โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เหมาเจ๋อตง กับการกวาดล้างบรรดาผู้เห็นต่าง ตามแบบหลิวปัง-โกวเจี้ยน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ก.ย 2566 เวลา 01.48 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2566 เวลา 01.47 น.

การกำจัดบุคคลทางการเมืองครั้งสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์จีน เริ่มต้นหลังจาก เหมาเจ๋อตง ประกาศใช้นโยบายก้าวกระโดดไกล และจัด “คอมมูน” หรือระบบนารวม เพื่อเร่งรัดการพัฒนาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม แต่ประสบความล้มเหลว จนทำให้เกิดความขัดแย้งในระดับผู้นำของพรรค การประชุมคณะกรรมการกลางปลายปี 1958 เหมาเจ๋อตงถูกวิจารณ์และกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยให้ หลิวเซ่าฉี รับตำแหน่งแทน เหมาเจ๋อตงจึงเหลือเพียงตำแหน่งประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ภายหลังเหมาเจ๋อตงกล่าวถึงความรู้สึกของเขาในการประชุมดังกล่าวว่า “เหมือนไปงานศพตัวเอง”

ขณะเดียวกัน เผิงเต๊อะไหว จอมพลอันดับที่ 2 ของจีน (รองจากจูเต๊อะ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างแนบแน่นกับเหมาเจ๋อตง ด้วยต่างเกิดและเติบโตในอำเภอเดียวกัน เผิงเต๊อะไหวเขียนจดหมายส่วนตัวถึงเหมาเจ๋อตงวิจารณ์นโยบายดังกล่าว

หากเหมาเจ๋อตงตอบกลับโดยการนำจดหมายของเผิงเต๊อะไหวไปลงในหนังสือพิมพ์และกล่าวโทษว่า เขามีแผนล้มการปกครอง, ต่อต้านพรรค, เข้ากับสหภาพโซเวียต ทั้งที่ครอบครัวของเผิงเต๊อะไหวยากจนขนาดย่าต้องขอทานกิน กลับถูกประณามว่าเป็นกระฎุมพี

ท่าทีข้างต้นของเหมาเท่ากับเสนอให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเลือกเอาระหว่างเขากับเผิงเต๊อะไหว ขณะเดียวกันก็เป็นการ “ฆ่าไก่สอนลิง” เผิงเต๊อะไหวถูกปลดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ส่วน หลิวเซ่าฉี ที่เป็นประธานาธิบดีแทนเหมา เขากับเติ้งเสี่ยวผิงแสดงความสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจเนื่องจากความล้มเหลวของนโยบายก้าวกระโดดไกล โดยอนุญาตให้เอกชนดำเนินธุรกิจขนาดเล็ก, ส่งการการผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยการเปิดตลาดนัดในชนบท ฯลฯ แต่ประธานเหมาเห็นว่าวิธีการดังกล่าวเป็นแนวทางของระบบทุนนิยม และลัทธิแก้

ต่อมาปัญญาชนวิพากษ์วิจารณ์ประธานเหมาแบบอ้อม ๆ ในรูปของบทความ, บทละคร, เรื่องสั้น ที่โดดเด่นและเป็นที่กล่าวถึงมากก็คือ บทละครเรื่อง “ไห่รุ่ยถูกปลด” ของอู๋หัน-อาจารย์ประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ที่กล่าวถึงขุนนางชื่อไห่รุ่ยที่ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าเมือง เพราะไปขอให้จักรพรรดิคืนที่ดินที่เจ้าที่ดินยึดไป คืนแก่ชาวนาตามเดิม จักรพรรดิไม่พอใจจึงปลดไห่รุ่ย เหมือนกับที่ประธานเหมาสั่งปลดเผิงเต๊อะไหว

เหมาเจ๋อตงจึงเริ่ม “การปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อรักษาอุดมการณ์การปฏิวัติไม่ให้กลายเป็นลัทธิแก้, กำจัดศัตรูทางการเมือง, ทำลาย 4 เก่า (ความคิดเก่า, วัฒนธรรมเก่า, นิสัยเก่า, ประเพณีเก่า) ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิวัติ หรือเป็นอุปสรรคต่อเหมา โดยมีเรดการ์ดเป็นเครื่องมือสำคัญ

การประชุมคณะกรรรมการของพรรค เดือนสิงหาคม ปี 1966 มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ กรมการเมือง (Politburo) จอมพลหลินเปียว ซึ่งเป็นคนสนิทของเหมา เดิมอยู่ลำดับที่ 6 ได้เลื่อนขึ้นเป็นลำดับ 2 และเป็นรองประธานพรรคคนที่ 1 แทนหลิวเซ่าฉีที่ตกไปอยู่อันดับที่ 8 ส่วนคนสนิทอื่นอีกจำนวนหนึ่งได้เป็นกรรมการประจำของกรมการเมือง รวมถึงเรดการ์ดภายใต้การสนับสนุนของเหมาเจ๋อตง

18 กรกฎาคม ปี 1967 เรดการ์ดบุกเข้าจับกุมหลิวเซ่าฉีและหวางกวงเหม่ยภรรยา ในบ้านพักเขตจงหนานไห่ ทั้งสองถูกทรมาน และประจานไปตามท้องถนน หลิวเซ่าฉีเสียชีวิตในที่กุมขังจากปัญหาสุขภาพที่ไม่มีการดูแล หวางกวงเหม่ยถูกจำคุก 10 ปี ลูก ๆ ของหลิวเซ่าฉีบางคนถูกทำร้ายคนเสียชีวิต บ้างถูกเนรเทศ

คลิกอ่านเพิ่ม : เหยื่อรายสำคัญการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่บดบังบารมีประธานเหมา-เจียงชิง

เติ้งเสี่ยวผิงเคราะห์ดีกว่า แม้จะถูกถอดตำแหน่งทางการเมือง, ถูกประณามว่าเป็นพวกทุนนิยม และลงโทษหลายครั้งก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้ หากเติ่งผู่ฟางลูกชายคนหนึ่งของเติ้งเสี่ยวผิงถูกตัดสิทธิไม่ให้รับปริญญา และถูกทำร้ายจนร่างกายครึ่งล่างเป็นอัมพาตตลอดชีวิต ส่วนลูกคนอื่น ๆ ถูกส่งไปทำงานหนักในหมู่บ้านชนบท

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกอาวุโสระดับสูงสุดของพรรค 9 คน รุดเข้าพบเหมาเจ๋อตง เป็นการแสดงความแข็งข้อต่อเหมาอย่างเปิดเผย ได้แก่ จอมพลจูเต๊อะ-ผู้ร่วมก่อตั้งกองทัพแดงคู่กับเหมา, จอมพลเฉินอี้-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และกวีในฐานะเพื่อนสนิทของเหมาเจ๋อตง และโจวเอินไหล, จอมพลเนี่ยหรงเจิน, จอมพลสีเซี่ยงเฉียน-ซึ่งภายหลังได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมในปี 1978, จอมพลเย่เจียนอิง, หลี่ฟูชุน-นักเศรษฐศาสตร์ประจำพรรคและประธานคณะกรรมการวางแผนเศรษฐกิจ, เฉินหยุน-นักเศรษฐศาสตร์ประจำพรรค, หลี่เซียนเนี่ยน-ภายหลังได้เป็นประธานาธิบดีของประเทศ และถานเจิ้นหลิน-สมาชิกคนสำคัญที่มีอาวุโสสูงสุดของพรรค

พวกเขาเข้าพบปะเจรจากับเหมาเจ๋อตง ทั้งในฐานะผู้นำของพรรค และผู้ริเริ่มและนำการปฏิวัติวัฒนธรรมในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 1967 ถานเจิ้นหลินโมโหจนกล่าวว่า “…ผมไม่สมควรจะอยู่มาถึง65 ปี ไม่ควรเข้าพรรคคอมมิวนิสต์ และยิ่งไม่ควรเดินตามประธานเหมาเพื่อทำการปฏิวัติตลอดเวลา 40ปีมานี้”

ส่วนผลที่ตามมาซึ่งพวกเขาแต่ละคนต้องเผชิญก็คือ การทำสงครามประสาททั้งวันทั้งคืนด้วยการประณามจากเรดการ์ด, การปลดออกจากตำแหน่งต่าง ๆ ฯลฯ

แม้แต่ หลินเปียว นายทหารระดับจอมพลที่เหมาเจ๋อตงแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทนเผิงเต๊อะไหว และแต่งตั้งเป็นทายาททางการเมืองของเขาในปี 1969

หากภายหลังทั้งคู่ก็เกิดความขัดแย้งขึ้น เมื่อเหมาต้องการเปิดสัมพันธไมตรีกับอเมริกา แต่หลินเปียวต้องการให้ฟื้นฟูมิตรภาพกับสหภาพโซเวียตมากกว่า และเรื่องสำคัญที่หลินเปียวต้องการให้คงตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” จนเกิดความขัดแย้งกับเหมา ฯลฯ นั้นทำให้เหมาเริ่มตะหนักว่าหลินเปียวเริ่มมีอำนาจทั้งในพรรคและในกองทัพ เขาจึงเริ่มลดอำนาจของหลินเปียว เริ่มจากขังลืม เฉินปอต้า นายพลคนสนิทของหลินเปียว ทำให้หลินเปียววิตกว่าเขากำลังจะกลายเป็น “หลิวเซ่าฉีคนที่ 2”

ทางออกสำหรับหลินเปียวคือ การรัฐประหาร แต่ความแตกเสียก่อน เหมาเจ๋อตงสั่งห้ามเครื่องบินทุกลำบินขึ้นจากพื้นดิน แต่ลูกชายของหลินเปียวที่เป็นรองผู้บัญชาการกองบัญชาการปฏิบัติการทางอากาศสามารถหาเครื่องบินไอพ่นไทรเดนท์ได้ 1 ลำ หลินเปียวเและครอบครัวจึงหนีไปกรุงมอสโคว แต่เครื่องบินตกที่เขตมองโกเลียนอก เพราะน้ำมันไม่พอ ทำให้ผู้โดยสารทั้ง 13 คน เสียชีวิต

แต่หากมองย้อนกลับไปประวัติศาสตร์จีน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้ขึ้นเป็นครั้งแรก

หลิวปัง หรือ จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ฮั่น หลังปราบราชวงศ์ฉินจนล่มสลาย ขุนพลและกุนซือคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในการศึกจนเกิดเป็นราชวงศ์ฮั่น อย่าง เสียวเหอ, หานซิ่น, จางเหลียง ก็เป็นที่หวาดระแวงว่าจะเป็นภัยกับราชวงศ์ ทำให้เกิดการ “สั่งเก็บ” จนมีคำกล่าวว่า “หลิวปังร่วมทุกข์ได้ ร่วมสุขไม่ได้”

หากย้อนไปไกลกว่านั้น สมัยยุคชุนชิวจั้นกั๋ว ก็มีสำนวนที่ว่า เมื่อนกบินหนีไป เก็บธนูไว้ข้างกาย เมื่อกระต่ายตาย หันมาต้มหมาล่าเนื้อ” ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” เพราะโกวเจี้ยน-กษัตริย์แคว้นเย่ว์ ได้ชัยชนะเหนือแคว้นอู๋ ก็ด้วยกุนซือคนสำคัญอย่างฟ่านหลี หากไม่รู้จักถอนตัวก็คงจบชีวิตไปแล้ว

ถึงสมัยสาธารณรัฐ รูปแบบการปกครองเปลี่ยนไปแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ยังคงซ้ำรอย เมื่อประธานเหมาถูกหมิ่นเดชานุภาพ ไม่ว่าจะเป็นหมาล่าเนื้อ หรือโคถึก ล้วนแต่ไม่เก็บไว้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

ทวีป วรดิลก. ประวัติศาสตร์จีน, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2527

ศิริพร ดาบเพชร. “การแย่งอำนาจในกลุ่มผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ใน, วารสารประวัติศาสตร์ ประจำปี 2545 (มกราคม-ธันวาคม) พ.ศ. 2545, คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มีนาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...