โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PIM เปิดสาขาใหม่ที่พัทยา เร่งเดินหน้าสร้างคนรับ EEC

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 11 ก.พ. 2562 เวลา 03.22 น.

จุดเด่นและความเข้มแข็งของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่รู้จักกันดีคือการเรียนรู้ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติงาน หรือ work-based education ซึ่งเป็น 1 ใน 3 วิสัยทัศน์ของ PIM ที่ยังมีเรื่องของการเป็น networking university ที่เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และ advance and dynamic university ในการสร้างมหาวิทยาลัยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์” อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เพื่ออัพเดตถึงการเติบโตของ PIM รวมถึงมุมมองใหม่ ๆ ทางด้านการศึกษาที่กำลังจะเกิดขึ้น

Q : PIM มีการปรับตัวอย่างไรในยุคที่เทคโนโลยีดิสรัปชั่น

เรามุ่งการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะการก้าวสู่ยุค 5.0 ทำให้เรามองว่าจะผลิตคนอย่างไรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในยุค 5G หรือทำอย่างไรให้คนที่เราผลิตขึ้นมาไม่ถูก disrupt หรือสู้กับโรบอตได้

ในแง่ของ PIM เราจึงต้องผลิตคนหรือนักศึกษาที่โดดเด่นกว่าเทคโนโลยี โดยพัฒนาเขาให้มีความมุ่งมั่นสูง มีแรงบันดาลใจ จิตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการมีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ ตัวแปรเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องติดอาวุธให้กับคนรุ่นใหม่ เพราะเป็นเครื่องมือที่มุ่งไปสู่การคน 5.0 หรือสร้าง smart people

Q : ปรับกระบวนการสอนอย่างไร

มีการสอดแทรกเรื่องอินเทอร์เน็ต หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปในทุกวิชาโดยสร้างรากฐานด้าน AI แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องผลิตนัก AI ในทุกคณะ คือคุณต้องใช้เป็น เพราะงานในอนาคตต้องอิงกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว

เหมือนเราติดอาวุธทางเทคโนโลยี เพราะในอนาคตเมื่อโรบอตเข้ามา ก็ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้คนทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างสมดุล สำหรับเรื่องนี้เราเตรียมพร้อมด้านบุคลากรหรืออาจารย์ผู้สอนด้วยการอบรมเพิ่มเติม โดยเปิด mindset ให้เขายอมรับว่าที่นี่เป็นสถาบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเป็นหลัก ทำให้การเรียนการสอนที่เคยมีอยู่ปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

Q : ต้องหาโมเดลการเรียนแบบใหม่หรือไม่

เรื่องที่กำลังคิดและทำในอนาคตคือการศึกษาตลอดชีวิต ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็ตามสามารถมาเรียนได้ไม่ว่าจะเป็นการเรียนในห้องเรียน หรือเรียนผ่านออนไลน์ ซึ่งแนวทางที่เราดำเนินการไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมาคือจัดทำหลักสูตรออนไลน์ เริ่มด้วยหลักสูตรการค้าสมัยใหม่ที่เป็นภาพใหญ่ของเรา เป็นการเรียนจบคอร์สแล้วได้ประกาศนียบัตร และกำลังคิดต่อยอดไปถึงการเรียนแล้วได้ดีกรีหรือปริญญา โดยการเรียนหลักสูตรออนไลน์นั้น ด้วยความที่กระทรวงศึกษาธิการให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ทำให้มหาวิทยาลัยทำงานง่ายขึ้น

อีกเรื่องคือการเรียนการสอนเฉพาะบุคคล มาจากการเล็งเห็นว่าปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้อยากเรียนคณะใดคณะหนึ่งโดยเฉพาะ อยากจะเรียนอะไรที่ผสมผสานกัน สอดคล้องกับเทรนด์การเรียนการสอนของต่างประเทศที่ไม่ได้ยึดติดกับสาขาวิชาแล้ว เราจึงต้องขยับมาทำเรื่องนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กรุ่นใหม่ให้เขามีความคล่องตัวสูงขึ้นในการเรียน โดยตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการทำหลักสูตร คาดว่าจะเริ่มได้ในปีการศึกษา 2562

Q : จากสถานการณ์จำนวนเด็กลดลงกระทบกับ PIM มากน้อยเพียงใด

สถาบันของเราไม่ได้รับผลกระทบเลยเพราะยังได้เด็กใหม่ตามเป้าคือปีละ 4,000 คน โดยปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 17,000 คน อีกทั้งเรากำลังขยายอาคารเพื่อรองรับนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยกำลังก่อสร้างอาคาร 20 ชั้น ภายในตึกมีทั้งพื้นที่สำหรับทำการเรียนการสอน ห้องแล็บ รวมถึงอะคาเดมีใหม่ ๆ เฉพาะทางที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนเป็นออฟฟิศด้วย

โดยเรากำลังขยายพื้นที่ไปพัทยาเป็นพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ติดกับสวนนงนุช ภายใต้ชื่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ อีอีซี ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) คาดว่าจะสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ในปีหน้า ซึ่งไม่อยากให้มองว่าเป็นวิทยาเขตใหม่ อยากให้มองว่าเป็นพื้นที่ขยายจากแจ้งวัฒนะมากกว่า

ทั้งนี้ การเข้าไปในพัทยา เป็นเพราะเรามองถึงการผลิตคนเพื่อตอบสนองความต้องการใน EEC ที่เขาต้องการคนที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีสูง ดังนั้น หลักสูตรที่จะเข้าไปเปิดก่อนคือวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งระบบรางและหุ่นยนต์ หลังจากนั้นจะเป็นหลักสูตรด้าน wellnessซึ่งด้วยโลเกชั่นของพัทยา คาดว่าเด็กต่างชาติน่าจะชอบ เราจึงมองว่าอาจจะมีการเปิดหลักสูตรนานาชาติด้วย

Q : บทบาทของมหาวิทยาลัยในอนาคต

เรื่องแรกคือหลักสูตรที่ต้องทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มหาวิทยาลัยต้องรุกเร็ว ถอยเร็ว และปรับตัวเร็วซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก คือคุณจะช้ามากไม่ได้กับทุกเรื่อง ถ้าคุณช้ามากเมื่อไร ต้องออกจากสนาม ขณะเดียวกัน ควรมองถึงการสร้าง student oriented หรือ student centric เพื่อให้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง โดยให้เขาเป็นคนเลือกเอง ไม่ต้องเรียนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด

เพราะเด็กรู้ตัวเองดีว่าการเรียนรู้ระดับไหนที่เขาพอใจ หรือองค์ความรู้แบบไหนที่เป็นประโยชน์กับเขา และสามารถนำไปทำมาหากินได้ ทำให้เขาต้องการแนวทางที่ตัวเองได้ออกแบบหลักสูตรตามที่ต้องการมากกว่า ซึ่งหน้าที่สำคัญที่สุดของสถาบันการศึกษาคือทำอย่างไรให้พวกเขามีความขวนขวายและใฝ่รู้ หรือเปลี่ยน mindset ให้เขาเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่มีความสามารถ และช่วยเหลือตัวเองได้

โดยมหาวิทยาลัยอาจไม่ต้องไปติดอาวุธให้เขาทุกชนิด แต่ต้องติดอาวุธทางปัญญาให้เขา ทำให้เขาคิดเป็นทำเป็น ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งผมคิดว่ามหาวิทยาลัยจะไม่มีความหมายเลย เพราะระบบการศึกษาในอนาคตนั้น เส้นแบ่งต่าง ๆ จะหายไปหมด เด็กสามารถเลือกเรียนในสิ่งที่คุ้มค่ากับเวลาของเขา ฉะนั้น มหาวิทยาลัยต้องสร้างองค์ประกอบต่าง ๆที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...