หมูเถื่อน” ในรูปหมูกล่องเข้ามาขายราคาถูก

2.ราคาสุกหน้าฟาร์มในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา สปป.ลาว และจีนราคาประมาณ 70 บาท/กก. ทำให้มีการลักลอบเข้ามาทางชายแดน

3.ผู้บริโภคในภาคใต้ไม่มีกำลังซื้อ เพราะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

4.ไทยยังไม่สามารถส่งออกสุกรได้ ส่งผลให้ผู้เลี้ยงสุกรรายเล็ก รายย่อยขาดทุนตัวละ 500-1,000 บาท และมีแนวโน้มจะขาดทุนเพิ่มขึ้นถึงตัวละ 1,500 บาท/ตัว เพราะต้องแบกภาระต้นทุนการเลี้ยงทั้งค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าบริหารจัดการ

“หมูเถื่อนที่ลักลอบเข้ามาขายราคาถูก ชำแหละเป็นซากแล้วเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 40-50 บาท/กก. ทำให้หมูที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ ไม่มีคนมาซื้อ ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงต่อไป เฉพาะฟาร์มของตน

ตอนนี้ขายไม่ได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ และแต่ละรายจะอยู่ใกล้เคียงกัน ที่ผ่านมาสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ประกาศราคาขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มวันพระล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2566 ราคา 94 บาท/กก. ลดลงจากวันพระที่ 21 มกราคม 2566 ที่กำหนดราคา 96 บาท/กก. หรือเท่ากับลดลงไป 2.08 บาท แต่ราคาซื้อขายสุกรจริงในพื้นที่เคลื่อนไหวที่ 88 บาท/กก.

ขณะที่ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรรายย่อย รายเล็กอยู่ที่ 90 บาท/กก. ขณะที่ผู้เลี้ยงสุกรรายใหญ่ต้นทุนการเลี้ยงจะต่ำกว่า อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีคู่ค้า

นอกจากนี้ การที่สุกรค้างสต๊อกภายในฟาร์มจำนวนมาก เพราะผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ เพราะไม่มีรายได้จากฝนตกต่อเนื่อง ยางพารากรีดไม่ได้และราคาไม่ดี ปาล์มน้ำมันราคาตกมาก สำหรับภาพรวมการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด มีผู้เกษตรกร รวมประมาณ 20,000 ราย มีแม่พันธุ์ประมาณ 120,00 ตัว มีผลผลิตกว่า 2,800,000 ตัว/ปี

ขณะที่จังหวัดพัทลุงถือเป็นอันดับ 1 ในการเลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคใต้ และเป็นอันดับ 4 ของประเทศ มีแม่พันธุ์ 20,000 แม่พันธุ์ มีผลผลิตประมาณกว่า 480,000 ตัว/ปี มีผู้เลี้ยงทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก รวมกว่า 4,000 ราย เดือดร้อนกันหมด”

แหล่งข่าวจากวงการเลี้ยงสุกรทางภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้สถานการณ์หมูเถื่อนถือว่าหนักที่สุด จนส่งผลให้ผู้เลี้ยงสุกรขายไม่ออกค้างสต๊อกอยู่ปริมาณมาก โดยมีการนำเข้ามาทางเรือเป็นส่วนใหญ่จากประเทศแถบละตินอเมริกา สหภาพยุโรป เพราะเรือสามารถบรรทุกได้ปริมาณมาก

สมทบกับการลักลอบนำเข้าหมูจากประเทศเพื่อนบ้านลักษณะกองทัพมดเข้ามาทางชายแดน โดยทำตลาดค้าขายกันทางออนไลน์

โดยเฉพาะทางเฟซบุ๊ก มีการบรรจุกล่องโฟมพร้อมส่ง ขณะที่ผู้เลี้ยงรายใหญ่ภายในประเทศขยายการเลี้ยงกันจำนวนมาก แม้การท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นกลับมา แต่การบริโภคยังถือว่าต่ำ และประเทศไทยยังส่งออกสุกรไม่ได้ นับตั้งแต่ยอมรับว่าประเทศไทยมีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร (ASF) ส่งผลให้สุกรล้นสต๊อกล้นอยู่ในฟาร์มขายไม่ออก

ปัจจัยที่หนักมากที่สุด คือ “หมูเถื่อน” ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะพวกเครื่องใน หัว หาง ซึ่งคนต่างประเทศไม่บริโภค โดยนำมาขายส่งให้ร้านอาหาร และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ลูกชิ้นหมู หมูหยอง หมูแผ่น ฯลฯ และตอนนี้มีหมูจากประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาลักษณะกองทัพมดอีก เชื่อว่าสุกรที่กรมปศุสัตว์จับได้ประมาณ 1 ล้านกก.น้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาปีกว่า

เมื่อค้างสต๊อกมากส่งผลให้เพิ่มค่าบริหารจัดการ เรื่องค่าอาหารสุกร ดูแลสุกร สำหรับค่าอาหารวัตถุดิบขึ้นมาทุกตัว เช่น ลูกสุกรรุ่น ที่ซื้อมาขุน ขนาดน้ำหนัก 16 กก./ตัว ที่ผ่านมาราคา 3,700 บาท/ตัว ราคาอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักปรับราคากันสูงมาก

เช่น กากถั่วจากราคา 17-18 บาท/กก. เป็น 23 บาท/กก. ปลายข้าว 650 บาท/กระสอบ ปรับตัวเป็น 720 บาท/กระสอบ ต้องสั่งจากภาคกลาง ปลาป่น 32 บาท/กก. เป็น 40 บาท/กก. ฯลฯ เป็นต้น จึงเป็นภาระให้สุกรที่ค้างสต๊อกจำนวนมาก

“คาดการณ์ว่าผู้เลี้ยงรายย่อย รายเล็กจะต้องล้มระเนระนาดลงอีก ในอนาคตจะกระทบต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่จากที่ล้มกันมาแล้วจากการระบาดของโรค AFS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...