โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ONETOUCH แบรนด์ไทย ลุยผลิต "ถุงยางใส่กัญชา"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ม.ค. 2566 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. 2566 เวลา 02.14 น.
อมร ดารารัตนโรจน์

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ประเทศไทยหากพูดถึงเรื่องเพศ หรือการป้องกัน โดยเฉพาะการใช้ถุงยางอนามัย ยังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่การเติบโตของตลาดนั้น ยังคงเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะตลาดในประเทศ เนื่องจากจะทำการประชาสัมพันธ์ สรรพคุณต่าง ๆ ทำได้ลำบาก และเข้าถึงผู้บริโภคได้ยาก

อีกทั้ง หากมาดูชนิด ยี่ห้อ ถุงยางอนามัยในตลาดแล้ว นับว่ามีไม่ได้มากหรือมีความหลากหลาย และแบรนด์ที่รู้จักกันมาก Durex แบรนด์จากอังกฤษ Okamoto แบรนด์จากญี่ปุ่น และ ONETOUCH ที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ว่า นี่คือแบรนด์ของคนไทยแท้ ๆ ผลิตโดยบริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายอมร ดารารัตนโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TNR ถึงโอกาสการทำตลาดกลุ่มถุงยางอนามัยปี 2566 นี้

ฉายภาพธุรกิจ TNR

บริษัท TNR ถือว่าเป็นบริษัทผู้ผลิตถุงยางอนามัย ของคนไทยแท้ ๆ ซึ่งดำเนินกิจการมานานกว่า 30 ปี โดยการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น เริ่มจากการรับจ้างผลิตถุงยางอนามัยให้กับลูกค้าทั้งในรูปแบบบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงเจลหล่อลื่นด้วย จากนั้นบริษัทเองก็เริ่มที่จะเข้ามาผลิตสินค้าเป็นแบรนด์ของตัวเองในปี 2542 ภายใต้ชื่อแบรนด์ ONETOUCH นอกจากนี้ ในปี 2561 บริษัทยังได้ลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายแบรนด์ PlayBoy ใน 188 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย

“การทำตลาดถุงยางอนามัยของเรากว่า 90% บริษัททำตลาดส่งออก ส่งไปทั่วโลก ทั้งสหรัฐ แอฟริกา ยุโรป เยอรมนี ในปี’66 บริษัทจะเน้นตลาดจีนมากขึ้น เนื่องจากเห็นโอกาสในการเติบโตของรายได้และผู้ซื้อ และอีก 10% ทำตลาดในประเทศ ในอนาคตบริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดในประเทศมากขึ้น ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง”

นอกจากนี้ บริษัทยังมีบริษัทลูกอีก 2 บริษัท คือ บริษัท บ๊อก เอเชีย กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษ เพื่อเป็นฐานในการผลิตกล่องสำหรับสินค้าถุงยางอนามัย และ บริษัทสกัดกัญชาซึ่งเป็นบริษัทที่จะเข้ามาสนับสนุนเพิ่มคุณภาพให้กับสินค้าของบริษัท TNR โดยการทำตลาดส่วนใหญ่ของบริษัทยังรับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ แ

ละสินค้าที่ผลิตนั้นจะส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ในอนาคต TNR หรือสินค้าภายใต้แบรนด์ ONETOUCH บริษัทมีเป้าหมายที่จะทำตลาดในประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทถือว่าเป็นเจ้าใหญ่อันดับ 2 ในเรื่องของถุงยางอนามัย

รุกตลาดกัญชง-กัญชา

ปัจจุบันบริษัทได้เดินหน้าขยายธุรกิจสกัด “กัญชา กัญชง กระท่อม” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผ่านบริษัท ทีเอ็นอาร์ ไบโอไซเอินซ์ จำกัด (TNRBio) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TNR ถือหุ้น 100% ทั้งนี้ เพื่อดำเนินธุรกิจสารสกัด และจำหน่ายสารสำคัญในพืชสมุนไพร โดยมีเป้าหมายที่จะต่อยอดให้สารสกัดดังกล่าว เป็นส่วนผสมที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น ซึ่งปัจจุบันนี้ บริษัท TNRBio ได้ลงทุนเครื่องจักร และโรงงาน ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง

พร้อมทั้ง บริษัทได้ศึกษาคุณสมบัติสารสกัดกัญชา กัญชง กระท่อม โดยได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาสนับสนุนการทดสอบ วิจัย และพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถสกัดสาร CBD (Cannabidiol) และ Mitragynine รวมถึงจัดตั้งจุดรับซื้อช่อดอกกัญชงและศูนย์ตรวจวัดค่าต่าง ๆ ตามมาตรฐาน

ขณะเดียวกัน ยังได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ (แล็บทดสอบ) เพื่อตรวจวัดระดับสารสำคัญด้วย และภายในปี 2566 เราจะรุกเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพที่มีส่วนผสมสารสกัดภายใต้แบรนด์ของบริษัทด้วย แต่ในส่วนของกระท่อมนั้น จะเป็นเฟสที่ 2 ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเรื่องของกฎหมายดังกล่าวนั้น ยังรอความชัดเจนอยู่

“สิ่งที่จะเห็นทันทีในตอนนี้ คือ เราได้รับสารสกัดกัญชาเข้าไปมีส่วนผสมในสินค้าถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่นแล้ว ซึ่งสารสกัดดังกล่าวมีคุณสมบัติสำคัญลดการอักเสบ ลดอาการเครียด เป็นต้น ซึ่งมีงานวิจัยออกมาแล้วว่าช่วยได้ โดยสินค้าที่ผลิตออกมานั้น เราได้ทำการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ยุโรป เป็นหลัก เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการยอมรับในส่วนผสมของกัญชา โดยจะยังไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย มั่นใจว่าตลาดนี้จะโตอย่างก้าวกระโดดไม่น้อยกว่า 10%”

เป้ารายได้ TNRBio

ทีเอ็นอาร์ ไบโอไซเอินซ์ หรือ TNRBio รายได้หลักจะมาจากการจำหน่ายสารสกัด CBD จากพืชกัญชง ให้กับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นสารสกัดแบบผง (CBD Isolate) และแบบสารละลายน้ำ (Water Soluble CBD) และอีกรายได้มาจากการนำสารสกัด CBD จากพืชกัญชง มาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของบริษัท เช่น เครื่องดื่ม และสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น

ช่วงไตรมาส 3 ของปี 2565 ได้เห็นความชัดเจนของผลิตภัณฑ์บ้างแล้ว โดยเฉพาะการนำสารสกัดจากกัญชง กัญชา เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่น โดยเฉพาะเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ ตลาดให้การตอบเป็นอย่างดี

โอกาสเติบโต

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ดีขึ้น และสินค้ายังเป็นที่ต้องการในต่างประเทศ ดังนั้น ผู้บริโภคยังมีความต้องการสินค้า ประกอบกับบริษัทเองก็มีสินค้าที่มีความหลากหลาย และจากความพร้อมของบริษัททั้งด้านการผลิตและบริการ จึงเชื่อมั่นว่าโอกาสเติบโตของรายได้และสัดส่วนของตลาดยังคงมี

นอกจากนี้ บริษัทเองก็มีใบอนุญาตสำคัญที่ได้มีการขอรับรอง โดยเฉพาะตัวสินค้าถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่น อีกทั้งยังมีส่วนผสมจากสารสกัดกัญชา กัญชง และโรงงาน การผลิตก็ได้มาตรฐานและการรับรองระดับสากล อีกทั้งวัตถุดิบที่บริษัทนำมาผลิตก็เป็นน้ำยางพาราที่มีคุณภาพดี โดยส่วนใหญ่เรานำวัตถุดิบภายในประเทศ 100% มาจากระยอง สุราษฎร์ธานี และเราก็กำลังจะผลิตน้ำยางชนิดพิเศษขึ้นมา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติอยู่ ดังนั้น จึงเชื่อว่าเรายังเติบโตในปี 2566 อย่างแน่นอน

“เรามองว่าปี 2567 ธุรกิจกัญชง กระท่อม และกัญชา จะสร้างรายได้ให้กับบริษัท ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินรายได้จากการจำหน่ายสารสกัดแบบผงและแบบสารสกัดละลายน้ำที่เป็นสินค้าหลัก ซึ่งยังไม่รวมรายได้จากการจำหน่ายภายใต้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท”

ปิดรายได้ปี 2565

บริษัทมีรายได้ 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2565) จากการขายและบริการรวม 1,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เชื่อว่าทั้งปีจะมีการเติบโตของรายได้ประมาณ 1,800 ล้านบาท และในปี 2566 ก็จะโตอย่างก้าวกระโดด มากกว่าปีที่ผ่านมา

สำหรับรายได้ที่เติบโตนั้นมาจากยอดขายผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัย ซึ่งต่อปีบริษัทมีกำลังการผลิตได้ประมาณ 2,000 ล้านชิ้น ซึ่งเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจงานประมูล (tender) ธุรกิจภายใต้แบรนด์สินค้าของบริษัท (OBM) และธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ส่วนผลิตภัณฑ์เจลหล่อลื่นมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ทุกคนเริ่มใช้ชีวิตปกติ

เพื่อเพิ่มเป้าหมายของการเติบโตทางรายได้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี บริษัทยังได้เปิดตัวถุงยางอนามัย 2 แบรนด์ใหม่ ได้แก่ แบรนด์ Custom เพื่อจำหน่ายและทำตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัท TNR USA INC ซึ่งเป็นบริษัทย่อย และแบรนด์ Gasym เพื่อจำหน่ายและทำตลาดทวีปยุโรปผ่านตัวแทนจำหน่าย

ส่วนแบรนด์ ONETOUCH ที่มีอยู่แล้วจะจัดจำหน่ายและทำตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งซื้อจากกลุ่มธุรกิจงานประมูลและกลุ่มธุรกิจรับจ้างผลิตที่รอส่งมอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมั่นใจว่าโตได้ตามเป้าหมายแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...