โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การค้นพบโครงกระดูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ใต้ลานจอดรถเมืองเลสเตอร์ หลังสาบสูญกว่า 500 ปี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ม.ค. 2567 เวลา 02.24 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2567 เวลา 03.33 น.
ภาพวาดเหมือนของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 คาดว่าวาดเมื่อ 1520 จาก Richard III Society (Public Domain) ฉากหลังเป็นโครงกระดูกจำลองของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 จัดแสดงในเมืองเลสเตอร์ เมื่อ 2014 ภาพจาก LEON NEAL / AFP

วันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) พระอัฐิสัณฐานของ กษัตริย์อังกฤษ พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ซึ่งสูญหายไปกว่า 500 ปี กระทั่งถูกขุดพบใต้ลานจอดรถเทศบาล เมืองเลสเตอร์ ได้รับการบรรจุในที่เก็บพระศพ มหาวิหารเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 (Richard III) คือ กษัตริย์อังกฤษ ผู้ครองราชย์ช่วงสั้นๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นห้วงเวลาแห่ง “สงครามดอกกุหลาบ” หรือสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างราชวงศ์ยอร์กฝ่ายกุหลาบขาว กับราชวงศ์แลงคัสเตอร์ฝ่ายกุหลาบแดง ซึ่งรบพุ่งทำสงครามกัน 17 ครั้ง ในห้วงเวลา 32 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1455-1487

กษัตริย์ทรราช จริงหรือ?

พระองค์ทรงได้รับฉายาว่า “กษัตริย์ทรราช” จากข่าวลือที่ว่าพระองค์ทรงทรยศความไว้วางพระราชหฤทัยของกษัตริย์องค์ก่อนหน้าผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งสวรรคตพร้อมคำสั่งเสียให้พระองค์ช่วยดูแลพระนัดดาสองพี่น้องซึ่งเป็นยุวกษัตริย์และพระอุปราช แต่พระองค์กลับปลงพระชนม์พระนัดดาให้เป็นผีเฝ้าหอคอยแห่งลอนดอน แล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์เสียเอง

เมื่อ พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 สวรรคตอย่างอนาถในสนามรบทุ่งบอสเวิร์ธ จึงไม่มีใครเหลียวแลพระศพซึ่งถูกถอดเกราะและเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า ลากประจานไปทั่วเมือง ยากจะหาหลักฐานว่าถูกฝังหรือถูกโยนทิ้งลงแม่น้ำ

มีบางคนไม่เชื่อข่าวลือนี้ และว่าเมื่อประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ พระองค์ซึ่งถูกสังหารในสนามรบทุ่งบอสเวิร์ธโดยขุนนางเฮนรี่ ทิวดอร์ ผู้ต่อมาจะเป็นพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์ อาจถูกใส่ร้ายป้ายสีก็เป็นได้

ใน ค.ศ. 1924 สมาคมริชาร์ดที่ 3 ได้ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ โดยกลุ่มบุคคลที่มีคำถามกับเรื่องราวของ “กษัตริย์ราชวงศ์ยอร์กองค์สุดท้าย” ในประวัติศาสตร์ฉบับพื้นฐานและบทละครเชกสเปียร์
พวกเขาซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ริคาร์เดี้ยน” และปัจจุบันมีสมาชิกทั่วโลกกว่า 3,000 คน ต้องการตรวจสอบหลักฐานใหม่…

จุดเริ่มต้นที่เร้าใจของการสืบค้นโครงกระดูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ซึ่งหายสาบสูญไปกว่า 500 ปี มาจาก ฟิลลิปปา แลงก์ลีย์ คุณแม่ลูกสองวัย 50 ปี (ในขณะนั้น) นักเขียนบทภาพยนตร์ชาวเอดินบะระ

แรงบันดาลใจของเธอซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งใน “ริคาร์เดี้ยน” เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ขณะเธอตั้งใจจะทำภาพยนตร์เกี่ยวกับกษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ หากยิ่งค้นคว้าข้อมูลกลับยิ่งเห็นว่า ริชาร์ดไม่ใช่กษัตริย์ทรราช

สำหรับเธอ เรื่องราวของริชาร์ดคือปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า “ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ”

การสืบค้นข้อมูลของแลงก์ลีย์พาเธอไปถึง เมืองเลสเตอร์ ซึ่งใน ค.ศ. 1968 เดวิด บัลด์วิน อาจารย์มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ได้เสนองานของเขาต่อสมาคมประวัติศาสตร์และโบราณคดีเมืองเลสเตอร์ว่า พระศพของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 น่าจะยังคงฝังอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นโบสถ์เกรย์ไฟรอาร์ส และน่าจะยังไม่ถูกทำลายในช่วงการก่อสร้างครั้งใหญ่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19-20

บัลด์วิน ค้นพบบันทึกเกี่ยวกับตำแหน่งฝังพระศพของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 หลังรัชสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ว่า บริเวณสวนของบ้านนายกเทศมนตรีเมืองเลสเตอร์ขณะนั้น มีเสาหินบอกตำแหน่งฝังพระศพของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3

หลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ดินถูกเปลี่ยนมืออีกหลายทอด จนตกมาเป็นของสภาเทศบาลเมืองเลสเตอร์ใน ค.ศ. 1920 และไม่มีบันทึกเรื่องหลุมพระศพนี้อีกเลย

แลงก์ลีย์มาถึงเมืองเลสเตอร์ใน ค.ศ. 2004 เธอเล่าว่าเมื่อเดินเข้าไปในลานจอดรถของสภาเทศบาลเมืองเลสเตอร์ เธอ “รู้สึกอย่างอธิบายไม่ได้” ว่ากำลังเดินอยู่บนหลุมฝังศพ พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 และเมื่อเธอกลับไปอีกครั้งใน ค.ศ. 2005 มีใครบางคนเขียนตัวอักษร R ไว้บนลานจอดรถ ซึ่งมีความหมายว่า “สำรอง” แต่สำหรับเธอ นี่คือสัญญาณว่าเธอต้องค้นหาสิ่งที่เธอต้องพบที่นี่ เพราะอักษร R ไม่เพียงเป็นตัวย่อของริชาร์ด แต่ยังเป็นตัวย่อของคำว่า Rex ในภาษาละติน ซึ่งแปลว่า “กษัตริย์”

เดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 แลงก์ลีย์ติดต่อขอความร่วมมือจากเทศบาลเมืองเลสเตอร์และหน่วยบริการโบราณคดี มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ให้ช่วยขุดหาหลุมพระศพพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 โดยใช้เงินทุนที่มีสมาคมริชาร์ดที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหลัก

เอกสารโบราณเกี่ยวกับที่ตั้งของโบสถ์เกรย์ไฟรอาร์ส และแผนที่โบราณจากสมัยต่างๆ ถูกนำมาศึกษาอย่างละเอียดเทียบเคียงกับผังเมืองเลสเตอร์ในปัจจุบัน

จากนั้น คณะสำรวจโครงการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเกรย์ไฟรอาร์ส มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ซึ่งนำโดย ริชาร์ด บัคลีย์ ก็ใช้เทคโนโลยี GPR (Ground-penetrating Radar) วิเคราะห์ลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่ใต้ดิน แล้วกำหนดบริเวณหลุมขุดค้น 3 หลุม โดยเริ่มขุดเจาะในวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2012

พวกเขาค้นพบซากส่วนต่างๆ ของโบสถ์ รวมถึงโครงกระดูกมนุษย์ ในบริเวณโบสถ์ซึ่งใช้เป็นพื้นที่สำหรับคณะนักร้องประสานเสียง

โครงกระดูกที่พบนี้ไม่อยู่ในโลงศพ แต่ครบสมบูรณ์เกือบทั้งร่าง แม้แต่ฟันก็มีครบทุกซี่ ที่หายไปมีเพียงกระดูกเท้า ซึ่งคณะสำรวจเชื่อว่าน่าจะถูกทำลายจากการก่อสร้างเมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมา

คณะสำรวจใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์ ขุดค้นอย่างละเอียด ก่อนจะแถลงการค้นพบโครงกระดูกซึ่งยังต้องพิสูจน์อัตลักษณ์ในวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2012 แล้วเคลื่อนย้ายโครงกระดูกที่เรียกกันว่า “โครงกระดูกเกรย์ไฟรอาร์ส” ไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยเลสเตอร์

คำให้การของโครงกระดูก พระเจ้าริชาร์ดที่ 3

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 มหาวิทยาลัยเลสเตอร์แถลงว่า โครงกระดูกดังกล่าวเป็นพระอัฐิสัณฐานของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 กษัตริย์อังกฤษ จริง

เหตุผลสนับสนุนมีหลายประการ อาทิ โครงกระดูกนี้ขุดพบในบริเวณที่ จอห์น เร้าส นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 บันทึกไว้ว่าพระศพของพระองค์ “ถูกฝังในบริเวณโบสถ์ซึ่งเป็นพื้นที่ของนักร้องประสานเสียงคณะภราดาน้อย (ฟรันซิสกัน)”

นอกจากนั้น ยังเป็นโครงกระดูกเพศชายอายุระหว่างปลาย 20 ถึง 30 ต้น และมีภาวะกระดูกสันหลังคด สอดคล้องกับบันทึกประวัติศาสตร์ที่ว่าพระองค์สวรรคตในวัย 33 และ “หลังค่อม”

เป็นโครงกระดูกและกะโหลกศีรษะที่ได้รับบาดแผลจากการสู้รบ สอดคล้องกับบันทึกประวัติศาสตร์ว่าพระองค์สวรรคตในสนามรบ

เป็นโครงกระดูกและกะโหลกศีรษะที่ตรวจสอบอายุด้วยกระบวนการเรดิโอคาร์บอนแล้ว ย้อนกลับไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 สอดคล้องกับเวลาสวรรคตของพระองค์

เป็นโครงกระดูกที่ผ่านการวิเคราะห์ไอโซโทปแล้วพบว่า เจ้าของโครงกระดูกมีภาวะโภชนาการดีมาก บริโภคปลาและนกเป็นหลัก โดยเฉพาะนกหายาก เช่น หงส์ นกกระเรียน นกกระสา และดื่มไวน์อย่างน้อยวันละขวด เช่นเดียวกับบรรดาชนชั้นสูงของอังกฤษในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 15

ที่สำคัญ นี่เป็นโครงกระดูกที่ตรวจสอบไมโทคอนเดรียดีเอ็นเอ กับ ไมเคิล อิบเซน ช่างไม้ชาวแคนาดาวัย 57 ปี และผู้ไม่ประสงค์ออกนามอีก 1 คน ซึ่งล้วนเป็นทายาทรุ่นที่ 17 ของ แอนน์ ออฟ ยอร์ก ดัชเชสแห่งเอ็กซีเตอร์ พระเชษฐภคินีของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 แล้ว “ตรงกัน”

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2014 “แลนเซต” นิตยสารการแพทย์ของอังกฤษ และเป็นนิตยสารเก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่งของโลก เปิดเผยรายละเอียดการตรวจสอบโครงกระดูกเพิ่มเติมว่า พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 มิได้ทรง “หลังค่อม” อย่างที่เชกสเปียร์บรรยายไว้ หากมีพระอังสาสองข้างไม่เสมอกันจากภาวะ “กระดูกสันหลังคดในวัยรุ่น” มิได้เป็นมาแต่กำเนิด ซึ่งสามารถใช้เสื้อผ้าอำพรางได้ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ รวมถึงการต่อสู้บนหลังม้า

ส่วนบาดแผล 11 แห่งที่พบบนโครงกระดูก “แลนเซต” บรรยายว่าเป็นบาดแผลที่บริเวณหัวกะโหลก 9 แผล ในจำนวนนี้ 2 แผล ซึ่งรวมถึงแผลบริเวณกะโหลกด้านหลัง เป็นแผลฉกรรจ์จากอาวุธมีคมแทงทะลุถึงสมอง

ศาสตราจารย์ซาราห์ เฮนสเวิร์ท หนึ่งในคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ สันนิษฐานว่าด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ซึ่งมิใช่ขณะกำลังสู้รบ พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 น่าจะลงจากหลังม้าพร้อมชุดเกราะ แต่มิได้สวมหมวกเหล็ก แล้วทันทีทันใดก็ถูกนักรบฝ่ายทิวดอร์จู่โจมจากทุกทิศทางด้วยอาวุธต่างๆ กัน ตั้งแต่หอก ทวน จนถึงขวาน ค้อน ดาบยาว และดาบสั้น

โพลิดอเร แวรจิล นักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลี ผู้รับใช้ราชสำนักทิวดอร์ บันทึกวาระสุดท้ายของพระองค์ไว้ว่า “ทรงสู้ตามลำพังอย่างสมศักดิ์ศรีท่ามกลางศัตรูจำนวนมากที่ห้อมล้อม”

ในหนังสือประวัติศาสตร์อังกฤษ “อิสตอเรีย เรกุม อังกลิอาย” (Historia regum angliae) ซึ่งเขียนเป็นภาษาละตินโดย จอห์น เร้าส ระบุว่า “พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ทรงเป็นนักรบที่มีเกียรติ แม้พระองค์จะมีพระวรกายเล็กบางและพละกำลังไม่มากนัก แต่ในห้วงสุดท้ายของพระอัสสาสะ ก็ทรงหยัดพระองค์ขึ้นสู้ แล้วเปล่งพระสุรเสียงว่า ทรยศ สามครั้ง”

ที่ว่าพระวรกายเล็กบางนี้ ตรงกับคำบรรยายของนักเขียนร่วมสมัยหลายคน รวมถึง นิโคลัส ฟอน ป๊อปเปลอ ขุนนางชาวไซลีเซีย (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และประเทศเยอรมนี) ที่เคยเข้าเฝ้าพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 แล้วเขียนบันทึกว่าพระองค์สูงกว่าเขาประมาณ 3 นิ้ว แต่ผอมกว่าและมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่

ฌอง โมลิเนต์ กวี/นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เขียนบันทึกหลังจากการสวรรคตของพระองค์ผ่านไปแล้ว 5 ปี ว่า “กษัตริย์ (ริชาร์ด) ทรงมีความห้าวหาญ พระองค์ทรงมงกุฎบนพระเศียร ม้าของพระองค์ตกลงไปในหล่มและขยับไม่ได้ ทันใดนั้น ชาวเวลส์คนหนึ่งได้เข้ามาจากข้างหลัง ใช้ง้าวฟันพระเศียรของพระองค์จนสวรรคต แล้วทหารอีกคนหนึ่งก็ได้นำร่างของพระองค์ที่มีพระเศียรตกห้อยขึ้นบรรทุกหลังม้าเหมือนบรรทุกแกะ”

ส่วนกวีชาวเวลส์ชื่อ กูโต้เกล็น หรือกริฟฟิธแห่งเกล็น บันทึกว่าพระองค์ถูกง้าวฟันโดยทหารชาวเวลส์ชื่อ เซอร์รีส อัฟ โทมัส …

ภายหลังการตรวจสอบแล้ว ได้มีพิธีเคลื่อนย้ายพระอัฐิสัณฐานของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 จากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ไปยังมหาวิหารเลสเตอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2015

กำหนดการครั้งนั้น ขบวนรถเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ไปยังจุดสังหารสมรภูมิบอสเวิร์ธ ซึ่งเวลานั้นเป็นไร่ของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง จากนั้นจะตรงไปยังโบสถ์เซ็นต์เจมส์ประจำเขตแพริชแดดลิงตั้น และชัตตัน เชนีย์ ซึ่งเชื่อกันว่าพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ทรงสวดสรรเสริญพระเจ้าครั้งสุดท้ายที่นี่ในคืนก่อนหน้าสวรรคต แล้วขบวนจะเคลื่อนผ่านสะพานโบว์ผ่านตลาดบอสเวิร์ธไปยัง มหาวิหารเลสเตอร์ โดยมีพิธีบรรจุพระอัฐิสัณฐานในหลุมฝังพระศพอย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม นำพิธีโดยอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี

เรื่องราวการค้นพบพระอัฐิสัณฐานของ พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ยังถูกนำเสนอในรูปแบบภาพยนตร์ ชื่อ “The Lost King” กษัตริย์ที่สาบสูญ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ ฟิลลิปปา แลงก์ลีย์ ผู้ค้นพบหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ถูกเมินเฉยมานานหลายศตวรรษนี้ โดยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อปี 2022 และสามารถรับชมได้แล้วใน Netflix

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากบทความ “ริชาร์ดที่ 3 แห่งยอร์ก กุหลาบขาวเปื้อนเลือดหรือถูกป้ายสีเลือด? ข้อกังขาในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ” เขียนโดย นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2558

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มีนาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การค้นพบโครงกระดูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ใต้ลานจอดรถเมืองเลสเตอร์ หลังสาบสูญกว่า 500 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...