โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนีฝุ่นไปสูดอากาศ ชมธรรมชาติ Unseen ที่ ‘ป่าชายเลนปากน้ำประแส’

The Bangkok Insight

อัพเดต 27 มี.ค. 2564 เวลา 07.14 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. 2564 เวลา 07.14 น. • The Bangkok Insight

หนีความวุ่นวายในกรุงเทพฯ ไปหาความสงบร่มรื่น สูดโอโซน และซึมซับความเขียวสดชื่นของป่าชายเลน ที่จะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง ที่ทำให้ระดับความเครียดหายไป กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เอง นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติเตรียมแพ็คกระเป๋าได้เลย

"ป่าชายเลนปากน้ำประแส" ตำบลปากน้ำประแส จังหวัดระยอง คือหมุดหมายปลายทางของการเดินทางของทริปนี้ ป่าแห่งนี้มีพื้นที่ 6,000 ไร่ เป็นหนึ่งในป่าชายเลนผืนใหญ่ ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภาคตะวันออก ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกทำลายจากการบุกรุกของนากุ้ง และการขยายตัวของชุมชน จนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม

แต่ในที่สุดทางราชการได้เข้ามาร่วมมือกับชุนชม และภาคเอกชนหลาย ๆ แห่ง เพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จนปัจจุบัน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีจุดน่าเที่ยวชมมากมาย

ล่าสุด ป่าชายเลนปากน้ำประแส ได้รับเลือกเป็นพื้นที่ต้นแบบ ของโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนครบวงจร Dow & Thailand Mangrove Alliance ในความร่วมมือของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่เข้ามาปลูกป่าชายเลนร่วมกับชุมชนแห่งนี้ มาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 12 ปี โดยเน้นพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ ส่งเสริมกลไกคาร์บอนเครดิต และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

การเดินชมป่าชายเลนปากน้ำประแส ต้องเดินไปตามสะพานไม้ทอดยาว 2.7 กิโลเมตร ที่ใช้เป็นเส้นทาง ห้องเรียนศึกษาธรรมชาติ มีป้ายให้ความรู้เป็นระยะ ๆ สองฟากของสะพาน ร่มรื่นไปด้วยไม้โกงกาง ที่แข่งกันสูงจนกลายเป็นร่มเงาให้แก่นักท่องเที่ยว

เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ป่าบกไม่มีคือรากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่ขึ้นอยู่เหนือน้ำทะเล เป็นรากไม้ทำหน้าที่ค้ำยันลำต้น เหมือนคนกำลังกางแขนออก นอกจากนี้ยังมีรากที่ผุดเป็นตอขึ้นมาเหนือน้ำ เพื่อดูดซับออกซิเจนไปสังเคราะห์แสง

นี่คือเหตุผลที่ทำไมมาเที่ยวป่าชายเลน จึงได้รับอากาศบริสุทธิ์กว่าป่าบก หรือชายทะเล

เดินชมนกชมไม้เพลิน ๆ บางโมเม้นต์อาจจะได้ยินเสียงปลากระโดดขึ้นมาเหนือน้ำ ใช่แล้ว!! เพราะป่าชายเลนมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ จึงมีทั้ง กุ้งหอย ปู ปลาว่ายจากทะเลเข้ามาหาอาหาร ที่มีอยู่ชุกชุมในป่าชายเลน รวมทั้งแอบมาวางไข่ด้วย

น้ำที่นี่ใสจนเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมาได้ชัดเจน ชาวบ้านบอกว่าถ้ามาเที่ยวในช่วงเดือนมีนาคม-กันยายน เป็นฤดูน้ำลด จะได้เห็นความงดงามแปลกตาของป่าผืนนี้เหมือนเทพนิยาย ที่เปลี่ยนฉากใหม่

เมื่อน้ำลดภาพความมหัศจรรย์ของรากต้นโกงกาง และต้นลำพู จะลอยเห็นเด่นชัด แผ่อาณาเขตกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา กลายเป็นศิลปะความงดงาม ที่ธรรมชาติแต่งแต้มให้มนุษย์ได้เรียนรู้ความพิสดารของธรรมชาติจากผืนป่า

เดินเล่นเย็นสบายไปตามสะพานไม้ ที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะมาโผล่บนพื้นที่โล่งกว้าง ในที่สุดก็มาถึงไฮไลท์ของป่าชายเลนปากน้ำประแส คือ “ทุ่งโปรงทอง” หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองไทยที่หาดูได้ยากมาก

ปกติ ต้นโปรงเป็นไม้ขึ้นตามป่าชายเลนบริเวณเลนแข็ง เป็นไม้โตเร็วมีความสูงเกิน 10 เมตร มีใบเป็นสีเขียวตลอดทั้งปี  แต่ไม้โปรงทองที่ขึ้นบริเวณทุ่งแห่งนี้ เรียกว่าขึ้นผิดที่ผิดทาง เพราะอยู่ในบริเวณที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง จึงมีธาตุอาหารน้อย ความชื้นน้อย เลยทำให้ลำต้นแคระแกรน ใบออกสีเหลืองตลอดทั้งปี

พื้นที่ปลูกต้นโปรงนี้ประมาณ 100 กว่าไร่ จึงกลายเป็นภาพของต้นโปรงที่อวดใบเหลืองสีทองเต็มทุ่งอย่างสวยงามตลอดทั้งปี มุมนี้มีศาลาไม้ยกสูงให้เป็นจุดชมวิว 360 องศาและแชะภาพสวย ๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

มาเที่ยวประแสให้ครบเครื่อง ต้องเช่าเรือลัดเลาะไปตามชายฝั่ง เพื่อชมธรรมชาติ และความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน ชมนกหลากหลายสายพันธุ์ และกำแพงไม้ไผ่ดูแปลกตา ที่ทอดยาวตลอดแนวคลองแสมผู้

ตั้งแต่มีการฟื้นฟูป่าชายเลน และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านชาวประแส ก็ใช้เวลาว่างส่วนหนึ่งมาออกเรือ พานักท่องเที่ยวชมความงามของป่าชายเลน หารายได้พิเศษให้ครอบครัว เรือหางยาว 1 ลำบรรทุกนักท่องเที่ยวได้ 7 คน จ่ายคนละ 100 บาท ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เปิดให้บริการตั้งแต่ 6.00 – 17.00 น.

ลุงชมชาย ไกแก้ว เจ้าของเรือเช่า เล่าถึงเส้นทางที่จะพานักท่องเที่ยวไปชมธรรมชาติ พาไปดูนกหลากหลายสายพันธุ์ ผ่านบ้านโบราณอายุ 100 ปีของลุงสนาน เข้าทุ่งโปรงทอง ผ่านศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรฯ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส คนขับเรือส่วนมากใจดีนักท่องเที่ยวต้องการขึ้นบกไปชมอะไรก็จะแวะให้ตลอดเส้นทาง

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนทำให้ชาวชุมชนที่นี่มีรายได้จากทำประมงเลี้ยงตัวได้ตลอดทั้งปี

ถ้าหน้าน้ำขึ้นชาวบ้านจะปักหลักไม้ไผ่ตามชายฝั่ง เพื่อเลี้ยงหอยนางรมสร้างรายได้ ปีละเป็นหลักแสนบาท รวมถึงหน้าน้ำมีตัวเคยชุกชุม ใครขยัน ก็เอายอมาดักจับเคยไปขายเพื่อทำกะปิ ซึ่งกะปิจากตัวเคย ให้รสชาติที่อร่อยจนกลายเป็นสินค้า OTOP อันเลื่องชื่อของชุมชนประแส จังหวัดระยอง

ชาวบ้านเล่าว่าพอถึงช่วงน้ำลดเหล่าฝูงปูก็ออกจากรู มาเริงร่าตามดินเลนต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนชาวบ้านก็จับคราด หาหอยแครง หอยตลับ จับปูดำ ปูแสม นำมาต้มแล้วตำพริกเกลือไว้จิ้มกิน จับได้มากก็นำไปขาย เรียกได้ว่าความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชุมชนให้มีอาชีพมั่นคง สุดแต่ว่าใครขยันก็หารายได้ได้มากขึ้น

กว่าจะจบกิจกรรมเดินป่าเวลาก็เดินมาถึงตอนเที่ยงแล้ว มาถึงประแสถ้าไม่แวะกินอาหารที่ร้านเจ๊หน่องแซบเว่อร์ ถือว่ายังมาไม่ถึงประแสอย่างถึงแก่น

ร้านเจ๊หน่องแซบเว่อร์ ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส ซึ่งเป็นชุมชนริมทะเลเก่าแก่อายุเกือบร้อยปี มาเดินที่ชุมชนนี้เหมือนย้อนยุคกลับไปสัก 50 ปีที่แล้ว เพราะบ้านแต่ละหลังเป็นเรือนแถวไม้เก่าๆ ดำรงอาชีพแบบเดิม ๆ มาตั้งแต่บรรพบุรุษบ้านเรือนตั้งอยู่สองฟากถนนที่ทอดไปสุดทางที่ท่าเรือ

ร้านเจ๊หน่องไม่เพียงแต่อาหารอร่อยเท่านั้น แต่ที่นี่เน้นใช้วัตถุดิบที่มีเฉพาะที่ปากน้ำประแสมาปรุงเป็นอาหารจานเด็ด เรียกว่าอยากรู้ว่าที่นี่มีของดีอะไร มาร้านนี้ได้กินครบ อาทิ ข้าวผัดประแสใช้ซีฟู้ดเช่น กุ้ง หมึก ปู ปลาที่ชาวประมงพื้นบ้านจับได้สด ๆ วันต่อวัน

ทีเด็ดของเมนูนี้คือใส่ตัวเคย ของดีตามธรรมชาติจากป่าชายเลนประแสที่มีชุกมาก ชาวบ้านยกยอเคยสด ๆ ก็นำมาส่งให้ร้านเจ๊หน่องบ้าง นำไปทำกะปิเคยบ้าง ทำข้าวเกรียบเคยบ้าง

ทอดมันปลาเนื้อเหนียวรสชาติจัดจ้านแบบไม่ง้อน้ำจิ้ม เจ๊หน่องใช้เนื้อปลาสากเป็นปลาที่มีชุกชุมในท้องถิ่น ซึ่งทอดมันนี้ ต้องกินคู่กับข้าวผักประแส ถึงได้จะครบรสความอร่อยของท้องทะเลแห่งนี้

อีกเมนูที่ควรสั่งมากินคือหมึกกะตอยผัดน้ำดำ เป็นหมึกกระตอยที่จับสด ๆ มาจากทะเลรสหวานกรอบเพราะไม่แช่น้ำ, แกงส้มผักกระชับ ซึ่งเป็นผักท้องถิ่นหารับประทานได้เฉพาะที่ระยอง ปัจจุบันแหล่งปลูกใหญ่อยู่ที่ทะเลน้อย ไม่ไกลจากประแส  ร้านเจ๊หน่องนำ ผักกระชับ มาทำถึง 4 เมนูคือแกงส้ม ยำ ผัดน้ำมันหอย และชุบแป้งทอด

จบอาหารคาว ต้องปิดท้ายมื้อกลางวันแสนอร่อยด้วยเมนูห้ามพลาดคือ วุ้นใบขลู่ในกะลา ซึ่งใบขลู่ คือพรรณไม้จากป่าชายเลนขึ้นชื่อของที่นี่ เจ๊หน่องนำชาใบขลู่ที่มีกลิ่นหอมมาทำเป็นวุ้นแล้วใส่ลงใน “ขนมกะลา”ที่ทำจากมะพร้าว เคี่ยวกับน้ำตาลแล้วขึ้นรูปเป็นกะลา ซึ่งเป็นขนมหวานโบราณของชาวประแส

อิ่มกันจนพุงกางแล้วก็เดินเล่นกันต่อในชุมชน แวะทำหมอนสัตว์ทะเล กับ ชมรมบ้านเก่าริมน้ำประแส ทำง่าย ๆ เพราะมีแพทเทิร์นให้เรียบร้อย ทำไม่เป็น มีพวกกลุ่มแม่บ้านคอยสอน หรือใครจะซื้อหมอนรูปสัตว์ทะเล เป็นของฝากติดมือกลับบ้านก็ได้

นอกจากนี้ชาวบ้านริมน้ำ ยังทำของฝากที่ได้จากทะเล เช่น กะปิโฮมเมดที่ทำจากเคย ปลากุเลาเค็ม เคยแห้ง ปลาแห้ง เป็นต้น

กิจกรรมยังมีให้สนุกกันต่อ นั่งรถสามล้อเครื่องไปบ้านลุงชะโลม วงศ์ทิม วิสาหกิจชุมชนชาใบขลู่ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชิมชาใบขลู่ร้อน ๆ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จิบแล้วชื่นใจมาก

ลุงชะโลมเล่าเรื่องที่มาของชาใบขลู่ว่า เป็นสมุนไพรท้องถิ่น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าชายเลน แล้วลุงชะโลมก็นำมาต่อยอดพัฒนาชาใบขลู่ให้มีคุณภาพดีขึ้น สะอาดถูกหลักอนามัย ในบ้านลุงชะโลมยังมีสมาชิกวิสาหกิจมาสาธิตการทำชาใบขลู่ให้ชมอีกด้วย

ชาใบขลู่มีสรรพคุณทางยา อาทิ ลดไขมันในเส้นเลือด บรรเทาเบาหวาน และขับปัสสาวะ เป็นต้น ใครไปเที่ยวก็อย่าลืมอุดหนุนชาใบขลู่ของลุงชะโลมเป็นของฝากจากประแส ที่นอกจากมีประโยชน์แล้วยังเป็นการช่วยชุมชนให้มีรายได้อีกด้วย

อีกไฮไลท์ ปิดท้ายเที่ยวป่าชายเลนปากน้ำประแสที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือนั่งแพเปียกไปให้อาหารเหยี่ยวแดง พวกเรามานั่งดื่มน้ำเย็น ๆ รอเวลาลงเรืออยู่ที่บ้านชานสมุทรซึ่งเป็นโฮมสเตย์ ร้านกาแฟ และที่ลงแพเปียกด้วย ควรรอเวลาแดดร่มลมตกประมาณ 4 โมงเย็นถึงออกเรือจะได้ไม่ร้อนมาก

ได้เวลาเดินทางกันแล้ว แพแล่นช้า ๆ ไปตามชายฝั่งดูบ้านเรือน และวิถีชีวิตของคนประแส ที่นอกจากจะมีอาชีพประมงแล้ว ชาวประแสยังเก่งเรื่องต่อเรือ และซ่อมเรืออีกด้วย เก่งขนาดรับจ้างต่อเรือลำใหญ่ ๆ ให้ต่างชาติไปแล้วหลายลำ เวลาแพแล่นผ่านไปจึงเห็นอู่ต่อเรือหลายแห่ง ที่มีเรือจอดไว้เป็นจำนวนมาก สลับกับบางบ้านที่แปลงมาเป็นเกสต์เฮ้าส์ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เริ่มรู้จักประแสมากขึ้น

ดูเพลิน ๆ แพก็พาออกไปถึงปากน้ำ ที่มีป่าชายเลนหนาแน่นมาก เห็นเป็นแนวสีเขียวยาวสุดขอบฟ้า ตัดกับน้ำทะเล และท้องฟ้าสดใส มาถึงจุดนี้แพก็จอดนิ่ง ๆ ปล่อยให้พวกเราดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสวยงามของป่าชายเลนสักพักก่อน

แล้วก็ได้เวลาดินเนอร์ของฝูงเหยี่ยวแดงกันแล้ว ลุงขับแพหยิบนกหวีดขึ้นมาเป่าเสียงแหลมกรีดดังไปทั่วคุ้งน้ำ สักพักก็ได้ยินเสียงขานรับของเหยี่ยวแดง นกประจำถิ่นที่หลบอยู่ในป่าชายเลน ส่งสัญญาณคุยกันสักพัก เหยี่ยวแดงฝูงใหญ่ก็บินปรากฏขึ้นเต็มท้องฟ้า

ลุงขับแพจะโยนอาหารคือ”มันเปลว” ลงไปในน้ำ เพื่อให้เหยี่ยวแดงบินโฉบมากิน หรือถ้าใครอยากจะลองให้อาหารเหยี่ยวแดงก็ได้ เพราะเหยี่ยวแดงจะเชื่องมากแต่ไม่บินมาใกล้คน

เสร็จจากให้อาหารเหยี่ยวแดงแล้วยังเหลือเวลาให้นักท่องเที่ยวได้ลงเล่นน้ำรอบ ๆ แพเพื่อรอเก็บภาพสวย ๆ ตอนพระอาทิตย์ตกดิน เป็นการปิดทริปด้วยภาพแสนโรแมนติก

ปากน้ำประแส สามารถเที่ยวแบบมาเช้า ๆ กลับค่ำ ๆ ได้ หรือจะค้างโฮมสเตย์ก็ได้ใช้ชีวิตช้า ๆ สูดอากาศดีๆ จนเต็มปอด

นอกจากนี้ เพียงนั่งเรือจากปากน้ำประแสออกทะเลไปเพียง 40 นาที ก็จะได้พบกับ เกาะมันใน เกาะมันกลาง และ เกาะมันนอก ที่มีหาดทรายขาวสะอาด และน้ำทะเลสีฟ้าใส วันหยุดนี้อยากให้ลองมาพักกาย พักใจ สูตรอากาศดี ๆ แลวิถีชีวิตชุมชนที่ปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...