โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พระอภัยมณี” กับ “ครูมีแขก” ใครเป็น “ไอดอล” ใครกันแน่?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 ม.ค. 2565 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 14 เม.ย. 2564 เวลา 13.44 น.
“พระอภัยมณีกับนางเงือก” พ.ศ. 2514 ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ ผลงานของ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

โดยปกติทั่วไปแล้วตัวละครเอกของเรื่องในงานวรรณกรรมที่เป็นชนชั้นปกครองมักจะมีความสามารถด้านการรบคล่องแคล่วและการใช้ศาสตราวุธเป็นอย่างดี  แต่วรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” กลับให้พระอภัยมณีตัวละครเอกมีความสามารถทางด้านดนตรี เชี่ยวชาญการเป่าปี่ โดยสามารถใช้เพลงปี่ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆ เช่น การรบ, การทำศึกสงคราม, การเกี้ยวพาราสีให้สตรีหลงรัก เป็นต้น จะว่าไปแล้วการประพันธ์ให้ตัวละครมีความสามารถโดดเด่นด้านดนตรีก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตัวละครที่มีความสามารถในด้านการรบเลย บางทีอาจจะพิเศษกว่าด้วยซ้ำ

ผู้แต่งนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณีคือ สุนทรภู่ หรือพระสุนทรโวหาร มีความยาวถึง 94 เล่มสมุดไทย ภายหลังเมื่อการพิมพ์ได้เข้ามาในประเทศไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2413 โดยหมอแซมมวล จอห์น สมิท(Samuel John Smith) การตีพิมพ์พระอภัยมณีนี้สร้างรายได้มหาศาลให้แก่หมอสมิททำให้สามารถสร้างตึกทั้งหลังได้ทีเดียว

เมื่อพิเคราะห์ดูความสามารถในวิชาปี่ที่ทำได้สารพัดนึกเช่นนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องเล่าในจินตนาการเท่านั้น การเป่าปี่เสมือนมีเวทมนตร์สะกดให้เป็นได้ดังใจหมายเช่นพระอภัยในชีวิตจริงนั้นดูเป็นเรื่องทิ่เหลือวิสัย

แต่ถ้าจะหาผู้มีความสามารถในทางปี่มือฉมังไม่ด้อยไปกว่าพระอภัยมณี หากตัดเรื่องคุณวิเศษพิสดารออกไปเห็นจะเป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงเท่าไหร่นัก เพราะคนมีฝีมือในวิชาปี่ขั้นปรมาจารย์ชนิดที่ว่าหาใครเปรียบได้ยากนั้นมีอยู่จริงชื่อเสียงของเขาเป็นที่โจษจันไปทั่ว ในแวดวงดนตรีไทยคงไม่มีใครไม่รู้จัก “ครูมีแขก” หรือ พระประดิษฐไพเราะ นั่นเอง

ครูมีแขกเกิดปลายสมัยรัชกาลที่ 1 เริ่มมาเป็นครูดนตรีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ครั้นสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เข้ารับราชการเป็นครูปี่พาทย์ในวงปี่พาทย์ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมาท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงประดิษฐไพเราะ” เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2396 ตำแหน่งจางวางมหาดเล็ก กรมปี่พาทย์ฝ่ายบรมมหาราชวัง ในปีเดียวกันนั้นเองได้แต่งเพลงเชิดจีนถวาย จึงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น “พระประดิษฐไพเราะ”

ท่านสันทัดทั้งมโหรีและปี่พาทย์ในส่วนของเครื่องดนตรีนั้น สามารถบรรเลงได้ทุกชิ้นแต่ที่ถนัดที่สุดคือ ปี่กับซอสามสาย สมเด็จกรมกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยกล่าวถึงครูมีแขกในสาส์นสมเด็จไว้ด้วยว่ามีครั้งหนึ่งกรมหลวงประจักษ์ตรัสเรียกให้ท่านไปหาที่หน้าหอแล้วขอยืมซอสามสายท่านมาลองสี ท่านเห็นแล้วก็แสดงท่าทีไม่พอใจและออกปากไปว่าถ้าทรงสีอย่างนั้นก็ไฟลุก

ชื่อของครูมีแขกยังปรากฏในบทไหว้ครูปี่พาทย์เสภา ของครูแจ้ง คล้ายสีทอง ดังนี้

         ทีนี้จะไหว้ครูปี่พาทย์                   ระนาดฆ้องลือดีปี่ไฉน

         ครูแก้วครูพักเป็นหลักชัย              ครูทองอินนั่นแลใครไม่เทียมทัน

         มือก็ตอดหนอดหนักขยักขย่อน       ตาพูนมอญมิใช่ชั่วตัวขยัน

          ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน                เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ   [เน้นโดยผู้เขียน]**

วรรคที่ว่า เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ นั้นหมายถึงเพลง “ทยอยเดี่ยว” เพลงนี้ท่านได้แต่งขึ้นเพื่อแสดงฝีมือปี่โดยเฉพาะ เพลงทยอยเดี่ยวนี้เองได้สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้ท่านอย่างมาก ถึงกลับมีการตั้ง “ค่าครู” ไว้สูงถึง 100 บาท ในขณะที่ทองคำสมัยนั้นมีราคา 12 บาท หากคำนวณดูแล้วก็จะพบว่าเพลงปี่ของท่านนั้นมีราคาสูงกว่าทองคำถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

ถ้าจะลองพิจารณาเปรียบเทียบกันระหว่างคุณของวิชาดนตรีในวรรณคดี และชีวิตจริง วิชาปี่ของพระอภัยมณีที่สุนทรภู่แต่งขึ้นให้คุณในเรื่องของการช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ  ในขณะที่วิชาปี่ของครูมีแขกให้ผลตอบแทนเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ

เนื่องจากสุนทรภู่และครูมีแขกเป็นบุคคลที่ร่วมสมัยกัน นอกจากนี้สุนทรภู่เคยได้รับราชการในสำนักพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวร่วมกับครูมีแขก จึงข้อสันนิษฐานว่า นี้ว่าเพราะตัวละครอย่าง “พระอภัยมณี” เป็นแรงบันดาลใจให้ครูมีแขกแต่งเพลง ทยอยเดี่ยว

แต่ในทางกลับกันก็อาจคิดได้เช่นกันว่า สุนทรภู่นำเอาความสามารถของครูมีแขกมาใส่ในตัวพระอภัยมณี โดยเพิ่มคุณวิเศษอื่นเพิ่มเข้าไปตามจินตนาการ เสริมให้ตัวละครมีความพิเศษเหนือคนธรรมดาเพราะมีบทประพันธ์ตอนหนึ่งที่ทำให้อดคิดถึงค่าครูเพลงทยอยเดี่ยวที่มีค่าสูงมากไม่ได้ เมื่อพระอภัยมณีอธิบายถึงประโยชน์ของการเรียนวิชาดนตรีว่า

       ………………………………….              ……………………………………..

     อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป              ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์  [เน้นโดยผู้เขียน]

     ถึงมนุษย์ครุฑาเทวาราช                 จัตุบาทกลางป่าพนาสิน

     แม้นปี่เราเป่าให้ได้ยิน                    ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา

     ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ               อันลัทธิดนตรีหนักหนา

     ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ์               จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง

จะว่าไปแล้วในสองประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่ สำหรับตัวผู้เขียนเองมีความเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่พระสุนทรโวหารและพระประดิษฐไพเราะต่างก็เป็นแรงบันดาลใจให้กันและกัน  ไม่ใช่การที่คนใดคนหนึ่งยึดอีกคนหนึ่งเป็นไอดอลแต่เพียงฝ่ายเดียว

ที่มา :

ถาวร สิกขโกศล. “ตำนานสำนักดนตรีไทยจากเจ้าพระยาพระคลัง(หน)-สุนทรภู่ถึงสำนักเสนาะดุริยางค์”, ศิลปวัฒนธรรม กรกฎาคม 2550

สุกรี เจริญสุข. “ครูมีแขกเป็นใคร”, อนุสาวรีย์ครูมีแขกนักดนตรีที่โลกลืม, พิมพ์โดยวิิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 22 มกราคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...