โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ตำนานเล่าขานปีศาจทะเลเกี่ยวอะไรกับการจุดประทัดในวันตรุษจีน

อีจัน

อัพเดต 16 ม.ค. 2566 เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2566 เวลา 12.03 น. • อีจัน

มีเรื่องเล่ากันมาช้านานถึงที่มาคำอธิบายเหตุผลว่าทำไมเทศกาลตรุษจีนนี้จึงเกี่ยวข้องกับสีแดง โคมไฟกระดาษ และประทัด มีคำบอกเล่ามาว่า ประเทศจีนในสมัยโบราณ มีสัตว์ประหลาดหรือปีศาจตามตำนานของจีนมักจะออกมาอาละวาดเป็นประจำทุกปี

ปีศาจตนหนึ่ง นามว่า “ เหนียน / "年" / "Nian"

ลักษณะหัวมีขนรุงรัง ดุร้ายเป็นอย่างมาก “ เหนียน ” อาศัยอยู่ในทะเลลึก แต่ทุกปีพอถึงวันปีใหม่หรือสิ้นปีจันทรคติก็จะปีนขึ้นฝั่งมาทำร้ายชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านใกล้ ๆ ทำให้ทุก ๆ ครั้งที่ถึงวันสิ้นปี ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็พากันหลบหนีอุ้มลูกจูงหลานเข้าไปในหุบเขาลึก เพื่อซ่อนตัวจากปีศาจร้ายในช่วงที่ "เหนียน" ขึ้นฝั่งในหนึ่งปีว่ากันว่า “เหนียน” จะออกมาอาละวาดแค่วันเดียวเท่านั้น ซึ่งนับว่าเทพเจ้าประทานอนุญาตให้แค่นั้น

โดยมีอยู่ปีหนึ่ง ขณะที่ชาวบ้านกำลังเตรียมตัวเพื่อหลบหนีไปซ่อนในหุบเขา ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามายังหมู่บ้าน หญิงชราที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้จึงเตือนเขาว่ามีปีศาจร้ายและให้ชายผู้นี้ออกไปซ่อนตัวร่วมกับคนอื่น ๆ ในหุบเขาเพื่อให้ปลอดภัยจาก "เหนียน" แต่ชายชรายืนยันว่าจะปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านและจะขับไล่ปีศาจให้ ชาวบ้านตัดสินใจหนีไปซ่อนตามแผน โดยที่ชายชรายังคงอยู่ในหมู่บ้าน

ในที่สุด "เหนียน" ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้าน และพบว่าหมู่บ้านว่างเปล่า ยกเว้นบ้านของหญิงชราที่ได้รับการตกแต่งด้วยกระดาษสีแดงตรงประตู และในบ้านจุดเทียนสว่างไสว "เหนียน" โกรธแค้นอย่างมากและวิ่งเข้าไปที่บ้านหลังนั้นอย่างบ้าคลั่ง แต่ปีศาจร้ายต้องตกใจสุดขีดเมื่อได้ยินเสียงประทัดดังขึ้น เพราะ "เหนียน" กลัวสีแดง แสงไฟ และเสียงประทัดดัง ๆ จนทำให้หันหลังกลับและวิ่งหนีกลับสู่ทะเลไปในที่สุดและไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ชาวบ้านกลับมาในวันรุ่งขึ้นและต่างก็แปลกใจที่หมู่บ้านไม่ถูกปีศาจร้ายทำลายอย่างที่คาด

อีกเรื่องราวหนึ่งเล่ากันว่าเมื่อชาวบ้านพบจุดอ่อนของเจ้าปีศาจร้าย โดยเริ่มขึ้นเมื่อ “เหนียน” มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งนั้นมีเด็กๆกำลังหวดแส้เล่นกันอย่างสนุกสนาน เมื่อ “ เหนียน” ได้ยินเสียงแส้ดังเปรี้ยงปร้าง! กลับตกใจกลัวรีบเผ่นหนีไป และเมื่อ “ เหนียน ”เดินทางไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ก็ได้มองเห็นเสื้อผ้าสีแดงซึ่งตากอยู่หน้าบ้านของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าสีแดงอันฉูดฉาดนั้น ทำให้ “ เหนียน ” ตกใจกลัวและเผ่นหนีไปอีก จนเมื่อ “ เหนียน ” เดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งที่ 3 ก็ดันไปพบกับกองเพลิงที่มีไฟลุกโชนอยู่กองหนึ่งบนถนน แสงเพลิงที่ร้อนแรงสว่างเจิดจ้า ทำให้ “ เหนียน ” ต้องเผ่นหนีกระเจิงไปอีก จนตั้งแต่บัดนั้นมา ผู้คนก็ค้นพบว่าถึงแม้ “ เหนียน ” จะดุร้ายมากมายสักเพียงไร แต่มันก็จะกลัวสีแดง เสียงดังเปรี้ยงปร้าง และไฟอันสว่างไสว ทำให้ผู้คนสามารถคิดค้นหาวิธีกำจัด “ เหนียน ” ได้โดยไม่ยากอีกต่อไป

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านต่างก็ใช้วิธีของชายชราเพื่อป้องกันไม่ให้ "เหนียน" เข้ามาทำร้าย เช่น การจุดเทียนให้สว่างไสวและจุดประทัดเสียงดัง และเป็นความเชื่อเรื่องการจุดประทัดในเทศกาลตรุษจีน ทุกวันนี้เราจึงเห็นผู้คนตกแต่งอาคารบ้านเรือนด้วยสีแดงและมีการจุดประทัดในช่วงเทศกาลตรุษจีนหรือ Chinese New Year เพื่อฉลองอีกหนึ่งปีที่ผู้คนปลอดภัยจากปีศาจในตำนาน

ถือกำเนิดการเชิดสิงโต

สำหรับการเชิดสิงโต นั้นเป็นศิลปะการแสดงเชิงวัฒนธรรมมีแนวความเชื่อหนึ่งตามบันทึกในประวัติศาสตร์จีน การเชิดสิงโต มีกำเนิดในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกราวศตวรรษที่ 1 ตามบันทึกในคัมภีร์ประวัติศาสตร์ ซือจิง ของขงจื่อ แรกเริ่มเป็นการละเล่น สมัยราชวงศ์ฉิน ด้วยการสวมหน้ากาก รูปสัตว์ป่าต่างๆ รวมทั้งระบำหน้ากากหงส์ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น ปรากฏมีระบำปลา และระบำหงส์กับมังกร ยังไม่ปรากฏ สัตว์ประเภทสิงโต เนื่องจากสิงโต มิใช่สัตว์ในท้องถิ่นของจีน

โดยอักษรคำว่า ซือ (獅) ที่หมายถึง สิงโต ปรากฏอยู่ในบันทึกสมัยราชวงศ์ฮั่นโดยใช้คำว่า ซือ (師 ) ในระยะต้น เชื่อว่า ผันเสียงมาจากภาษาเปอร์เซีย ปรากฏในราชสำนักฮั่นด้วยคำว่า ซือ (獅)ที่หมายถึงสิงโต ต่อมา การละเล่น เชิดสิงโต ปรากฏอยู่ในบทกวีสมัยราชวงศ์ถัง และสมัยสามอาณาจักร

อีกทั้งสมัยสามอาณาจักรบันทึกในราชวงศ์เว่ยเหนือ บันทึกลั่วหยางเฉียหลัน ของวัดมีบันทึกไว้ว่า ในการแห่พระพุทธรูป มีขบวนแห่สิงโต เพื่อขับไล่วิญญาณปีศาจร้าย ร่วมอยู่ด้วยสมัยราชวงศ์ถัง การระบำสิงโตมีหลายแบบด้วยกัน ราชสำนักถังเรียกว่า ไท่ผิงเย่ว์ สำหรับดนตรีในการใช้ในการละเล่นเรียกว่าดนตรีแห่งสันติสุข หรือ มีอีกชื่อว่า ระบำสิงโต 5 ระบบ หมายถึงตัวสิงโตที่ หลายหลากลีลา ทั้งท่าทางและอารมณ์ โดยคนเชิดเพียง 2 คน ภายใต้ชุดสวมใส่หลายหลากสี

ไป๋จวีอี้ว์ กวีสมัยราชวงศ์ถัง ในบทกวีของเขาได้แจกแจงรายละเอียดของการเชิดสิงโต ที่เกี่ยวกับลักษณะของสิงโตว่า การระบำสิงโต เชิดโดยคน 2 คน ถือหัวสิงโตที่ทำด้วยไม้ คลุมด้วยร่างที่ทำจากผ้าไหมและหนังสัตว์ ดวงตาสีทอง ฟันสีเงิน และหูสองข้างที่ขยับเคลื่อนไหวได้ ซึ่งใกล้เคียงกับลักษณะของสิงโตในปัจจุบัน ในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ การการแสดงเชิดสิงโต เป็นศิลปะที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเทศกาลต่าง ๆ จนได้ชื่อว่า "สิงโตเหนือ"

ต่อมาตำนานของสัตว์เหนียน ได้ให้กำเนิดการเชิดสิงโตในถิ่นภาคใต้ ตามเทศกาลต่าง ๆ ที่มณฑลกว่างตง โดยพัฒนาจากการเชิด "สิงโตเหนือ" มีบางตำนานเล่าว่า เป็นความฝันของจักรพรรดิเฉียนหลง พบสัตว์ป่าคล้ายสิงโต ขณะที่ท่องแดนใต้ การเชิดสิงโต จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้น ในเทศกาลต่าง ๆ อย่างไรก็ตามมีความชัดเจนอย่างมากว่า สิงโตภาคใต้ของเมืองกว่างโจว ได้ปรับปรุงดัดแปลงมาจาก สิงโตภาคเหนือ ในสมัยราชวงศ์หมิง สิงโตภาคเหนือ มักเชิดเป็นคู่ ลักษณะคล้ายหมาปักกิ่ง มีหัวทำด้วยไม้สีทอง มีขนสีเหลืองแกมส้มปกคลุมหนา มีโบว์แดงที่หัว หมายถึง สิงโตตัวผู้ และตัวเมีย มีโบว์สีเขียวประดับอยู่

สิงโตภาคใต้กำเนิดจากมณฑลกว่างตง หัวจะทำด้วยโครงไม้ไผ่ ปิดผ้าซ้อนทับกันหลายชั้น มีเขาเดียว ลักษณะจำลองแบบจากสัตว์เหนียน สัตว์ในตำนาน ที่มีชื่อเสียง ลีลา 2 แบบจากเมือฝูซา และ เหอซาน สิงโตจีน นอกจากสิงโตเหนือ-ใต้ แล้ว ยังมีรูปแบบสิงโตอื่น ๆ ประจำท้องถิ่น อีก เช่น สิงโตเขียวศิลปะเฉพาะถิ่นของมณฑลฝูเจียน และไต้หวัน.

บางตำนานเล่าว่า พระยูไลได้เสร็จมาปราบพยศตัวเหนียนจนเชื่องและพากลับไปชาวบ้านจึงเฉลิมฉลองและจัดทำการแต่งตัวเลียนแบบท่าทางตัวเหนียนเพื่อบูชาพระยูไล จึงเกิดเป็นการเชิดสิงโต

อีกหนึ่งตำนานเล่าว่าการเชิดสิงโตเริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ้อง แม่ทัพจงอวี่ (Zhong Yue) ยกทัพออกรบที่ดินแดนหลินหยี (Lin Yi) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนแถวๆ ประเทศลาว และพม่า ข้าศึกชาวพื้นเมืองได้ใช้กองทัพช้างในการสู้รบ ทำให้แม่ทัพจงอวี่ต้องรับศึกหนัก จึงใช้อุบายให้ทหารกองหน้าแต่งตัวเป็นสิงโต กองทัพช้างของข้าศึกเห็นจึงแตกตื่นและแตกพ่ายไป ประเทศจีนจึงมีประเพณีเชิดสิงโตเพื่อฉลองชัยชนะ

ถึงแม้ว่าตำนานจะหลากหลายเรื่องราวซะเพียงใด แต่ความน่าสนใจอยู่ที่การอนุรักษ์คงไว้ซึ้งวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและสืบทอดต่อมาจนเป็นประเพณีที่เต็มไปด้วยความงดงามสะท้อนถึง ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม คราวนี้เพื่อนๆก็รู้จักเจ้าปีศาจเหนียนที่เป็นตำนานแห่งวันตรุษจีนกันมากขึ้นแล้ว ตรุษจีนนี้จุดประทัดกันก็ระวังอันตรายด้วยนะคะ

ขอบคุณ เพจเฟซบุ๊กเทพเจ้าจีน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...