โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยาบรรเทาอาการคัดจมูก (Nasal decongestant)

HonestDocs

อัพเดต 31 ต.ค. 2563 เวลา 20.06 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 20.06 น. • HonestDocs
ยาแก้คัดจมูก (Nasal decongestant) ลดน้ำมูก หูอื้อ ตันข้างเดียว ตอนกลางคืน ที่ดีที่สุด คือยาอะไร? แบบที่กินแล้วง่วง ไม่ง่วง มีตัวไหนบ้าง? รวมรายชื่อยาแก้คัดจมูกพร้อมวิธีใช้

อาการคัดจมูก เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปของโรคเยื่อบุโพรงจมูกอักเสบและไซนัสอักเสบ เกิดขึ้นจากการอุดกั้นของทางเดินอากาศในโพรงจมูก การอักเสบเป็นสาเหตุหลักเบื้องหลังของการเกิดการอุดกั้นนี้ โดยเมื่อกระบวนการการอักเสบถูกกระตุ้นโดยสารสื่อกลาง (เช่น ฮีสตามีน) จะทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดในโพรงจมูก เพิ่มการหลั่งเมือกในโพรงจมูกมากขึ้น และทำให้เกิดการบวม เป็นผลให้ทางเดินอากาศแคบลง ผู้ป่วยจึงรู้สึกหายใจไม่โล่ง ไม่สะดวก ยาบรรเทาอาการคัดจมูกที่ใช้จึงมีกลไกทำให้หลอดเลือดหดตัวเป็นหลัก ปัจจุบันยาที่ใช้มีวางจำหน่ายใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ยาชนิดรับประทาน และยาสำหรับใช้เฉพาะที่ แต่ละชนิดมีรายละเอียดดังนี้

1. ยาชนิดรับประทาน

ตัวอย่างยาในกลุ่ม

  • ซูโดเอฟริดรีน (Pseudoephedrine) มีวางจำหน่ายในรูปแบบยารับประทาน ออกฤทธิ์ช้ากว่ายารูปแบบสเปรย์พ่นจมูก แต่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่ยาวนานกว่า และก่อให้เกิดการระคายเคืองน้อยกว่า ยาชนิดรับประทานไม่ก่อให้เกิดอาการคัดจมูกที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมเมื่อใช้ยาเป็นระยะเวลานาน (Rebound decongestion) ซึ่งการเกิด Rebound decongestion นี้เกิดขึ้นจากเมื่อยาหมดฤทธิ์ในการทำให้หลอดเลือดฝอยหดตัว อาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกกลับมาบวมใหม่ ทำให้อาการคัดจมูกกลับมาเหมือนเดิม หรือมีอาการรุนแรงขึ้นกว่าเดิม อาการนี้มักเกิดในผู้ที่ใช้ยาบรรเทาอาการคัดจมูกในรูปแบบสเปรย์พ่นจมูกต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซูโดเอฟริดรีนขนาดยาไม่เกิน 180 มิลลิกรัมไม่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด แต่การใช้ยาขนาดที่สูง (210-240 มิลลิกรัม) สามารถเพิ่มความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้แล้ว ซูโดเอฟริดรีนอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรงเมื่อให้ยาร่วมกับยาต้านเศร้าในกลุ่ม MAOI (Mono Amine Oxidase Inhibitor) เช่น Rasagiline, Selegiline, Isocarboxazid, Phenelzine และ Tranylcypromine) จึงไม่ควรใช้ยาสองกลุ่มนี้ร่วมกัน และซูโดเอฟริดรีนยังมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอ่อนๆ แม้ว่าจะใช้ยาในขนาดไม่สูงสำหรับบรรเทาอาการคัดจมูกก็ตาม
  • ฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine) เนื่องจากฤทธิ์กระตุ้นประสาทของซูโดเอฟริดรีนทำให้มักมีการนำยาไปใช้ในทางที่ผิด ฟีนิลเอฟรีนจึงมีบทบาทเข้ามาแทนที่การใช้ซูโดเอฟริดรีน โดยฟีนิลเอฟรีนสำหรับบรรเทาอาการคัดจมูกมีวางจำหน่ายทั้งในรูปแบบของยาชนิดรับประทานและชนิดสเปรย์พ่นจมูก แต่ปัจจุบันมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของยา เนื่องจากมีบางการศึกษาพบว่า ฤทธิ์ในการลดอาการคัดจมูกไม่แตกต่างจากยาหลอก (Placebo)

กลไกหลักของยาในกลุ่ม

  • ยากระตุ้นตัวรับอัลฟ่า ชนิดที่ 1 ทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดฝอยที่บริเวณเยื่อบุโพรงจมูกที่บวม เลือดจึงไปเลี้ยงที่เยื่อบุโพรงจมูกลดลง ทำให้การหลั่งเมือกที่โพรงจมูกลดลง ทางเดินของอากาศกว้างขึ้น จึงทำให้รู้สึกจมูกโล่งและหายใจได้สะดวกขึ้น

ข้อบ่งใช้

  • ยาในรูปแบบรับประทาน ใช้เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก

ข้อควรระวังในการใช้ยา

  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี
  • ควรระวังการใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ เนื่องจากยาอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาในผู้ป่วยต้อหิน ต่อมลูกหมากโต เนื่องจากฤทธิ์ในการหดตัวของหลอดเลือดอาจทำให้อาการแย่ลง
  • ยาซูโดเอฟริดรีนไม่ควรใช้ยาร่วมกับยารักษาโรคซึมเศร้าในกลุ่ม MAOI (Mono Amine Oxidase Inhibitor)

2. ยาใช้เฉพาะที่ ชนิดสเปรย์พ่นจมูกและยาหยอดจมูก

ตัวอย่างยาในกลุ่ม

  • เอฟริดรีน (Ephedrine) *ปัจจุบันไม่มีตำรับยาที่มีเอฟริดรีนเป็นส่วนประกอบแล้ว โดยเอฟริดรีน ในอดีตนิยมใช้เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการคัดจมูก แต่ในปัจจุบันพบว่ายามีผลข้างเคียงสูง ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ ทั้งฤทธิ์ในการกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด กระตุ้นระบบประสาท รวมทั้งมีการนำไปใช้ในทางที่ผิดจำนวนมาก นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดให้เอฟริดรีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภทที่ 2
  • ยาอื่นในกลุ่มยาบรรเทาอาการคัดจมูสำหรับใช้เฉพาะที่ เช่น แนฟาโซลีน (Naphazoline) ออกซีเมทาโซลีน (Oxymetazoline) ฟีนิลเอฟรีน (Phenylephrine) ไทมาโซลีน (Tymazoline) และไซโลเมทาโซลีน (Xylometazoline) ข้อดีของยาบรรเทาอาการคัดจมูกสำหรับใช้เฉพาะที่คือมีการดูดซึมเข้าระบบไหลเวียนโลหิตของร่างกายที่ต่ำกว่ายาชนิดรับประทานมาก ไปจนถึงไม่มีการดูดซึมเลย ยาจึงแทบจะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ข้อจำกัดในการใช้จึงต่ำกว่ายาชนิดรับประทาน นิยมใช้เป็นยาทางเลือกแรกในการรักษาอาการคัดจมูก ยามีการออกฤทธิ์ที่ไวกว่ายาในรูปแบบรับประทาน แต่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่สั้นกว่า ข้อควรระวังที่สำคัญของการใช้ยาสำหรับใช้เฉพาะที่คือไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกิน 3-5 วัน เนื่องจากยาอาจทำให้อาการคัดจมูกกลับมารุนแรงขึ้นกว่าเดิม การใช้ยาจึงแนะนำให้ใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น เช่น เวลานอน โดยใช้ในความถี่และปริมาณน้อยที่สุดที่สามารถควบคุมอาการได้ และใช้ต่อเนื่องไม่เกิน 3-5 วัน ผลข้างเคียงอื่นจากการใช้ยา ได้แก่ รู้สึกแสบจมูก ระคายเคือง จาม และโพรงจมูกแห้ง

กลไกหลักของยาในกลุ่ม

  • ยามีกลไกในการบรรเทาอาการคัดจมูกเช่นเดียวกันกับยาชนิดรับประทาน

ข้อบ่งใช้

  • ยาในรูปแบบสเปรย์พ่นจมูกและยาหยอดจมูก ใช้เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก

ข้อควรระวังในการใช้ยา

  • ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกินกว่า 3-5 วัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดยาอาจทำให้อาการคัดจมูกกลับมารุนแรงขึ้นกว่าเดิม (Rebound decongestion) ได้

👨‍⚕️⚕️👩‍⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id 

💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @hdcoth หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้

📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ

เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง

ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...