โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

มหัศจรรย์จุลินทรีย์หน่อกล้วย...ฉบับสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย!!

รักบ้านเกิด

อัพเดต 20 ส.ค. 2563 เวลา 07.56 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2563 เวลา 07.56 น. • รักบ้านเกิด.คอม

จุลินทรีย์หน่อกล้วยเป็นชื่อน้ำหมักที่ผู้เขียนคุ้นหูเป็นอย่างมาก และรับรู้มาตลอดว่าวิธีการผลิตนั้นไม่ได้มีอะไรยุ่งยาก แค่มีเพียงหน่อกล้วยขนาดตามตำรา+ กากน้ำตาล หมักปิดฝา ทิ้งไว้ 7 วันก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แม้จะทำงานตรงนี้มาเป็น 10 ปี ผู้เขียนก็ยังรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยไม่มากนัก เพราะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความสนใจ ต่อเมื่อมีความคิดที่จะกลับไปทำเกษตรอินทรีย์แบบจริงจังบนพื้นที่ดินของแม่ จึงต้องกลับมาทบทวนและเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์หน่อกล้วยกันใหม่ ซึ่งทำให้ผู้เขียนค้นพบว่า มีเกษตรกรไทยนำไปประยุกต์ใช้มากมายหลายสูตรและมีประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้เร่งขนาด/เร่งโต ปรับปรุงดิน จากชั้นดานแข็งมาเป็นดินดีนุ่มนิ่ม กำจัดวัชพืช กำจัดหมัดเห็บ ทำก๊าซใช้ในครัวเรือน ฯลฯ ตลอดจนนำไปใช้รักษาแผลตามร่างกายคนเราได้อีกด้วย ซึ่งความรู้ที่ค้นพบ ณ ตรงนี้ นั้นมีมากเกินกว่าที่ตัวเองรับรู้มาตลอด เพราะดันไปจำกัดความรู้ของตัวเองไว้เพียงแค่กะลาใบแคบๆ จึงเกิดความสงสัยขึ้นมาตามประสาคนช่างคิดว่า "ทำไมต้องเป็นหน่อกล้วยด้วยนะ?" ทำไมไม่ใช้หน่อไม้ หรือ หน่อพืชชนิดอื่นๆ แล้วหน่อกล้วยมีดีอย่างไร? ดังนั้นจึงไม่รอช้า ผู้เขียนรีบทำการค้นคว้าและเรียบเรียงเนื้อหาเกี่ยวกับจุลินทรีย์ และหน่อกล้วย มาพร้อมเสิร์ฟให้นักอ่านที่ Rakbankerd.com ได้ทำความรู้จักเจ้าจุลินทรีย์หน่อกล้วยนี้ในทันที

Hilight-Kaset/8_8378_1_1.jpg

1. "กล้วย" ตัวช่วยให้ดินดี
 

2. จุลินทรีย์ดิน คืออะไร?

 

3. กิจกรรมของจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ต่อพืช

 

4. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

 

5. หน่อกล้วยมีดีอย่างไร? ทำไมต้องใช้หน่อกล้วย?

 

6. จุลินทรีย์ที่พบในน้ำหมักหน่อกล้วย

 

7. คุณสมบัติอันโดดเด่นของจุลินทรีย์หน่อกล้วย

 

8. การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อและสูตรขยาย

 

9. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ประโยชน์

 

9.1. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ทำนาข้าว

 

9.2. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ในการเพาะปลูกพืช

 

9.3. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์

 

9.4. การนำจุลินทรีย์หน่อกล้วยไปใช้ประโยชน์ ตามแบบฉบับอ. อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ (ถอดบทเรียนจาก งานสัมมนา Start Up Rakbankerd

 

Hilight-Kaset/8_P1050336_2.JPG

1. "กล้วย" ตัวช่วยให้ดินดี

ตั้งแต่จำความได้ ผู้เขียนเคยพยายามจะปลูกพืชลงบนผืนดินหลังบ้านมาแล้วหลายสิบหน(อาจจะครั้งละไม่กี่ต้นตามเวลาที่เอื้ออำนวย) ไม่ว่าจะลองปลูก ขนุน มะม่วง มะละกอ ไผ่ มะนาว มะกรูด ฯลฯ ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อให้มีการปรับปรุงดิน ด้วยปุ๋ยคอก คลุมหน้าดินด้วยฟางแล้วก็ตามที ด้วยดินชุดที่บ้านในเขต อ.องครักษ์ จ.นครนายก นั้นมีสภาพเป็นดินนา แห้งแข็ง และเปรี้ยวจัด หากจะขอยกข้อเท็จจริงมาอ้างอิงไว้ให้ได้เห็นภาพกันไปว่า จากการจำแนกชุดดิน ของสำนักสำรวจและวิจัยทรัพยากรดิน กรมพัฒนาที่ดินนั้น พบว่า สภาพดินในถิ่นเกิดของผู้เขียนไม่ค่อยเอื้อต่อการปลูกพืชผักไม้ผลได้หลากชนิดนัก (บรรพบุรุษของผู้เขียนจึงทำแต่นาข้าวมานานหลายชั่วอายุคน) เพราะมีการกำเนิดมาจากตะกอนน้ำกร่อยที่พามาทับถมอยู่บนที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง มีการระบายน้ำเลว น้ำไหลบ่าหรือซึมผ่านชั้นดินได้ช้า ดินบนไปจนถึงดินล่างมีลักษณะเป็นดินเหนียว ภายในระดับความลึก 50 ซม. จากผิวดิน โดยดินทุกชั้นมีความเป็นกรดรุนแรงมาก มีค่า pH 4.0-4.5 [1] สรุป คือ กรดสูงขนาดนี้ ต้องลงปูนมาร์ล หรือ ปูนขาว กันตลอดเลยทีเดียว และจากความรู้พื้นฐานด้านปฐพีวิทยาที่ผู้เขียนอุตสาห์ไปนั่งเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็พอจะบอกได้แบบไม่ต้องวิชาการจ๋าว่า นี่คือลักษณะเฉพาะของดินที่เหมาะต่อการทำนามากกว่าทำสวนไม้ผล อย่างที่ผู้เขียนอยากให้เป็น ครั้นจะไปลงทุนด้านปูนมาร์ลหรือปูนขาวก็ไม่อยากทำเรื่องให้ใหญ่โตขนาดนั้น เพราะต้องการปลูกไว้เล่นๆ ก่อน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่คิดจะจริงจังกับการลงมือทำเกษตรมากมาย ประกอบกับมีเงินทุนน้อยอยู่ด้วย จึงตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ปลูกง่ายๆ แทน น่าจะพอมองเห็นอนาคตที่ไม่คดงอได้มากกว่า
หลังจากที่เริ่มตันแบบที่ไม่รู้ว่าจะปลูกพืชอะไรดี จึงนึกถึงกล้วยขึ้นมาได้ เพราะคิดเอาเองว่าน่าจะปลูกได้ไม่ยากเหมือนชื่อเขานั่นล่ะ 555 จึงไปหาซื้อหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้า (พร้อมบังคับให้คนขายที่สนิทกันแถมหน่อกล้วยหอมและกล้วยไข่มาให้ด้วยอีกเล็กน้อย) ในราคาหน่อละ 15 บาท(พ.ศ.2551) แล้วปลูกไว้เต็มพื้นที่หลังบ้าน แบบทิ่มหน่อแค่พอดีหลุมที่มีแรงจะขุดเจาะด้วยกำลังของตนเอง ผู้เขียนไล่ปลูกกล้วยเต็มพื้นที่ ที่มีอยู่ราวๆ 1 ไร่ 2 งาน ตั้งแต่หลังบ้านไปจนถึงหน้าบ้าน สลับแซมกับต้นมะม่วงหิมพานต์ ที่ทนทานดินกรดได้ดีและยืนนานมาตั้งแต่ผู้เขียนยังเป็นเด็กน้อย (ซึ่งเป็นพืชหลักที่ผู้เขียนคิดจะปลูกอย่างเป็นจริงเป็นจังเพราะเข้ากับวัฒนธรรมการกินอยู่และสภาพดินในท้องถิ่นตัวเองดีมาก ประกอบกับไม่ต้องรดน้ำมันก็โตเอาๆ ดูแลจัดการก็ไม่มากมายอะไร เพราะถนัดปลูกทิ้งๆ ขว้างๆ มากกว่า ด้านการตลาดจึงไม่น่าเป็นปัญหาหนักใจสำหรับผู้เขียนเพราะมีช่องทางพอจะกระจายออกไปได้) สำหรับกล้วย ผู้เขียนก็ปลูกกล้วยแบบทิ้งๆ ไว้ให้แม่ทำข้าวต้มมัดและกล้วยแขกขาย เอาแบบที่ฝากเทวดาเลี้ยง ปุ๋ยไม่เคยตกถึงราก และ น้ำก็ไม่เคยต้องรด (เน้นปลูกในหน้าฝน และ นับจากกล้วยเริ่มแตกใบจริงได้ 4-5 ใบก็บังคับให้อดน้ำแล้วค่ะ) เพราะแค่อาศัยตัดแต่งหน่อและใบออกบ้างก็เหนื่อยแล้ว
ผ่านไป 1 ปี จึงเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาแบบไม่น่าเชื่อเลยว่า ดินรอบๆ อาณาบริเวณต้นกล้วยที่ปลูกไว้ในระยะชิดแบบตามใจฉันของผู้เขียนนั้นเริ่มดีขึ้น!! จากดินเทาๆ แตกๆ แห้งแข็งที่ต้องออกแรงขุดกันเหนื่อยมาก จนมือแตกพองก็กลายเป็นหน้าดินดำๆ นุ่มนิ่ม ที่เริ่มมีหญ้าวัชพืชเข้ามายึดครองผิวหน้าดินมากขึ้น(จากเมื่อก่อนแม้แต่หญ้าวัชพืชก็ยังไม่อยากมาโตในที่ดินของผู้เขียนเลย) ซึ่งนั่นเท่ากับว่าดินที่เป็นผลพลอยได้จากการปลูกกล้วยทิ้งไว้เรี่ยราดของผู้เขียนนั้นเอื้อต่อการลงพืชอื่นๆ เช่น มะม่วง ขนุน และ มะยงชิดแซมได้บ้างแล้ว ครั้งนั้นผู้เขียนจึงถึงบางอ้อแบบไม่ต้องให้ใครพาไปเลยว่า การปลูกกล้วยนั้นทำให้สภาพดินของผู้เขียนดีขึ้นมาภายในเวลาไม่นาน และที่น่าแปลกใจก็คือ ผู้เขียนแทบจะไม่ค่อยได้ทำอะไรกับดินนี้เลย(ขนาดปลูกกล้วยยังไม่ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองพื้นเลยค่ะ) เพราะเกษตรกรที่ผู้เขียนซื้อหน่อเขามาได้ย้ำว่า "ปลูกลงไปเลยนะ You ไม่ต้องใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุมนะ เพราะมันจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้กล้วยมีหนอนกอเกิดขึ้น" ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น!! สวนกล้วยแบบเทวดาช่วยคุ้มครองของผู้เขียนจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องหนอนกอมารบกวนเลยสักครั้งเดียว!! จะมีเพลี่ยงพล้ำให้บ้างก็กับเพลี้ยหัวดำที่ชอบมาไล่ตัดเครือกล้วยที่แม่ผู้เขียนเก็บไปแปรรูปไม่ทันเท่านั้นเองค่ะ
จากประสบการณ์ที่ร่ายมาทั้งหมดประกอบกับความรู้เดิมที่เคยได้เรียนมานานมากจนเกือบลืมเลือนไปแล้ว และจากการไปแสวงหาข้อมูลมาอ่านเพิ่มเติมตามหนังสือและ Internet จึงทำให้ผู้เขียนทราบว่า "กล้วย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อะไร จะช่วยทำให้ดินดีขึ้นได้ แบบปลูกอะไรก็งอกงาม แต่กล้วยน้ำว้าจะเป็นตัวช่วยปรับปรุงดินที่ดีที่สุด !! ที่มนุษย์หน้าอย่างผู้เขียนนี่ล่ะกล้าการันตีไว้ ณ ที่นี้ แบบไม่กลัวหน้าแหกเลยว่า เพราะกล้วยน้ำว้านั้นมีลำต้นใหญ่ใบกว้าง(ทรงพุ่มใหญ่) แตกกอดี และทนทานต่อสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายในพื้นที่ของผู้เขียนได้มากกว่ากล้วยหอมหรือกล้วยไข่ที่จะต้นเล็กกว่า,แตกหน่อช้า,โตช้า,เรียกร้องความใส่ใจจากผู้เขียนเยอะ จึงน่าจะส่งผลให้เกิดการเข้ามาอาศัยของสิ่งมีชีวิตในดินที่อยู่รอบๆ รากกล้วยได้ง่ายกว่า ประกอบกับต้นกล้วยนั้นเป็นพืชที่มีความสามารถในการเก็บกักน้ำไว้ในลำต้นแท้และเทียมได้สูง บริเวณรากพืชหรือในกอกล้วยจึงมีแต่ความชุ่มชื้นที่เป็นสภาพอันเหมาะเจาะ สำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ดิน จากข้อสังเกตของผู้เขียนเอง จะพบว่า ทุกครั้งที่มุดหัวเข้าไปในดงกล้วย ผู้เขียนจะเจอกับแมลงแกลบ(ญาติแมลงสาบ)ตัวเล็กๆ ไส้เดือนตัวอ้วนพลีและกองทัพกิ้งกือมากมาย ซึ่งน่าจะเหมารวมไปถึงจุลินทรีย์ดินที่ผู้เขียนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีกด้วย"
ยิ่งถ้าสวนกล้วยนั้นมีการจัดการแบบอินทรีย์ ไม่มีเคมีปน(ก็แนวๆ เทวดาเลี้ยงนั่นล่ะค่ะ)ดินจะยิ่งดำดี ร่วนซุยและเกิดชั้นหน้าดินที่ดีได้ในเวลาไม่นาน หากมีการตัดแต่งต้นใบและสับๆ เป็นชิ้นๆ คลุมกอกล้วยเอาไว้ ไม่ปล่อยให้ธาตุอาหารที่ตกค้างอยูในเศษซากส่วนของกล้วยหนีหายไปไหน(หายไปแค่ในผลที่เอาไปขายก็พอแล้ว) ซึ่งเศษซากกล้วยเหล่านั้นจะกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้แก่หน่อรุ่นหลังได้ดียิ่งกว่าปุ๋ยชนิดใดๆ เพราะจากงานวิจัยสมัยนั่งเรียนในห้องเรียน ที่อาจารย์ท่านอ้างถึงในขณะสอนนั้นได้ระบุว่า การนำชิ้นส่วนของพืชชนิดเดียวกันไปบำรุงกันเอง จะเป็นการคืนหรือเติมแร่ธาตุอาหารที่พืชชนิดนั้นๆ ต้องการได้ดีที่สุด ผู้เขียนจึงได้จำและนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นคำตอบว่า กล้วยของผู้เขียนรอดมาได้อย่างไร ให้ผลใหญ่ๆ ต้นสูงท่วมหลังคาบ้านชั้นสอง ทั้งที่ไม่ได้รดน้ำ ไม่ได้ใส่ปุ๋ย!!

Hilight-Kaset/8_84260_1_3.jpg

2. จุลินทรีย์ดิน คืออะไร?

แม้จะผ่านการนั่งเรียนมาเป็นเทอมๆ ก็จำเรื่องราวแบบเป๊ะๆ ปังๆ มาได้ไม่มาก จำมาได้แค่เท่าที่จำเป็นต้องใช้ แต่จะอธิบายออกมาตามหลักการ ก็คงจะพากันเข้ารกเข้าพงไปเสียไกล ผู้เขียนจึงขออนุญาตนำข้อมูลจาก แหล่งอื่นมาอ้างอิง เกี่ยวกับเรื่องของจุลินทรีย์ในดินที่มีประโยชน์ทางการเกษตรพอสังเขป ซึ่ง จุลินทรีย์ (Microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเซลล์เดียว ที่มีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ช่วยขยายให้มองเห็นรูปร่างและลักษณะของเซลล์ จุลินทรีย์สามารถขยายพันธุ์ด้วย การแยกตัว โดยแยกเซลล์ตัวเองจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 อย่างต่อเนื่องไปตลอด และจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ต้องมีอาหารนั่นก็ คือ น้ำตาล(คาร์บอน)ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพลังงานให้จุลินทรีย์นำไปใช้ทำกิจกรรมของจุลินทรีย์ โดยจุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ให้มีโมเลกุลเล็กลง จนอยู่ในรูปสารประกอบฮิวมิกหรือกรดอะมิโน เพื่อเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ [2] นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องใส่น้ำตาลหรือกากน้ำตาลเข้าไปในน้ำหมักจุลินทรีย์ทุกสูตรด้วยค่ะ
 

3. กิจกรรมของจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ต่อพืช

1.ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เมื่อใส่อินทรีย์วัตถุชิ้นใหญ่ลงไปในดินจะถูกสิ่งมีชีวิตในดินช่วยกันย่อยสลายให้กลายเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กรดอินทรีย์ ฮิวมัส และสารอาหาร พืชจึงได้รับประโยชน์โดยตรงจากสารอาหารที่เกิดขึ้น เช่น ไนเตรด แอมโมเนียม ฟอสเฟต และซัลเฟต เป็นต้น ฮิวมัสช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ช่วยให้อนุภาคดินจับตัวกันเป็นเม็ดดินทำให้ดินมีช่องว่างมากขึ้น การซึมซับน้ำและการระบายอากาศดีขึ้น เป็นต้น
2.ตรึงไนโตรเจน จุลินทรีย์บางชนิดสามารถเปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศ(N2) ให้เป็นแอมโมเนีย(NH3) โดยใช้เอนไซม์ nitrogenase จากนั้น แอมโมเนีย(NH3) ที่เกิดขึ้นจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบกรดอะมิโนและโปรตีนตามลำดับ เมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้ตายและถูกย่อยสลาย สารประกอบไนโตรเจนภายในเซลล์ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารอาหารพืชอีกทอดหนึ่ง เกษตรกรจึงสามารถเพิ่มไนโตรเจนลงไปในดินได้โดยใช้กระบวนการนี้แทนการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน โดยจุลินทรีย์ที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้มีอยู่หลายกลุ่มด้วยกัน ดังนี้
- Symbiotic N fixation bateria เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ร่วมกับพืชตระกูลถั่ว ชนิดที่สำคัญ คือ Rhizobium แบคทีเรียชนิดนี้สามารถตรึงไนโตรเจนได้ประมาณปีละ 20.5-46.7 kg-N/ไร่ จัดเป็นแบคทีเรียตรึงไนโตรเจนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- Non-symbiotic N fization bacteria เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอย่างอิสระในดิน ตัวอย่างแบคทีเรียในกลุ่มนี้ เช่น Azotobacter, Beijerinckia และ Clostridium เป็นต้น
- สาหร่าย สาหร่ายที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้เป็นสาหร่ายชนิดสีเขียวแกมน้ำเงินบางชนิด เช่น Nostoc, Anabaena, Tolypothrix, Cylindrospormum, และ Aulosira เป็นต้น สาหร่าย Anabaena azollae อาศัยอยู่กับแหนแดงในช่องว่างของใบ มีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนได้ประมาณปีละ 58 kg-N/ไร่ ดังนั้นแหนแดงจึงเหมาะจะนำมาใช้เป็นปุ๋ยพืชสด โดยเฉพาะในนาข้าว เนื่องจากสาหร่ายเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่น้ำขัง[3]
3.แปลงสภาพสารอินทรีย์ ไปเป็นสารอนินทรีย์ เพื่อให้พืชได้นำไปใช้ประโยชน์
4.จุลินทรีย์หลายชนิดมีบทบาทในการสร้างกรดอินทรีย์(Organic Acid) ที่จะละลายแร่ธาตุอาหารพืชให้เป็นประโยชน์กับพืชได้
5.จุลินทรีย์หลายชนิดมีหน้าที่กำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช จึงมีผลทำให้ลดการระบาดของโรคพืชบางชนิด
6.บทบาทของจุลินทรีย์บางชนิดในดินสามารถผลิตและปลดปล่อยสารปฏิชีวนะ (Antibiotic Substance) ออกมาทำลายโรคพืช
7. กิจกรรมของจุลินทรีย์มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยในการปรับปรุงดินให้มีโครงสร้างดี มีลักษณะร่วนซุยและมีการระบายน้ำและอากาศดี ทำให้ดินมีความสามารถดูดซับน้ำและธาตุอาหารพืชสูงขึ้นและช่วยรักษาสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน(ค่า PH) ให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย [4]

Hilight-Kaset/8_P1050376_4.JPG

4. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

1. ความชื้นในดิน จุลินทรีย์ต้องการน้ำในการดำรงชีวิต ในขณะเดียวกันน้ำก็ช่วยละลายธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในดิน โดยแบคทีเรียที่ต้องการออกซิเจนในการทำกิจกรรมต่างๆ (Aerobic bateria) จะเจริญเติบโตได้ดีเมื่อความชื้นอยู่ที่ประมาณ 60-75% ส่วนแบคทีเรียชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจน (Anaerobic bacteria) จะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะน้ำขัง
2 อุณหภูมิดิน จุลินทรีย์ดินแต่ละชนิดเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกัน อุณหภูมิดินระดับหนึ่งจะทำให้จุลินทรีย์บางชนิดเจริญเติบโตได้ดีและเพิ่มจำนวนขึ้น ในขณะที่ชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีเพิ่มจำนวนขึ้น ชนิดที่เจริญเติบโตได้ไม่ดีจะมีจำนวนลดลง สำหรับภาคใต้ของประเทศไทยอุณหภูมิดินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่องแคบ ๆ ปัจจัยด้านอุณหภูมิจึงไม่มีผลต่อชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์มากนัก
3 การถ่ายเทอากาศในดิน ดินที่โปร่งมีการถ่ายเทอากาศได้ดีจะทำให้ออกซิเจนสามารถแพร่ลงในดินได้เร็ว และคาร์บอนไดออกไซด์แพร่จากดินสู่อากาศได้เร็วเช่นกัน ความเข้มข้นของออกซิเจนในดินจึงอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าอากาศมากนัก ภาวะเช่นนี้เหมาะกับการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์ทีใช้อากาศ (Aerobic bacteria) ชนิดและปริมาณของแบคทีเรียกลุ่มนี้จะมีมาก ในทางตรงข้ามถ้าดินถูกน้ำท่วมขังออกซิเจนไม่สามารถแพร่ลงไปในดินได้ จุลินทรีย์ที่ใช้อากาศ (Aerobic bacteria) จะตาย แต่ชนิดและปริมาณของ จุลินทรีย์ที่ไม่ใช้อากาศ (Anaevobic bacteria) จะเพิ่มขึ้น [5]
 

5. หน่อกล้วยมีดีอย่างไร? ทำไมต้องใช้หน่อกล้วย?

ถ้ากล่าวถึงจุลินทรีย์หน่อกล้วยแน่ล่ะว่า ณ วันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการเกษตรแต่อย่างใด เพราะมีความนิยมแพร่หลายมานาน ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิดน่าจะฮิตกันมาตั้งแต่ 7-8 ปีที่แล้ว ที่กระแสเกษตรอินทรีย์มาแรงจนกลบเกษตรเคมีไปเสียสิ้น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ลึก-รู้จริงและเข้าถึงแก่นแท้ว่า จุลินทรีย์หน่อกล้วยนั้นสามารถนำมาทำอะไรได้มากมาย และในหน่อกล้วยนั้นมีดีอะไรบ้าง? ซึ่งผู้เขียนจะขอสรุปออกมาเป็นหัวข้อใหญ่ๆไว้ดังนี้
1. เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นไทย(ใช้หน่อกล้วยพันธ์ุใดก็ได้ แต่ให้ผลดีสุดคือกล้วยน้ำว้า)
2. มีฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตสูง(Auxin)
3. มีสารแทนนิน ช่วยในการกำจัดและยับยั้งเชื้อราหรือแบคทีเรีย
4. เป็นพืชที่มีเซลลูโลส และ คลอโรฟิลล์สูง
5. มีสารอาหารมากและให้ค่า CN ratio สูง (CN ratio = สัดส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจน)
โดยผู้เขียนจะขอเรียบเรียงและอธิบายในหัวข้อที่สำคัญที่ควรรู้ ไว้ดังนี้ ค่ะ
ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต(Auxin) : เนื่องจากหน่อกล้วยที่เลือกมาใช้เป็นหน่อที่กำลังเจริญเติบโต จึงอุดมไปด้วยสารออกซิน(Auxins) ซึ่งจะพบมากที่บริเวณส่วนของเนื้อเยื่อเจริญ เช่น ปลายยอด ใบอ่อน ผลอ่อน และ ปลายรากพืช แต่จะพบมากสุดบริเวณปลายยอดและปลายราก โดยฮอร์โมนชนิดนี้ พืชสามารถสังเคราะห์ใช้ได้เอง และมนุษย์ก็สามารถสังเคราะห์เลียนแบบได้ในนามที่เกษตรกรไทยรู้จักกันดี เช่น NAA (1-naphthylacetic acid),IBA (4-(indol-3-yl)butyric acid) 2,4-D (2,4-dichlorophenoxyacetic acid) และ 4-CPA (4-chlorophenoxyacetic acid) ซึ่งนำมาใช้ในการกระตุ้นราก กิ่งตอน กิ่งชำ และ คลุมวัชพืช ตามท้องตลาดทั่วไป
หมายเหตุ : ออกซิน(Auxins ) ในระดับความเข้มข้นสูงมาก ๆ จะยับยั้งการเจริญเติบโตทุกส่วนของพืช ออกซินในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมจะกระตุ้นการเจริญของลำต้น แต่จะมีผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของตาและใบ ซึ่งต้องการความเข้มข้นต่ำกว่า ในขณะที่รากต้องการออกซินในปริมาณที่น้อยมาก และลำต้นต้องการออกซินสูงกว่า ตา และใบ ในขณะที่ตาและใบก็ต้องการออกซินสูงกว่าราก ดังนั้นความเข้มข้นของออกซินที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของอวัยวะหนึ่ง จะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะหนึ่งได้ [6]

Hilight-Kaset/8_7493_1_5.jpg

สารแทนนิน (Tannin) ช่วยในการกำจัดและยับยั้งเชื้อราหรือแบคทีเรีย : นอกจากสาร ออกซิน(Auxins )ดังกล่าวแล้ว ในหน่อกล้วยยังมีสาร แทนนิน(Tannin) อยู่ด้วย ซึ่งสารแทนนิน เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่และโครงสร้างซับซ้อน มีสถานะเป็นกรดอ่อนรสฝาด เป็นสารให้ความฝาดในพืช พบได้ในพืชหลายชนิด แทนนิน มีอยู่ 2 ชนิด คือ คอนเดนส์แทนนิน (condensed tannins)หรือเรียกอีกอย่างว่า โปรแอนโทรไซยานิน (proanthrocyanin) พบได้ในส่วนเปลือกต้น และแก่นไม้เป็นส่วนใหญ่ และ สารไฮโดรไลซ์แทนนิน (hydrolysable tannins) คือ แบบที่สามารถถูกแยกออกเป็นโมเลกุลเล็กๆ ได้ พบมากในส่วนใบ ฝัก และส่วนที่ปูดออกมาจากปกติ เมื่อต้นไม้ได้รับอันตราย (gall) แทนนินมีคุณสมบัติตกตะกอนไขมัน ทำให้หนังสัตว์ไม่เน่าเปื่อย จึงมีการใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังด้วย นอกจากนี้แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน จึงมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ [7]
จากการวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย มณฑาทิพย์ ยุ่นฉลาด กาญจนารัตน์ ทวีสุข ชิดชม ฮิรางะ และช่อลัดดา เที่ยงพุก พบว่า หัวปลีมีปริมาณแทนนินค่อนข้างสูง ทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงในหัวปลี และจากการศึกษาวิจัย เรื่องการสกัดแทนนินจากเปลือกกล้วย โดย วิภา สุโรจนะเมธากุล และชิดชม ฮิรางะ โดยการนำเปลือกกล้วยพันธุ์ต่าง ๆ ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่และกล้วยหอมทอง ซึ่งมีระยะเวลาในการสุกต่างกัน คือ ดิบ (เปลือกกล้วยจะมีสีเขียว ผลแข็ง) ห่าม (เปลือกกล้วยเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นเหลืองและสีเขียวมากกว่าสีเหลือง) และสุก(กล้วยทั้งผลมีสีเหลือง) ผลการศึกษา สรุปได้ว่า ปริมาณแทนนินในเปลือกกล้วยขึ้นอยู่กับพันธุ์ และระยะเวลาในการสุกของกล้วย กล้วยดิบมีปริมาณแทนนินสูงกว่ากล้วยสุก[8] นอกจากนี้ ศุภิสรา สิงหภาณุพงศ์ได้กล่าวถึงสรรพคุณทางยาสมุนไพรของกล้วยไว้ว่า ในส่วนของ รากและลำต้นแท้ สามารถนำมาทำสมุนไพร ใช้รักษาโรค ตามแผนโบราณ หรือ ใช้รักษาผิวหนังที่แดงปวด เนื่องจากถูกแดดเผา โดยรากและลำต้นจะมีสารแทนนิน ซึ่งช่วยในเรื่องของแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ส่วนรากของกล้วยตีบ เมื่อนำมาต้มจะช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี [9] ผู้เขียนจึงขอสรุปเอาไว้ ณ ที่นี้ว่า ในทุกส่วนของต้นกล้วยนั้นมีสารแทนนินกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นผลดีในแง่ของการนำกล้วยมาใช้เป็นส่วนผสมหลักในน้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย เพราะเจ้าแทนนินนี้จะไปช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิดที่ก่อให้เกิดโรคในพืชและสัตว์ได้ ตามที่ ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ มีการกล่าวถึง สรรพคุณทางยาของสารแทนนิน ว่า มีสมบัติเป็นสารตกตะกอนโปรตีน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียและเชื้อราได้ ใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด สมานแผล และ แผลเปื่อย [10]
เซลลูโลส (Cellulose) และ คลอโรฟิลด์(Chlorophyll) สูง : โดยเซลลูโลส นั้นเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตที่จะพบได้มากในพืชทุกชนิด เนื่องจากเป็นสารประกอบมีที่สำคัญของผนังเซลล์พืช(Cell wall) มีลักษณะคล้ายแป้ง เนื่องจากประกอบขึ้นจากโมเลกุลของกลูโคสเป็นจำนวนมากมายหรือมากกว่า 1,000 โมเลกุล พบที่เปลือกและใบ มีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว ย่อยสลายได้ยาก เพราะไม่ละลายในน้ำ เมื่อผ่านการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ แล้วจึงได้สารประกอบคาร์บอนเป็นจำนวนมาก เซลลูโลสที่ได้จากเส้นใยของต้นกล้วยจึงกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของจุลินทรีย์ เพราะในกิจกรรมของจุลินทรีย์นั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานจากคาร์บอนนั่นเอง และ สำหรับ คลอโรฟิลด์(Chlorophyll) นั้นผู้เขียนจะขออธิบายแบบย่นย่อไว้ว่า เป็นรงควัตถุสีเขียวที่มีอยู่ในทุกส่วนของพืช พบมากสุดบนใบ ซึ่งมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืช สำหรับมนุษย์แล้วคลอโรฟิลล์เป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกาย หากร่างกายขาดคลอโรฟิลล์ การสร้างเม็ดเลือดแดงจะบกพร่อง ซึ่งคลอโรฟิลด์จะมีทั้งชนิดที่ละลายได้ในน้ำและน้ำมัน คุณประโยชน์ที่สำคัญคือ มีส่วนช่วยในการขจัดพิษจากร่างกายและช่วยบำบัดโรคได้หลายชนิด
**ที่ผู้เขียนร่ายมายาวขนาดนี้ ก็เพื่อจะบอกในตอนท้ายว่า "นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนตกผลึกในการหาคำตอบให้ตนเองที่ว่า ทำไมต้องใช้หน่อกล้วยแทนหน่อไม้หรือหน่ออื่นๆ ค่ะ"**

Hilight-Kaset/8_P1050375_6.JPG

6. จุลินทรีย์ที่พบในน้ำหมักหน่อกล้วย

อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ ผู้ปราชญ์เปรื่องเรื่องเกษตรอินทรีย์ ดีกรีรางวัลเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2558 ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "เกษตรอินทรีย์ ภาคปฏิบัติ 2 " ว่า เมื่อเรานำหน่อกล้วยมาหมักกับจุลินทรีย์ ก็จะทำให้ได้ปุ๋ยกึ่งฮอร์โมนกึ่งยาชั้นดี โดยหมักด้วยจุลินทรีย์และกากน้ำตาล เพียง 7 วัน ก็จะได้ของเหลวเป็นสีน้ำตาลดำ ที่เรียกว่า "น้ำหมักชีวภาพ" (Bio-Extract) เมื่อนำไปผสมน้ำในอัตราที่เหมาะสมแล้วฉีดพ่นหรือรดโคนต้นพืชต่างๆ จะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี จุลินทรีย์ หน่อกล้วยที่อยู่ในน้ำหมักชีวภาพ เป็นจุลินทรีย์ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช(Plant Growth Pro,oting Micro-Organism) ซึ่งจุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วย ได้แก่ แบคทีเรีย เชื้อรา ที่ช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ จนเกิดปฏิกริยาทางชีวเคมี ในการผลิตน้ำหมักชีวภาพ สำหรับจุลินทรีย์ ที่พบในกระบวนการหมักนี้ คือ แบคทีเรีย สกุลบาซิลลัส(Bacillus Sp.),กรดแล็คติก(Lactic Acid Bacteria) ,กรดอะซิติก(Acitic Acid Bacteria) และ เชื้อรา ชนิด ยีสต์ และ ราเส้นใย [11]
 

7. คุณสมบัติอันโดดเด่นของจุลินทรีย์หน่อกล้วย

คุณสมบัติเด่นหลักๆ ของจุลินทรีย์หน่อกล้วยนี้ก็คือ การนำไปช่วยฟื้นดินดี ระเบิดดินดาน เพิ่มความร่วนซุยให้ดินได้ภายในเวลา6-12 เดือน นอกจากนี้เมื่อนำไปใช้ผสมตามสูตรและสัดส่วนต่างๆ แล้ว จะช่วยกำจัดโรค-แมลงศัตรูพืช ,กำจัดวัชพืช-ข้าวดีดข้าวเด้ง ,ปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อสัตว์เลี้ยงหรือบ่อน้ำกินน้ำใช้ ,ใช้ล้างทำความสะอาดคอกสัตว์-ดับกลิ่นเหม็น, เร่งการย่อยสลายเศษซากอินทรีย์วัตถุตลอดจนนำไปใช้รักษาแผลสด แผลเน่าปื่อย ผดผื่นคัน และกำจัดหมัด-เห็บในสัตว์เลี้ยงได้ด้วยค่ะ ซึ่งผู้เขียนเองก็เพิ่งกระจ่างใจ ณ วันที่ลงมือเขียนเรื่องนี้ว่า "หน่อกล้วยนั้นมีดีจริงๆ" จึงขอกดไลค์ให้เลยแบบรัวๆ ทั้งนี้ผู้เขียนได้ถอดบทเรียนมาจาก อ.อธิศพัฒน์ วรรณสุทธิ์ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วย เกี่ยวกับคุณสมบัติอันโดดเด่นของจุลินทรีย์หน่อกล้วย ที่อาจารย์อธิศพัฒน์ นำประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้และทดลองมาแบ่งปัน ในงานสัมมนา เกษตร Start Up Rakbankerd เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ไว้ดังนี้
1. เป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่หาได้ง่าย เหนือจรดใต้สามารถหาต้นกล้วยทุกชนิดทุกสายพันธุ์มาใช้ผลิตจุลินทรีย์หน่อกล้วยได้ทั้งสิ้น (ดีสุดคือกล้วยน้ำว้า)
2. เป็นจุลินทรีย์ที่เจริญได้ดีทั้งในสภาพที่มีอากาศและไม่มีอากาศ
3. ทนความร้อนได้สูงถึง 80 องศาเซลเซียส
4. มีอนุภาคในการเร่งขยายเซลล์พืชและสัตว์ได้ดีมาก
5. ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุได้เร็วกว่าจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ หากเทียบกับ จุลินทรีย์ EM ที่ใช้ย่อยสลายปุ๋ยหมัก จะใช้เวลานานเป็นเดือน แต่จุลินทรีย์หน่อกล้วยใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถย่อยสลายอินทรีย์วัตถุได้หมดและยังสามารถย่อยสลายชั้นหินให้เป็นดินดีได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งจะเห็นผลได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ใช้
6. ใช้ผลิตก๊าสชีวภาพได้ในเวลาเพียง 48 ชม. เมื่อเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ ที่ต้องใช้ระยะเวลานานนับเดือน เพราะมีเซลลูโลสที่ได้จากต้นกล้วยอยู่มาก จึงเกิดก๊าสได้มากและเร็วกว่าการใช้วัสดุชนิดอื่น
7. มีสารสีเขียวหรือคลอโรฟิลด์ ที่ได้จากการย่อยสลายเซลลูโลสจากต้นกล้วยอยู่มาก ในจุลินทรีบ์ย์หน่อกล้วยที่ผลิตได้จึงมีพลังงานและโปรตีนสูง **ซึ่งคลอโรฟิลหรือสารสีเขียวที่อยู่ในพืชนั้นพบมากในหน่อกล้วย และคลอโรฟิลล์ที่ได้จากการหมักหน่อกล้วยนั้นบริสุทธิ์ เมื่อนำมาทานจึงได้คลอโรฟิลที่ไปช่วยบำบัดโรคในคนที่ไม่สบาย ทำให้ดีขึ้นเพราะเม็ดเลือดจะได้ออกซิเย่นเพิ่มขึ้น
8. ในต้นกล้วยและรากกล้วยมีจุลินทรีย์แอคติโนมัยซิส,แทนนิน(ใช้ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียและกำจัดกลิ่นได้) ,เซลลูโลสที่เป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ในกระเพาะสัตว์เคี้ยวเอื้อง และ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต(Auxin) ดังจะเห็นได้จากการลองตัดยอดกล้วยทิ้งไป แล้วทิ้งไว้ 10 นาที ใบหรือยอดชุดใหม่จะงอกขึ้นมาในทันที เพราะมีสารเร่งในการเติบโตอยู่มาก และเป็นพืชที่อวบน้ำ ดังนั้นสารอาหารต่างๆ ในต้นกล้วยจึงมีอยู่มากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ
9. ใช้ช่วยปรับปรุงดินเสื่อมที่ปลูกอะไรไม่งอกงามในประเทศไทย แบบรู้ผลได้ภายในเวลา 6 เดือน (สามารถย่อยหินภูเขา ในพื้นที่ปลูก อ.ท่าลี่ จ.เลย ของ อ.อธิศพัฒน์ ให้เป็นดินนุ่มนิ่มได้)

Hilight-Kaset/8_20160829_114646_7.jpg

8. การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรหัวเชื้อแล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...