โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เขมรปลูกบ้าน-กุลาปลูกเรือน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 ก.ค. 2566 เวลา 19.10 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2563 เวลา 09.21 น.

อาจจะด้วยตอนวัยเด็ก ฉันเติบโตมากับบ้านไม้ในชุมชนชายทะเล มีลานดินดำปนทรายและมะพร้าวสูง ความจำแบบเด็กๆ เราๆ สวยงามไม่เจือเรื่องปรุงแต่ง มีแต่ความสนุกสวยงาม

แต่พอแก่ตัวพลัน กลับพบแต่เรือนชานมากมายที่กลายเป็นความหลัง พรั่งพรูมากมายอยู่ในความทรงจำ

เช่น บ้านของชาวมอญตอนที่ฉันยังเด็ก และพบว่าพวกเขาเหล่านั้นซึ่งเป็นคนไทยมารุ่นหนึ่งแล้ว และพบว่า พื้นที่ใช้สอยของบ้านมอญในไทย มีความร่วมกันกับชาวเขมรชนบท

แต่ตอนนี้เรือนเก่าๆ ของชาวมอญในไทยก็หายไปมาก ส่วนในเมืองเขมรนั้น หากเป็นชนบทแล้ว หลายแห่งที่ได้ไปเห็นมาพบว่า ส่วนใหญ่ปลูกเรือนด้วยไม้จริงเกือบทั้งหมด

ยิ่งประดาเศรษฐีด้วยแล้ว ทั้งพื้นเรือน ฝาบ้าน เพดาน เครื่องทรงประตูหน้าต่าง เตียง ตั่ง เฟอร์นิเจอร์ ล้วนแต่เป็นไม้จริงทั้งสิ้น แม้แต่ซุ้มในตลาด ไม้จริงหลังคาจั่วกระเบื้องดินเผา แบบว่า ขาดแต่เพียงความประณีตของช่างฝีมือและสมณะเท่านั้นก็จะกลายเป็นกุฏิสงฆ์สมบูรณ์แล้ว

มากระจ่างภายหลังว่า เขมรมีบ้านชนิดหนึ่งเรียกว่า “บ้านกึง” ซึ่งปลูกคล้ายกุฏิ

แต่ไม่ว่าจะปลูกสร้างแบบไหน เวลาที่จะทำให้รู้ว่าคือบ้านเขมรหรือไม่ ก็ตอนที่พวกเขาตั้งศาลไหว้บรรพบุรุษกันในวันปจุมเบ็ญบุญเดือนสิบนั่นเอง เป็นอัตลักษณ์หนึ่งเดียวที่เราจะสังเกตเห็น

นอกเหนือโครงสร้างบ้านเขมรแบบอื่นๆ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า : บ้านเขมร บ้านกึง บ้านโรงดวล บ้านบึด บ้านกันเตียง และหลังปี พ.ศ.2493 ไปแล้ว บ้านตึกหรือโอเตลก็เริ่มเข้ามาในเมืองใหญ่

ในส่วนเหล่านี้ ไม่นับรวมกรณีที่ฝรั่งปลูกอาคารแบบโคโลเนียลสมัยอาณานิคมอินโดจีน

และหลังจากปี 1993/2535 หลังเลือกตั้งครั้งใหญ่แล้ว เรือนชานทั้งในเมืองและชนบทกัมพูชาก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามระบอบการค้าเสรี มีการนำเข้าวัสดุก่อสร้างที่อยู่อาศัยจากไทยและต่างประเทศ จนเกิดยุค “ไม่เอาไทย” ผู้นำฮุน เซน ก็สั่งห้ามปลูกบ้านแบบไทยในพนมเปญ (2541)

กระนั้นก็ดี ยังไม่ถึงกับมีอิทธิพลความเชื่อเกี่ยวกับฮวงจุ้ยที่ระบาดหนักมากในเมืองไทย กระทั่งไม่นานมานี้ พลันฮวงจุ้ยและโชคลางจากโทรทัศน์ของไทยระบาดไปทั่วในทีวีเขมร

รวมทั้งร้านค้าเขมรบางแห่ง ที่เริ่มวางนางกวัก แมวกวัก ลึงค์ และอื่นๆ ซึ่งไม่เคยปรากฏว่าอยู่ในความเชื่อชาวเขมรมาก่อน (เว้นแต่ตามพรมแดน) ไม่ว่าจะเป็นตะกรุด พระเครื่อง ผ้ายันต์ รวมทั้งอาชีพที่เกี่ยวกับฮวงจุ้ยพวกนั้น

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหรอกนะที่นำความเชื่อใหม่ๆ มาสู่เขมร ท่านวัณณ์ โมลีวรรณ (2469-2560) ร่วมกับพระกรุณารัตนโกศ พระบาทนโรดม สีหนุ ในการเปลี่ยนเมืองหลวงเป็นเวนิสตะวันออก

โดยบ้านเขมรโบราณก็อยู่ในชนบทไป ส่วนอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่ก็อยู่ในหัวเมืองเมืองทั้งหมด

แต่สถาปนิกผู้สร้างทั้งหมดยุคนั้นคงไม่ทราบว่า ทันทีที่ทหารป่าเขมรแดงพากันตะลึงหลงใหลต่อความงามของตึกรามอาคารในกรุงพนมเปญนั้น

อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ขับความเกรี้ยวกราด ขุ่นเคืองต่อ Urbanism ความอัปลักษณ์ของเมืองที่ทำลายอารยธรรมเขมรเดิม และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องทำลาย!

สะดือบ้าน-สะดือชีวิต

ฉันนึกขอบคุณซูซานน์ คาร์เปเลส ผู้ริเริ่มก่อตั้งกัมโพชสุริยา

นิตยสารวัฒนธรรมฉบับแรกกัมพูชาตีพิมพ์ผลงาน “การสร้างเคหสถาน” ของสรัย อู (พฤศจิกายน 2497) ซึ่งไรยุมนำมารวบรวมไว้ (ดู Cultures of Independence, 2544)

มิฉะนั้นแล้ว บ้านเขมรต่างๆ คงกระจัดกระจายในอัตลักษณ์ไปอีกนาน

โดยกล่าวว่า มีบ้านเขมร 3 แบบ : บ้านเขมร โรงดวล/โรงเดือง บ้านกึง ซึ่งนิยมปลูกกันต่อๆ มาตั้งแต่สมัยนครวัดจนรัชกาลพระบาทสุระมฤทธิ์ (2498-2503)

ความน่าสนใจของการปลูกเรือนเขมรสมัยก่อน มีศูนย์กลางอยู่ที่องค์พระอาทิตย์ เทพที่ได้รับการเคารพสูงสุดกันมาแต่บรรพกาล โดยเพียงการหันประตูบ้านไปทางตะวันออกเท่านั้น สรรพสิ่งอันดีงามก็จะมาสู่เรือนชานของบ้านเขมร จากองค์เทวาอวตาร-พระสุริยาทิศ/อาทิตย์ มีมารดาให้กำเนิดชื่อนางอทิติและอิทธิฤทธิ์ในการให้แสงสว่างต่อชาวโลก

ชาวเขมรแต่บรรพกาลจึงมีพิธีกรรมมากมายตั้งแต่เกิด แต่งงาน และตาย อันเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์นี้ อาทิ บทสวดโศลกเก่าแก่สำหรับกล่าวสรรเสริญบูชาพระอาทิตย์ ซึ่งเกือบจะสาบสูญไปแล้วในปัจจุบัน

ตัวอย่าง พิธีมงคลการ์/แต่งงาน ที่กมเลาะ/เจ้าบ่าวจะต้องแสดงความสักการะต่อพระสุริยะ โดยคุกเข่าลงตรงหน้าขบวนแห่ก่อนนำแถวไปที่บ้านเจ้าสาว/โกนกระมอม ซึ่งตรงกับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นในเวลารุ่งอรุณ

นี่คือพิธีไหว้พระอาทิตย์/สมเปียะเปียเลีย และเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิตในการมีคู่ครอง แบบเดียวกับการปลูกบ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออกนั่นเอง

อู สรัย เล่าไว้ ตอนที่เขาอายุได้ 17 ปีนั้น เรื่องเหล่านี้ได้รับการบอกต่อๆ จากผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านที่ตำบลโคลญเตาเขตสวายเรียง

เคร่งครัดเป็นจารีตมาตั้งแต่รัชกาลพระกรุณาราชานุโกศ พระบาทสีโสวัตถิ์ (2447-2470) จนถึงรัชกาลพระกรุณาอุทิตยโกศ พระบาทมุนีวงศ์ (2470-2484) นั้น ชาวเขมรโบราณนิยมปลูกบ้านโรงดวล พบมากที่หมู่บ้านเฆลียงสแบกและปรางจำแระ

แต่พอเริ่มรัชกาลพระบาทสุระมฤทธิ์เท่านั้น สะดือบ้านสะดือชีวิตของชาวเขมรก็เริ่มเปลี่ยน ตะวันออก-มิใช่ทิศแห่งชีวิตอีกต่อไป

เช่นเดียวกับการปลูกบ้านที่เรียกกันว่า “กันเตียง” และ “บ้านบึด” นั้น ก็เริ่มมาแทนบ้านเขมรที่เคยนิยม

บุญขึ้นบ้านใหม่

ก่อนจะปลูกบ้านเขมรนั้น จะมีการนำดินบริเวณบ้านมาสักการะพิธีด้วยเครื่องบูชาต่างๆ ตามวันเดือนเวลาที่กำหนด และไปตามชนิดของบ้านเขมร

ตัวอย่าง บ้านโรงดวล หลังคาทรงวีนั้น จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน แยกพื้นที่ใช้สอยซึ่งเรียกว่าละแวงเป็น 4 ห้อง โดยห้องครัวท้ายบ้าน-ทิศตะวันตกนั้น นอกจากเก็บเสบียงกรังแล้ว ยังจัดเป็นห้องนอนของเด็กสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่แต่งงาน มีฉางข้าวซึ่งแยกออกไปจะอยู่ทางทิศเหนือ คอกวัว-ทิศใต้ คอกควาย-ตะวันออก

อนึ่ง วันทำพิธีขึ้นบ้านนั้น “อาทิตย์-จันทร์ระวังระไว” เขมรจึงไม่นิยม 2 วันนี้ ส่วนวันอังคารนั้นก็ถือเป็นวันอัปมงคลด้านอุบัติเหตุแก่ผู้อยู่อาศัย มีแต่วันพุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์เท่านั้นที่เป็นวันฤกษ์ดี นิยมทำพิธีในเดือนสิบสอง เดือนสาม เดือนห้า ไม่นิยมเดือนเจ็ด เดือนเก้า และเดือนสิบเอ็ด เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน

ก่อนพิธีบุญขึ้นบ้านใหม่ เจ้าบ้านต้องเตรียมสลาธอร์หรือหมากธรรม์จำนวน 1 คู่ มัดจีบด้วยใบพลูและเทียนเล่มด้วยกัน จากนั้นจึงกล่าวบวงสรวงเทวดา อืมห์ ตามภาษาเขมรนั้น ฉันเหลือจะแปลไหว

ตัวอย่างงานขึ้นบ้านใหม่ของชาวสวายเรียง มีการเชิญญาติมิตรและเพื่อนบ้านมาฟังธรรมในตอนค่ำ ราวทุ่มหนึ่ง พระสงฆ์ 4 รูปจะเริ่มสวดบทพระปริตร สำหรับพิธีขึ้นบ้านใหม่เขมร ระหว่างกำลังสวดนั้น เจ้าเรือนจะต้องนั่งรับพรจนเสร็จพิธีประพรมน้ำมนต์และกล่าวให้พร

จากนั้นจะมีการกล่าวคำเป็นมงคลโดยครูบ้าน อันเกี่ยวกับละแวงทั้ง 3 ส่วนของบ้าน อันได้แก่ : มุข-ส่วนหน้า จั่น-ส่วนกลาง และลักษณ์-ส่วนหลัง

บ้านเขมรหลังหนึ่งซึ่งจดจำไม่ลืม คือบ้านชาวกุลา-ชนกลุ่มน้อยเมียนมา ที่อพยพมาทำพลอยในไพลิน จนย้ายถิ่นฐานไปอาศัยตามชนบทของกัมพูชาในบางเขตนั้น

บ้านไม้เล็กๆ หลังนี้ปลูกอยู่ในดงกล้วยมีมะม่วงแซมประปราย พื้นที่ใช้สอยของบ้านราว 2 ละแวง นอกจากชานรับแขกหน้าบ้านอบอุ่นในบรรยากาศสนทนาแล้ว ฉันก็ชอบส่วนหลังของบ้านซึ่งเป็นห้องครัวเล็กๆ สะอาดสะอ้านเป็นสัดส่วน ด้วยเครื่องใช้ไม้สอยไม่กี่ชิ้น รวมทั้งหม้ออวยทองเหลือง 2 ใบแขวน เด่นสะดุดตาตรงฝาบ้าน

วันหนึ่งฉันก็ได้รับเชิญไปเยี่ยมและกินข้าว โดยจากห้องครัวหลังบ้าน พี่กุลาแม่บ้านกำลังลงมือทำเมนูรับแขก

อย่างไรมิทราบ สารภาพว่า มีความเรียบง่าย ละมุนละไมอยู่ในบ้านกุลาหลังนี้ อีกอาหารมื้อนั้นก็อร่อยลืมไม่ลง ไม่อยากเชื่อว่ามีอาหารเลิศรสแบบนี้อยู่ในโลก

และให้สงสัยว่าการปรุงใบมะม่วงเป็นอาหารในหม้อทองเหลืองใบนั้นของหญิงกุลา ได้กลายเป็นโอสถมหัศจรรย์ที่ฉันเองก็อธิบายไม่ถูกว่า…มันคืออะไร

อาหารเรือนกุลามีแค่นั้น แต่อาการถวิลหาของฉันนี่สิ

ผ่านไปหลายปี ก็ยังติดแน่นที่เรือนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...