'แฟลช' ดิ้นสู้ขาดทุน ผุดธุรกิจใหม่ ปั้นแม่ค้าขายออนไลน์บน TikTok คาดสร้างรายได้กระฉูด
‘แฟลช’ ดิ้นสู้ขาดทุน ผุดธุรกิจใหม่ ปั้นแม่ค้าขายออนไลน์บน TikTok คาดสร้างรายได้กระฉูด
นายคมสันต์ ลี ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจแฟลช (แฟลช กรุ๊ป) เปิดเผยว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดระดมทุนรอบซีรี่ย์ F และได้เงินลงทุนเพิ่มอีก 15,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ถือหุ้นเดิมที่เพิ่มเงินลงทุน และรายใหม่เข้ามาเพิ่มด้วย โดยเงินลงทุนดังกล่าว จะเผื่อไว้สำหรับ 2-3 ปี ในการปรับปรุงคลังสินค้า และศูนย์กระจายพัสดุทั่วประเทศรวม 1 ล้านตารางเมตร พัฒนาระบบออโตเมชั่น เพื่อใช้แทนแรงงานคน เพิ่มรถขนส่งในพื้นที่ห่างไกล พัฒนาบุคลากร และขยายธุรกิจขนส่งในต่างประเทศ
ส่งผลให้มูลค่าบริษัท แฟลช กรุ๊ป ปัจจุบันอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท ชะลอตัวจากเป้าหมายเดิมที่คาดว่า ปี 2566 มูลค่าบริษัทจะอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท ทำให้แผนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องหยุดไว้ก่อน และจะเริ่มพิจารณาในปี 2567 เข้าตลาดฯในปี 2568 หรืออีก 3 ปีจากนี้ โดยจะเปิดระดมทุนอีกครั้ง ก่อนเข้าตลาดฯ ซึ่งคาดว่า ขณะนั้นมูลค่าบริษัทจะอยู่ที่ 100,000 ล้านบาท ตามเป้าหมาย
นายคมสันต์ กล่าวว่า ปี 2565 เป็นปีที่ไม่เหมือนที่คิดเอาไว้ เพราะจากปี 2564 เป็นปีแรกที่บริษัทมีกำไรที่ 6 ล้านบาท และรายได้กว่า 17,600 ล้านบาท จึงมั่นใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องออกเดินทางไปยังต่างประเทศ เฉพาะแฟลช เอ็กซ์เพรส ได้แก่ ลาว ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
แต่ไม่เหมือนที่คิดไว้ เพราะ 1.ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตเกินไปในปี 2564 ทำให้ปี 2565 เกิดการชะลอตัว และ 2.ต้นทุนการบริการสูงขึ้นกว่าเดิมมหาศาล จาก 2 ปัจจัย ได้แก่ พนักงานติดโควิด โดยเฉพาะคลังสินค้าถูกปิด ทำให้พนักงานต้องทำงานจากที่บ้าน จึงต้องว่าจ้างพนักงานเพื่อทดแทนเพิ่มอีก 7,000 คน เท่ากับบริษัทต้องจ่าย 2 ต่อเพื่อจะได้งานตัวเดียวกัน รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์เพื่อป้องกันโควิด-19 เช่น แอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัย เป็นต้น และราคาน้ำมันซึ่งไม่เคยคาดคิดว่า จากเดิมที่เติมอยู่ลิตรละ 20 บาท จะกระโดดเพิ่มเป็น 30-40 บาท จากต้นทุนน้ำมันต่อเดือนอยู่ 300-400 ล้านบาท แต่ต้นทุนกลับสูงขึ้นเท่าตัว ทำให้ต้องปรับปรุงภายในอย่างหนัก
นายคมสันต์ กล่าวว่า แต่แน่นอนว่า ในข่าวร้ายยังมีข่าวดี เพราะจากการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยที่ประเทศลาว แม้จะค่อนข้างเหนื่อย เพราะกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนอย่างมาก เงินลงทุนคือสกุลบาท แต่เงินที่บริการลูกค้าเป็นสกุลกีบ ทำให้สัดส่วนหายไปเกือบ 40% ขณะที่ ราคาน้ำมันของลาวเพิ่มขึ้นเท่าตัว ของไทยเพิ่มขึ้น 30-40% แต่ลาวไม่ใช่ประเทศใหญ่ จึงไม่ส่งผลกระทบมากนัก
ขณะที่ มาเลเซีย เจอความท้าทายเรื่องของบุคลากร เพราะหลังจากสิงคโปร์เปิดประเทศ คนมาเลเซียส่วนใหญ่ต้องการไปทำงานที่สิงคโปร์ ด้วยเงินเดือนในตำแหน่งเดียวกัน และเวลาเท่ากัน แต่มีรายได้มากกว่ากันถึง 60% ซึ่งปัจจุบันกลับสู่ภาวะปกติแล้ว โดยขณะนี้มีพนักงานทั้งหมด 7,000 คน และขยายพื้นที่การบริกาครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่แล้ว และคาดว่า ภายในสิ้นปีนี้จะขึ้นเป็นที่ 3 ของตลาดมาเลเซียได้
ส่วน ฟิลิปปินส์ เป็นประเทศเดียวที่เติบโตดี เนื่องจากมีประชากรถึง 100 ล้านคน การจับจ่ายใกล้เคียงกับประเทศไทยไทย ขณะที่ ตลาดอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโต เนื่องจากการคมนาคมของประเทศยังไม่ทั่วถึง โดยปัจจุบันแฟลช เอ็กซ์เพรส มีพนักงาน 11,000 คน คน ซึ่งให้บริการครอบคลุมกว่า 90% และเป็นที่ 3 ในตลาด จึงคาดว่า ภายในปี 2566 นี้จะขึ้นเป็นที่ 2 และทำกำไรได้
“ผลประกอบการปี 2565 ยังไม่ได้ข้อสรุป เบื้องต้นคาดว่า รายได้น่าจะใกล้เคียงกับปี 2564 แต่ขาดทุนเกิน 20 ล้านบาทแน่นอน เพราะปริมาณสินค้า และรายได้เราเท่าเดิม แต่ต้นทุนไม่เท่าเดิม จึงขาดทุนแน่นอน 100%” นายคมสันต์ กล่าว
นายคมสันต์ กล่าวว่า เชื่อว่าปี 2566 จะดีกว่าปีก่อน จากสถานการณ์สงครามมีแนวโน้มว่าจะจบลง ดังนั้น ราคาน้ำมันคงไม่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่านี้ ขณะเดียวกัน มองว่า หลังจากนี้การแข่งขันด้านราคาจะไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เป็นความเสถียรของการบริการและคุณภาพ ทั้งด้านความเสียหาย, สินค้าหาย และความเร็ว ซึ่งปัจจุบันปัญหาดังกล่าวในไทยลดน้อยลงมาก ขณะที่ความเร็วถือเป็นที่ 1 ในภูมิภาค เฉลี่ยที่ 2 วันถึงมือผู้รับ
“ตอนนี้ความเร็วไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญเป็นหลัก ส่งช้ายังเจ็บน้อยกว่าของเสียหาย เวลาลูกค้าไม่ได้รับพัสดุ เขาไม่ว่าเป็นพื้นที่แต่เหมารวมทั้งบริษัท ส่วนราคามองว่าการแข่งขันเริ่มน้อยลง และต่อให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ค่าบริการปรับขึ้นไม่ได้ โดยปัจจุบันเริ่มต้นที่ 25 บาท กรุงเทพฯ 23 บาท ยอดพัสดุสูงสุดต่อวันอยู่ที่ 2.4 ล้านชิ้น ทั้งปีอยู่ที่ 700 ล้านชิ้น” นายคมสันต์ กล่าว
นายคมสันต์ กล่าวว่า สำหรับปี 2566 แฟลช กรุ๊ป เตรียมรุกธุรกิจใหม่ เอฟ-คอมเมิร์ซ คือเป็นตัวกลางขายสินค้าออนไลน์ระหว่างสินค้าแบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ และแพลตฟอร์ม จากการเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์ม TikTok ซึ่งจะให้บริการครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่สร้างไลฟ์เซ็นเตอร์อาคารที่เป็นพื้นที่ขายสินค้า, เซ็นสัญญาว่าจ้าง ดารา อินฟลูเอนเซอร์ บุคคลมีชื่อเสียง มาทำหน้าที่ไลฟ์ขายสินค้า, บริการยิงโฆษณา โปรโมท สินค้าและแบรนด์บนแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการส่งสินค้าจากการไลฟ์ขายของ ด้วยโมเดลนี้ แบรนด์และสินค้าสามารถเลือกใช้บริการอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอยู่ เพื่อไลฟ์ขายสินค้าได้ทันที โดยแบ่งรายได้ให้กับอินฟลูเอนเซอร์ แพลตฟอร์ม และแฟลช กรุ๊ป
ธุรกิจนี้ เริ่มดำเนินการแล้วที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีไลฟ์เซ็นเตอร์ 2 ตึก และภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 10 ตึก ซึ่งแต่ละตึกจะมีห้องไลฟ์จำนวนมาก และจะมีอินฟลูเอนเซอร์ไลฟ์ขายของห้องละ 4 คน คนละ 1-2 ชั่วโมง ขายสินค้าต่อวัน 100-200 รายการ ส่วนประเทศไทย อยู่ระหว่างสร้างไลฟ์เซ็นเตอร์ โดยจะมีห้องไลฟ์ขายสินค้ากว่า 100 ห้อง และเตรียมเซ็นสัญญากับอินฟลูเอนเซอร์ 300-400 คน เพื่อมาทำหน้าที่ไลฟ์ขายสินค้าบน TikTok โดยมีสินค้าทุกประเภทกว่า 10,000 รายการ
“เราจะปั้นพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ ทั้งในไทย อินโดนีเซีย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ให้ได้ 1,000 คนภายในปีนี้ และตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจเอฟ-คอมเมิร์ซ อยู่ที่ 3,000-5,000 ล้านบาท” นายคมสันต์ กล่าว
ข่าวน่าสนใจอื่น:
- ณัฐวุฒิ ลาออกเพื่อไทย พ้อไม่เห็นค่า ถ่อมตัวไม่กล้าขอซบ ทสท. ยันเดินหน้าลง ส.ส.เขตต่อ
- ‘ชูวิทย์’ ชื่นชม ‘บิ๊กตู่’ เป็นชายชาติทหาร หลังยอมพบถกปมหลานเอี่ยวทุนจีนสีเทา ยอมหยุดแฉตามที่นายกฯขอ
- หนุ่มกินซอยจุ๊ถี่ เจอลูกกระจ๊อก ‘พยาธิ’ จัดยาถ่าย เช้ามารู้เรื่อง ‘ตัวตืด 2 เมตร’ จุกๆ (คลิป)
- สุทินไม่รู้ ภท.จ่อยื่นยุบเพื่อไทย ลั่นไม่ใช่วิถี ปชต. ถามจะปลิดชีพให้ ‘เข้าทาง’ คู่แข่งหรือไม่