โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สองหนัง ‘อูเตอญา’ ที่น่าเสียดาย (2) : 22 July

The Momentum

อัพเดต 10 ม.ค. 2562 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2562 เวลา 11.10 น. • ชญานิน เตียงพิทยากร

In focus

  • 22 July คือภาพยนตร์กำกับโดย Paul Greengrass ร่วมอำนวยการสร้างโดยเน็ตฟลิกซ์ สร้างจากเหตุการณ์จริงที่นาย Brevik ฝ่ายขวาสุดโต่ง ทำการสังหารหมู่เยาวชนจากฝั่งลิเบอรัลที่หมูเกาะอูเตอญ่า
  • หนังมีคุณสมบัติเริ่มต้นอย่างคนนอกเต็มที่ ทั้งไม่ยอมสบตากับความกลัวอย่างตรงไปตรงมา ทั้งที่เนื้อเรื่องหลักส่วนหนึ่งอุทิศให้ตัวละครที่พยายามต่อสู้ทางจิตใจเพื่อเผชิญความกลัว หลังรอดชีวิตจากเกาะอูเตอญา
  • หนังลำดับเหตุการณ์ที่เริ่มอย่างเยียบเย็นและพัฒนาสู่สถานการณ์บีบคั้นของการหนีตาย จบลงที่การพิจารณาคดีที่ในที่สุด Brevik ผู้อหังการด้วยความเชื่อสุดโต่งของตัวเองกลับพบว่าแท้จริงเขาอยู่เพียงลำพังและ ‘เรา’ สามารถเอาชนะเขาได้ในที่สุด
  • สิ่งที่ 22 July ตั้งใจเพ่งมองหาก็คือรอยแตกแห่งเรื่องเล่าและเปลือกของความเกลียดชัง เพื่อเชื่อมโยงเหตุผลต่างๆ จากเหตุการณ์จริง ไปสู่คำอธิบายที่พอจะปลอบประโลมฝ่ายเสรีนิยมที่กำลังหวั่นระแวงในอุณหภูมิการเมืองโลกปัจจุบัน ซึ่งนั่นเองที่น่าเสียดาย เมื่อมันเป็นเพียงการชโลมใจเป็นหลัก

สืบเนื่องจากบทความตอนที่แล้วหากความน่าเสียดายของ Utøya: July 22คือการเบือนหน้าหนีความกลัวที่แท้จริงในนาทีสุดท้าย สิ่งที่ทำให้ 22 Julyไปไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น คืออารมณ์เอ่อล้นของตัวบทวิเคราะห์ที่ไม่ยอมสบตากับความกลัวอย่างตรงไปตรงมา ทั้งที่เนื้อเรื่องหลักส่วนหนึ่งอุทิศให้ตัวละครที่พยายามต่อสู้ทางจิตใจเพื่อเผชิญความกลัวหลังรอดชีวิตจากเกาะอูเตอญา

อาการหลบตาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก ด้วยสิ่งที่ดูเป็นภัยใกล้ตัวย่อมจัดการความรู้สึกยากกว่า และเราเห็นอาการนี้ในโลกภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องย้อนประวัติไกล เพราะในขณะที่ผู้กำกับตะวันตกเผชิญหน้ากับพระวีระธูและแนวคิดสุดโต่งต่อต้านอิสลามกับโรฮิงญาใน The Venerable W.(Barbet Schroeder, 2017) หรือกลุ่มอันธพาลพลเมืองสมัยกวาดล้างคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซียที่ยังภาคภูมิและผุดผ่องด้วยเกียรติประวัติการฆ่าใน The Act of Killing(Joshua Oppenheimer, 2012) ได้อย่างพิสดารพันลึก แต่การพาการเมืองขั้วตรงข้ามไปนั่งถกเถียงกับ Steve Bannon ผู้ออกแบบชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ และมีบทบาทสำคัญต่อพื้นที่ของกลุ่มขวาจัดยุคใหม่ใน American Dharma(Errol Morris, 2018) ทำให้หนังต้องรับแรงกระแทกทางการเมืองจากฝ่ายเสรีนิยม และยังไม่สามารถหาผู้จัดจำหน่ายในอเมริกาได้

22 July มีคุณสมบัติเริ่มต้นอย่างคนนอกเต็มที่ เพราะไม่ใช่แค่ร่วมอำนวยการสร้างโดย Netflix หรือกำกับโดยคนอังกฤษที่สร้างชื่อในฮอลลีวูดอย่าง Paul Greengrass (ผู้กำกับ Bloody Sunday, United 93, The Bourne Ultimatum, Captain Phillips) แต่หนังยังพูดอังกฤษตลอดเรื่องทั้งที่นักแสดงบทหลักๆ ก็เป็นชาวนอร์เวย์หรือสแกนดิเนเวีย ตัวเลือกนี้ถือเป็นเรื่องพ้นสมัยสำหรับทศวรรษปัจจุบัน แต่ก็สะท้อนความกลัวลึกๆ ของผู้สร้างและภาพคนใน-คนนอกที่ซ้อนทับสลับเปลี่ยนไปมาได้น่าสนใจ (แม้เหตุผลหลักอาจเป็นเรื่องการตลาดของความคุ้นชิน) เพราะหากเราลองสวมบทคนที่ใช้ชีวิตในโลกภาษาอังกฤษ (หรือ ‘สากล’) เมื่อหนังพูดภาษานอร์วีเจียน พวกเขาจะกลายเป็นคนนอกที่เข้าไปรับรู้เรื่องราวของคนภาษาอื่นโดยปริยาย

โดยเฉพาะเมื่อหนังตั้งใจชี้ช่องหยอดรายละเอียดบางประการ เพื่อให้คนดูเชื่อมโยงเห็นว่าการก่อการร้ายที่นอร์เวย์ครั้งนี้ แตกแขนงเติบโตมาจากรากเดียวกับแบนนอน, ทรัมป์ หรือการชุมนุมของมวลชนขวาจัดที่ Charlottesville

 เมื่อการขยายตัวของฝ่ายขวาในโลกตะวันตกกำลังถูกจับจ้องในฐานะปรากฏการณ์ทางการเมือง ภัยที่เผยตัวในนอร์เวย์เมื่อ 7 ปีก่อนจึงใกล้ชิดทางความรู้สึกกับหนังและฝ่ายที่กำลังเฝ้าดูสถานการณ์อย่างระแวดระวัง เพราะพวกเขารู้สึกร่วมในระดับใกล้เคียงกับชาวอเมริกันเสรีนิยมกลุ่มที่เบือนหน้าหนีหรือโจมตี American Dharma—ความใกล้ชิดนี้เองที่ทำให้หนังแสดงท่าทีแบบบทบันทึกและการวิเคราะห์เหตุการณ์ที่ไม่ยอมสบตากับความกลัวอย่างจริงจัง แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะรู้สึกร่วมมากแค่ไหน พวกเขาก็ตระหนักดีถึงความเป็นคนนอกเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในนอร์เวย์หลังจากนั้นช่างแตกต่างจากสิ่งที่อาจเกิดขึ้น หรือเคยเกิดขึ้น หากโลกภาษาอังกฤษต้องเผชิญความกลัวลักษณะเดียวกันนี้โดยตรง

หลายเสียงเห็นตรงกันว่า 34 นาทีแรกซึ่งแสดงลายเซ็นทางภาพยนตร์ของ Paul Greengrass อย่างเต็มที่ คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของหนัง (น่าเสียดายที่หนังยาวถึง 143 นาที) ด้วยลำดับเหตุการณ์ที่เริ่มอย่างเยียบเย็นและพัฒนาสู่สถานการณ์บีบคั้นของการหนีตาย หนังเริ่มต้นคล้ายกับ United 93(2006) ที่แสดงอิริยาบถช่วงเช้าของผู้ก่อการร้ายก่อนขึ้นเครื่องบิน เมื่อผู้ชมได้เห็น Anders Behring Breivik ผู้ก่อเหตุ (แสดงโดย Anders Danielsen Lie) ตั้งแต่ออกรถจากคลังแสงส่วนตัวกลับบ้าน หลบสายตาประหลาดใจของแม่เข้าห้องส่วนตัว อีเมลแถลงการณ์ให้ทุกคนในลิสต์ เล็ดรอดรัศมีกล้องวงจรปิดไปติดตั้งระเบิดใต้รถแวน และสวมเครื่องแบบตำรวจปลอมไปที่เกาะอูเตอญาเมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน

ในขณะที่เสียงปืนกับคำประกาศเจตนารมณ์ชิงชังดังก้องไปทั้งเกาะ หนังก็เปลี่ยนโฟกัสให้คนดูร่วมหนีตายและเผชิญชะตากรรมพลิกผันไปกับลูกชายนายกเทศมนตรีวัยสิบหก Viljar Hanssen (Jonas Strand Gravli) ก่อนจบความโกลาหลขององก์แรกและวันที่ 22 ด้วยภาพตัดสลับระหว่างปฏิบัติการกู้ชีพของทีมแพทย์ที่ดึงชีวิตเขากลับมาได้ทั้งที่มีกระสุนปืนฝังในศีรษะ และการสอบปากคำเบื้องต้นหลัง Breivik มอบตัวในที่เกิดเหตุ แล้วจึงเดินหน้าไปจนถึงวันอ่านคำพิพากษาคดีนี้ในปี 2012 ด้วยท่าทีสุขุมจริงจัง ยืนพื้นด้วยเรื่องเล่าของคู่ตรงข้ามที่เป็นใจความสำคัญของเรื่อง คือผู้ก่อการร้ายที่คนทำหนังพยายามทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นความเกลียดชัง อันนำมาสู่การสังหารหมู่ครั้งประวัติศาสตร์ และผู้รอดชีวิตที่ต้องหัดใช้ชีวิตใหม่อย่างผู้พิการทางกายที่ตายได้ทุกเมื่อ และเอาชนะความกลัวในใจเพื่อบอกเล่าเรื่องจริงต่อหน้าบัลลังก์ศาล

อัปลักษณะที่หนังขีดเส้นเน้นย้ำให้ Breivik คือความถือดี อวดฉลาด และหลงตนว่ายิ่งใหญ่ระดับผู้นำความคิด และได้พิพากษาโทษรัฐบาลกับสังคมเสรีนิยมเอียงซ้ายของนอร์เวย์ด้วยการสังหารหมู่(คล้ายสื่อตะวันตกหลายหัวที่กางแถลงการณ์เจาะจี้เป็นจุดๆ ให้เห็นความด้อยตรรกะ และคัดลอกข้อความใครต่อใครมาแบบไม่ให้เครดิตหรือผิดบริบท) นายกรัฐมนตรี Jens Stoltenberg (Ola G. Furuseth) ต้องรับมือเหตุวินาศกรรมครั้งรุนแรงที่สุดโดยไม่ทันตั้งตัว และเมื่อกฎหมายนอร์เวย์เปิดช่องให้ผู้ต้องหาระบุชื่อทนายความที่รัฐจัดหาได้ เจ้าตัวก็กวนประสาทด้วยการเรียก Geir Lippestad (Jon Øigarden) ทนายชื่อดังอันดับต้นๆ ผู้อยู่สุดขั้วตรงข้ามทางการเมือง ให้ต้องจำใจว่าความปกป้องฆาตกร

การเลือกเหยื่อเป็นเยาวชนสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ตามคาด เมื่อผู้ก่อการร้ายมองขาดว่าคนรุ่นใหม่คือจุดตายของพวกลิเบอรัล เพราะนอกจากเป็นลูกหลาน ยังถูกใช้เป็นภาพแทนและตัวสืบทอดอุดมคติสังคมแบบที่เขารังเกียจ มือปืนเฉลยความคิดเบื้องหลังให้ทนายฟังอย่างภาคภูมิ แต่เมื่อพ้นประเด็นนี้ หมากที่ Breivik คิดว่าชาญฉลาดกลับค่อยๆ แข็งขืน ให้คำตอบคนละอย่างกับที่เจ้าตัวต้องการ และภาพมายาที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลค่อยๆ ถูกคนทำหนังกร่อนเซาะทำลายไปทีละขั้น

Lippestad ทำหน้าที่ตามวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา (จนอาจดูเกินจริงเป็นอุดมคติไปด้วยซ้ำ) แต่ในขณะที่พยายามหาเหลี่ยมมุมกฎหมายตามศักยภาพของรูปคดี ก็ไม่เคยลดราวาศอกเมื่อต้องปะทะกับท่าทีอวดโอ่หรือทัศนคติบิดเบี้ยวของลูกความจำเป็น แถมยังเป็นด่านแรกที่ได้รับรู้และคอยกระทุ้งให้เห็นว่า ในโรงละครที่จำเลยจินตนาการว่าตัวเองมีอำนาจกำกับควบคุมเบ็ดเสร็จ แท้จริงแล้วมีแค่เขาอยู่ลำพัง – เมื่อทนายยังถูกคนแค้นคอยคุกคาม จึงเข้าใจได้ว่าทำไมแม่ Breivik ถึงไม่ยอมขึ้นให้การช่วยลูกชาย แต่กระทั่งนักกิจกรรม (หากจะใช้คำนี้ได้) และเซเล็บฝ่ายขวาเกือบทั้งหมดที่ Lippestad ติดต่อไปต่างปฏิเสธจะเกี่ยวข้อง คนเดียวที่ยอมปรากฏตัวในการพิจารณาคดีที่ถ่ายทอดสดก็แสดงจุดยืนหักหน้าว่า การสังหารหมู่ไม่ได้ช่วยและไม่เคยใช่หนทางสู่เป้าหมายสูงสุดของอุดมการณ์

สิ่งที่ 22 July ตั้งใจเพ่งมองหาก็คือรอยแตกแห่งเรื่องเล่าและเปลือกของความเกลียดชัง เพื่อเชื่อมโยงเหตุผลต่างๆ จากเหตุการณ์จริงไปสู่คำอธิบายที่พอจะปลอบประโลมฝ่ายเสรีนิยมที่กำลังหวั่นระแวงในอุณหภูมิการเมืองโลกปัจจุบัน– หลังปากคำของพยานฝ่ายขวา ผู้ชมจึงได้เห็น Breivik ที่หยามหยันยกตนมาตลอดต้องออกอาการหัวเสียเป็นครั้งแรก ด้วยสถานะผู้นำความคิดที่เขาแต่งตั้งตนเองได้ถูกทำลายลง กลางโรงละครที่วาดหวังไว้ให้ช่วยประกาศศักดาทางอ้อม ตอกย้ำด้วยคำให้การของ Viljar Hanssen ซึ่งพูดต่อหน้าชายที่ฝังกระสุนไว้ในหัวเขาว่าคงเป็นความแปลกแยกในสังคมใหม่นี้เองที่ทำให้ Breivik รู้สึกสูญเสียและโดดเดี่ยวกระทั่งพัฒนาเป็นความชิงชังรังเกียจ คล้ายคำอธิบายการแสดงท่าทีเหยียดหยามกีดกันความแตกต่างอย่างรุนแรง ว่าเป็นเพราะฝ่ายขวารู้สึกสูญเสียอำนาจและความได้เปรียบทางสังคมที่เคยมี และกล่าวโทษว่าต้นเหตุคือระบบที่เปิดกว้างและรับรองสิทธิคนกลุ่มอื่นมากขึ้น

กล้องจับสีหน้าของตัวละคร Breivik ที่ดูคล้ายยอมรับคำกล่าวของเด็กหนุ่มอย่างเงียบเชียบ หลังศาลอ่านคำพิพากษา ยังพยายามประกาศศักดาก่อนเข้าห้องขังว่าทุกอย่างทั้งหมดนี้คือชัยชนะ และถูก Lippestad ตอกกลับว่า ‘เรา’ ต่างหากที่ ‘เอาชนะ’ คนอย่างแกได้ในที่สุด

นอกจาก Breivik ตัวจริงที่กำลังรับโทษสูงสุดในเรือนจำ คงไม่มีใครตอบได้ว่าความเชื่อสุดโต่งของเขาถูกสั่นคลอนท้าทายบ้างหรือไม่ แต่คนทำหนังก็เลือกใช้ภาษาภาพยนตร์เพื่อสื่อนัยดังกล่าว กระตุ้นภาพความหวังว่าต่อให้หลักการหรืออุดมคติจะเป็นอุปสรรคขัดแย้งกับความรู้สึกชั่วแล่นต่อสถานการณ์เลวร้ายตรงหน้า ท้ายที่สุด ‘เรา’ จะยัง ‘ชนะ’ อย่างภาคภูมิ – วัยรุ่นหญิงอพยพผิวสีผู้รอดขีวิต Lara Rachid (Seda Witt) พูดปลุกใจ Hanssen เมื่อเห็นเขาแสดงท่าทีหวาดหวั่นไม่มั่นใจก่อนขึ้นศาลว่า คนเราสามารถอ่อนแอเปราะบางและเข้มแข็งไปได้พร้อมกัน สภาพร่างกายอย่างผู้พิการของเด็กหนุ่ม ความพยายามเอาชนะความกลัวที่ถาโถม และประโยคสำคัญที่ปลดล็อคความรู้สึก สามารถอธิบายโลกเสรีนิยมที่กำลังสั่นไหวได้เหมาะเจาะพอดี

น่าเสียดายที่ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการชโลมใจ ต่อให้การเล่าภาพกว้างของหนังจะนำเสนอรายละเอียดได้มากกว่า Where to Invade Next(Michael Moore, 2016 – ซึ่งเลือกสัมภาษณ์พ่อที่สูญเสียลูกแต่ทั้งให้อภัยและต่อต้านโทษประหารชีวิต เพื่อเทียบกับทัศนคติของสังคมอเมริกัน) ทว่าหนังก็เลือกหยุดตัวเองแค่ภาพความโกรธแค้นของชาวนอร์เวย์บางส่วนที่ไม่ได้เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของเรื่องกับผลตรวจสอบของคณะกรรมาธิการที่ระบุว่ารัฐบาลกับตำรวจผิดพลาดล่าช้าในการรับมือสถานการณ์ (ยิ่งช่วยชโลมใจ ‘เรา’ ว่าระบบยังทำงาน และหลักการทำให้ระบบกล้ายอมรับข้อด้อยของตนเอง) มากกว่าจะพินิจหัวใจของความหวั่นระแวงในปัจจุบันให้ท้าทายลึกซึ้ง เพราะถึงที่สุดหนังก็ใช้สายตาเดียวกับคนนอกสแกนดิเนเวียที่มักตื่นตาตื่นใจกับภาพลักษณ์ประเทศร่ำรวยที่แสนสุข เป็นแม่แบบประชาธิปไตยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ไปจนถึงคุกที่เพียบพร้อมยิ่งกว่าห้องเช่าของนักศึกษามหาวิทยาลัยโลกที่สาม

เพราะถึงตัวละครจะเขียนขึ้นจากบุคคลจริง และหลายเหตุการณ์บนเกาะก็แทบคัดลอกมาจากภาพจำวงกว้างในระดับที่ถูกบันทึกไว้ในหน้า Wikipedia (เสียงประกาศความเกลียดชังมาร์กซิสต์กับลิเบอรัล, การเล็งยิงจากบนหน้าผา หรือเหยื่อที่แกล้งตายแต่ถูกย้อนมาฆ่าภายหลัง) บางข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของหนังก็ย่อมถูกลดทอนหรือตัดทิ้งไปจากเรื่องเล่า

น่าครุ่นคิดว่าทำไมผู้ก่อการร้ายที่มีความเกลียดชังทางการเมืองเป็นแรงขับและมีความถือดีเป็นเจ้าเรือน จึงยอมไหลตามการสู้คดีช่วงแรกของทนายที่พยายามเลี่ยงคุกด้วยเหตุผลคลาสสิกอย่าง ‘วิกลจริต’? หนังย้ำให้เห็นความถือดีเมื่อเขากลับคำให้การเพื่อใช้ศาลเป็นเวทีเผยแพร่ความคิดบิดเบี้ยวสู่สาธารณะ แต่เราจะอ่านหรือตีความคนคนนี้อย่างไร ถ้าหนังเล่าข้อเท็จจริงว่าเขาโทรศัพท์หาตำรวจเพื่อมอบตัวถึงสองครั้งระหว่างกำลังไล่ฆ่าคน และเป้าหมายหลักที่อูเตอญาของเขาคืออดีตนายกหญิง Gro Harlem Brundtland ที่ไปให้โอวาทในแคมป์ แต่คลาดกันเพราะปัญหาจราจร?เช่นเดียวกัน รัฐบาลกับตำรวจที่ขยับตัวช้าไม่ทันการ ยังได้รับความเข้าอกเข้าใจเพราะต้องเจอเหตุร้ายแรงที่สุดในรอบเกือบร้อยปี แต่เราจะทำหน้าอย่างไรถ้าหนังเล่าข้อเท็จจริงที่ว่า หนึ่งในผู้รอดชีวิตชาวเชชเนียชื่อ Anzor Djoukaev ถูกตำรวจนอร์เวย์จับเปลื้องผ้า คุมตัวไว้ในห้องขังนานถึง 17 ชั่วโมงโดยไม่ติดต่อครอบครัว และสอบสวนโดยไม่มีทนายความ?

จริงอยู่ว่านอร์เวย์ยังไม่พลิกคว่ำตกราง สุนทรพจน์ของนายก Stoltenberg ที่ยืนยันหลักการยังได้รับเสียงสรรเสริญ และคือสิ่งที่ประเทศผู้ก่อสงครามต่อต้านการก่อการร้ายไม่สามารถจินตนาการได้ แต่ก็ใช่ว่าความบ้าคลั่งของ Breivik จะไม่สะเทือนหรือท้าทายเลย เพราะยังพบคนร้ายที่พยายามก่อเหตุลักษณะเดียวกันในสาธารณรัฐเช็คกับโปแลนด์แม้จะไม่สำเร็จ ภายใต้หลักการที่เสมอหน้าใช่ว่าจะไร้อารมณ์ชั่วแล่น และภายใต้นโยบายเปิดกว้างก็ใช่ว่าอคติทางชาติพันธุ์หรือสถานะทางสังคมจะไม่ทำงาน– Lara Rachid ตัวจริง เคยให้สัมภาษณ์ตั้งข้อสังเกตในประเด็นหลังสุดว่าหนังเลือกดำเนินเรื่องผ่านตัวละครชายผิวขาว 4 คน ทั้งที่เป้าหมายหนึ่งของการก่อการร้ายคือคนต่างเชื้อชาติศาสนา และ Breivik ก็เหมือนฝ่ายขวาฟาสซิสต์ทั่วไปคือเกลียดและเหยียดผู้หญิงอย่างเปิดเผย

สำหรับคนทำหนังและผู้เขียนหนังสือต้นฉบับ (One of Us: The Story of a Massacre in Norway — and Its Aftermath โดย Åsne Seierstad) ชีวิตพลิกผันและการฮึดสู้ของ Viljar Hanssen คงเหมาะสมกับสารในภาพยนตร์กับหนังสือและจับใจพวกเขาที่สุดโดยบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อสามตัวละครฝ่าย ‘เรา’ ที่หนังพูดถึงด้วยน้ำเสียงเชิดชูประกอบไปด้วยนายกรัฐมนตรี ทนายความ และลูกชายนายกเทศมนตรี ข้อกล่าวหาที่ Breivik สาดใส่พวกลิเบอรัลว่าเป็นเครือข่ายชนชั้นสูงสืบทอดอำนาจ จึงใช่ว่าจะไม่มีเค้ามูลความจริงเอาเสียเลย

เปลือกที่ห่อหุ้มฟาสซิสต์ผิวขาวคนหนึ่งถูกกะเทาะ แต่หนังกลับปูพรมทับรอยแตกเล็กๆ ของระบบที่แข็งแรงใกล้เคียงอุดมคติให้พ้นทัศนวิสัยของผู้ชมแน่นอนว่ามันเสียดเย้ย ท้าทาย ไม่เป็นไปตามครรลองความเชื่อ และนำไปสู่คำถามที่ยากจะตอบ แต่ถ้าไม่มีใครพยายามมองให้เห็นว่ารอยแตกนี้สะท้อนภาพความกลัวของโลกตะวันตกในปัจจุบันมากแค่ไหน ก็ย่อมหมดปัญญาที่จะอุดรูรั่วหรือซ่อมแซมแก้ไข

Fact Box

  • 22 July เปิดตัวในสายประกวดหลักเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ (Venice Film Festival) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่พลาดรางวัลสูงสุดให้หนังขวัญใจนักวิจารณ์ประจำปีนี้อย่าง Roma ของ Alfonso Cuarón – ปัจจุบันสามารถรับชมอย่างถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ Netflix
  • ในช่วงปี 2012 มีละครเวทีในยุโรปอย่างน้อย 3 เรื่องที่ตั้งใจดัดแปลงหรือได้รับแรงบันดาลใจจากการโจมตีครั้งนี้
  • Manifesto 2083 ละครเวทีสัญชาติเดนมาร์กของคณะละคร Café Teatret ที่ใช้แถลงการณ์อีเมล์ของ Breivik เป็นต้นเรื่อง ญาติของเหยื่ออูเตอญากับนักการเมืองในเดนมาร์กคัดค้านการแสดงเรื่องนี้อย่างหนัก เมื่อข่าวการแสดงทั้งในเดนมาร์กกับนอร์เวย์ถูกประชาสัมพันธ์ออกไป ก่อนที่คณะละครจะตัดสินใจเลื่อนแสดงแบบไม่มีกำหนด เมื่อ Breivik กลับคำให้การและปรากฏตัวในศาล โดยโปรดิวเซอร์ Christian Lollike ให้เหตุผลว่า ภาพการพิจารณาคดีที่ถ่ายทอดสดได้ทำหน้าที่แทนความตั้งใจของละครเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
  • Breivik Meets Wilders ละครเวทีสัญชาติเนเธอร์แลนด์ เขียนบทโดย Theodor Holman เปิดแสดงเมื่อเดือนมีนาคมที่โรงละคร De Balie กรุงอัมสเตอร์ดัม โดยสมมติสถานการณ์ให้ Breivik พบและพูดคุยกับ Geert Wilders นักการเมืองฝ่ายขวาชาวดัตช์ที่มีชื่อเสียงจากแนวคิดต่อต้านอิสลาม ที่สนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอน
  • The Martyrs หรือ Märtyrer ละครเวทีสัญชาตินอร์เวย์ เขียนบทโดย Marius von Mayenburg เปิดแสดงที่ Nationaltheatret ในกรุงออสโล โดยแตก Breivik ออกเป็นสองตัวละครที่สะท้อนสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสังคมนอร์เวย์ เมื่อสังคมต้องยอมรับว่าเขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วน หากต้องการให้เขาถูกกฎหมายลงโทษอย่างเต็มที่ แม้อีกด้านหนึ่งจะไม่ต้องการนับรวมเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนอร์เวย์ แต่ถ้าเขาถูกตีตราเป็นคนบ้าหรือวิกลจริต ก็จะรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมายไป (ในฉากที่ Breivik กลับคำให้การใน 22 July พอจะมองเห็นประเด็นนี้เช่นกัน แต่น่าเสียดายที่หนังตั้งใจบันทึกความโกรธของครอบครัวเหยื่อมากกว่า)
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...