โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สิทธิในการศึกษา สิทธิของพลเมือง คือ สิทธิมนุษยชน ที่มหาวิทยาลัยมิอาจปฏิเสธได้ / My Country Thailand ณัฐพล ใจจริง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 มี.ค. 2564 เวลา 08.03 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 08.03 น.

My Country Thailand

ณัฐพล ใจจริง

 

สิทธิในการศึกษา

สิทธิของพลเมือง

คือ สิทธิมนุษยชน

ที่มหาวิทยาลัยมิอาจปฏิเสธได้

 

“พวกท่านที่เรียกกันว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะมีความคิดเห็นของท่านอย่างไรก็มีกันไปเถิด พวกท่านที่ประสงค์จะไปใช้ชีวิตอันริบหรี่ของท่านอยู่ในโรงพิพิธภัณฑ์ ก็จงไปใช้อยู่ตามความพอใจของท่านเถิด …ขออย่าได้กักขังเหนี่ยวรั้งเขาไว้ในโรงพิพิธภัณฑ์กับท่าน ขออย่าได้ส่งมอบมรดกบางชิ้นที่เต็มไปด้วยกลิ่นขื่นคาวเน่าเฟะให้เขารับสืบทอดต่อไปเลย ผู้ใหญ่บางจำพวกที่ได้ทำความผิดมามากแล้ว และต้องการจะทำความผิดซ้ำซากต่อไปจนตาย ก็เชิญทำของท่านไป แต่อย่าเหนี่ยวรั้งบังคับให้คนรุ่นใหม่ไปนอนตายกับท่านในหลุมเก่าหลุมเดียวกันเลย” (กุหลาบ สายประดิษฐ์, มนุษย์มิได้กินแกลบ, 2548)

จากเหตุการณ์จับกุมนักศึกษา นักเรียน เยาวชนและประชาชนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากพวกเขาใช้สิทธิทางการเมืองในการชุมนุมเรียกร้องจากรัฐบาลด้วยสงบและสันติ จนนำไปสู่การลิดรอนสิทธิในการศึกษาในฐานะพลเมืองและสิทธิมนุษยชน

หลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง องค์การสหประชาชาติกำหนดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน

ในปฏิญญาสากลฯ แบ่งสิทธิและเสรีภาพออกเป็นหลายหมวด เช่น สิทธิในการแสวงหาที่ลี้ภัย สิทธิในการมีเสรีภาพจากการทรมาน สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการศึกษา อันเป็นสิทธิที่ไม่มีใครสามารถพรากสิทธิและเสรีภาพนี้ไปจากเราได้

เพราะสิทธิและเสรีภาพนี้เป็นของพวกเราทุกคน

หากพูดถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิในการศึกษาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว เรามักจะนึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญในอดีตครั้งหนึ่ง คือ นักศึกษาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิในการศึกษาในเหตุการณ์การเรียกร้องมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง คืนจากรัฐบาลเมื่อ 11 ตุลาคม 2494

เหตุการณ์ยึดมหาวิทยาลัย เริ่มต้นจากวันที่ 29 มิถุนายน 2494 เกิดการบุกจับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นตัวประกัน เพื่อหวังก่อการรัฐประหาร แต่สุดท้ายฝ่ายก่อการพ่ายแพ้ รัฐบาลสามารถปราบปรามและควบคุมสถานการณ์ได้

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเรียกว่า “กบฏแมนฮัตตัน”

จากเหตุการณ์นั้น กองทัพบกเข้าควบคุมและครอบครองพื้นที่ทั้งหมดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ด้วยอ้างว่า “ขอยืมใช้เป็นสถานที่ชั่วคราวและเพื่อความสงบเรียบร้อย”

ทำให้มหาวิทยาลัยไม่อาจจัดการเรียนการสอนให้กับนักศึกษาได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยกลายเป็นค่ายทหารไปเสียแล้ว

มหาวิทยาลัยจึงต้องใช้ห้องเรียนอาคารของเนติบัณฑิตยสภา และโรงอาหารโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เป็นสถานที่เรียนชั่วคราว ซึ่งสร้างความลำบากให้กับนักศึกษามาก

จากความยากลำบากเหล่านั้นทำให้นักศึกษา นักศึกษา มธก.ประมาณ 2,000 คน เดินขบวนจากสนามหลวงไปยังพระที่นั่งอนันตสมาคมซึ่งเป็นที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อเรียกร้องขอคืนมหาวิทยาลัยจากรัฐบาล

ซึ่งในวันนั้น สมาชิกสภาผู้แทนฯ ธนบุรี ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงการยึดพื้นที่ของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองที่ใช้จัดการเรียนการสอนไป ซึ่งเป็นการคุกคามสิทธิในการศึกษาของเยาวชนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อขบวนนักศึกษาถึงรัฐสภาแล้ว พวกเขาร้องตะโกนขอพบจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี

ในที่สุดจอมพลออกมาพร้อมสอบถามความต้องการของเหล่านักศึกษา

นักศึกษาหญิงแจ้งกับนายกฯ ว่า “หนูจะเอามหาวิทยาลัยคืน ไม่มีที่เรียนค่ะ”

จอมพล ป.จึงตอบว่า “งั้นเหรอ เอ้า…จะคืนให้” เมื่อนักศึกษาถามถึงกำหนดเวลา นายกรัฐมนตรีจึงตอบว่าภายใน 1 เดือน

เหล่าผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายกันกลับ

ต่อมา เมื่อครบเวลาที่รัฐบาลสัญญาคืนมหาวิทยาลัยแล้ว พวกเขาราว 3,000 คน รวมตัวกันเพื่อทวงสัญญาการคืนพื้นที่การเรียนการสอนตามสิทธิในการศึกษาอีกครั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน

ทหารที่เฝ้ามหาวิทยาลัย ไม่ได้รับคำสั่งให้ขัดขวาง จึงยอมปล่อยให้เหล่านักศึกษาเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัย ถือเป็นการทวงสิทธิในการศึกษาของพวกเขาและเธอด้วยการขอคืนมหาวิทยาลัยอย่างสงบ

ต่อมา กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลครั้งนั้นว่า

“พวกท่านที่เรียกกันว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะมีความคิดเห็นของท่านอย่างไรก็มีกันไปเถิด พวกท่านที่ประสงค์จะไปใช้ชีวิตอันริบหรี่ของท่านอยู่ในโรงพิพิธภัณฑ์ ก็จงไปใช้อยู่ตามความพอใจของท่านเถิด พวกท่านที่ไม่ต้องการจะคิดถึงใครเลย นอกจากจะคิดถึงแต่ตัวท่าน วงศ์วานของท่าน…ก็เชิญท่านไปตามทางของท่าน แต่ขออย่ามาขัดขวาง เหนี่ยวรั้ง และใช้อำนาจเกะกะระรานแก่คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่เขาต้องการจะคิดถึงคนอื่น ที่ต้องการจะคิดแก้ไขความสกปรกโสมม ความทุราจารเลวร้ายในสังคมเก่าที่เขาเห็นเด่นชัดอยู่กับตา คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่ต้องการจะก้าวไปข้างหน้า…ขออย่าได้กักขังเหนี่ยวรั้งเขาไว้ในโรงพิพิธภัณฑ์กับท่าน ขออย่าได้ส่งมอบมรดกบางชิ้นที่เต็มไปด้วยกลิ่นขื่นคาวเน่าเฟะให้เขารับสืบทอดต่อไปเลย ผู้ใหญ่บางจำพวกที่ได้ทำความผิดมามากแล้ว และต้องการจะทำความผิดซ้ำซากต่อไปจนตาย ก็เชิญทำของท่านไป แต่อย่าเหนี่ยวรั้งบังคับให้คนรุ่นใหม่ไปนอนตายกับท่านในหลุมเก่าหลุมเดียวกันเลย”

ต่อมา เขาได้เขียนบทความเรื่อง “ดูนักศึกษา มธก. ด้วยแว่นขาว” เขาสรุปเรื่องการต่อสู้ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ถึงการเรียกร้องสิทธิในการศึกษาด้วยการขอคืนพื้นที่มหาวิทยาลัยจากการยึดครองของทหารสำเร็จนั้น เป็นผลมาจาก…

“นักศึกษาและบัณฑิตของ มธก.มีความรักในมหาวิทยาลัยของเขา มิใช่เพราะเหตุแต่เพียงว่า เขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เขาได้วิชาความรู้ไปจากมหาวิทยาลัยนี้ เขารักมหาวิทยาลัยนี้ เพราะว่ามีธาตุบางอย่างของมหาวิทยาลัยนี้ที่สอนให้เขารู้จักรักคนอื่นๆ รู้จักคิดถึงความทุกข์ยากของคนอื่น เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่กักกันเขาไว้ในอุปาทาน และความคิดที่จะเอาแต่ตัวรอดเท่านั้น ชาว มธก.รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การกระทำของรัฐบาลที่จับกุมประชาชนในการชุมนุมทางการเมือง จากเหตุที่พวกเขาใช้สิทธิทางการเมือง ถือเป็นการคุมคามสิทธิของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชนสากล

พร้อมการพรากเสรีภาพของพวกเขาด้วยการคุมขังเท่านั้นยังไม่พอ แต่รัฐบาลยังพรากสิทธิในการศึกษาของเยาวชนในวัยเรียนอีกหลายคนด้วย

เพราะพวกเขาหลายคนที่ถูกคุมขังยังอยู่ในวัยเรียน อยู่ในฐานะนักศึกษา นักเรียน เป็นอนาคตของสังคม

ดังนั้น รัฐบาลต้องคืนสิทธิให้กับพวกเขา

ผู้บริหารมหาวิทยาลัย โรงเรียนต้องเร่งคุ้มครอง และปกป้องสิทธิในการศึกษาให้กับพวกเขา

พร้อมอำนวยให้พวกเขาคงสิทธิในการได้รับการศึกษาต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...