โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไหว้ครูมนุษย์ ธรรมเนียมเกิดใหม่ หลังยุครัชกาลที่ 5 ยกเลิกการหมอบคลานกราบไหว้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 23 ก.ค. 2563 เวลา 05.18 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2563 เวลา 05.18 น.
ภาพประกอบจาก : https://twitter.com/KhaosodOnline/status/1281556797413707776/photo/1

อีกหนึ่งกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ช่วงเปิดเทอมในยุคหลังโควิดปิดเมืองก็คือ ภาพกิจกรรมการหมอบกราบครูอาจารย์ ลากยาวไปถึงคณะผู้บริหารสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มักจะพยายามเรียกกันให้ดูเป็นเรื่องอย่างโบราณว่า “ไหว้ครู” ว่ายังเป็นสิ่งที่เหมาะสมในปัจจุบันอยู่หรือเปล่า? (ถึงแม้ว่าภาพที่เห็นๆ กันในช่วงนี้จะเป็นภาพถ่ายเก่า ไม่ใช่ภาพกิจกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ตาม)

แต่เอาเข้าจริงแล้ว พิธีการไหว้ครูมนุษย์ ทั้งยังมีลมหายใจอยู่อย่างเห็นจนคุ้นชินกันทุกวันนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่สืบทอดมาแต่โบร่ำโบราณหรอกนะครับ

เพราะมีข้อมูลเก่าแก่ระบุเอาไว้ว่า การเรียนหนังสือของเจ้านายในสมัยรัชกาลที่ 4 จะต้องใช้สมุดไทยดำ ลงเส้นบันทึกเนื้อหาที่จะเรียนด้วยหรดาล ใส่พานรองนำไปในวันแรกเข้าเรียน ซึ่งต้องเป็นช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (คือวันครู ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์)

นอกจากนี้ ยังต้องมีพานเครื่องบูชาที่ประกอบด้วยธูป-เทียน ดอกเข็ม ดอกมะเขือ และหญ้าแพรก (เพื่อให้ปัญญาแหลมคมเหมือนดอกเข็ม มีความรู้มากเหมือนเมล็ดมะเขือ และรู้เร็วฉับไวเหมือนหญ้าแพรกขึ้น) เมื่อถึงสำนักครูให้ยกพานเข้าไปตั้งตรงหน้า จุดธูป-เทียนกราบไหว้บูชา “หนังสือ”

หนังสือที่ถูกกราบไหว้นั้นคือ สมุดไทยดำลงเส้นหรดาลนั่นเอง และขอให้สังเกตว่าที่ “ครู” คนโบราณเขาไหว้คือ “หนังสือ” ไม่ใช่ “ครูมนุษย์”

นอกจากนี้ พิธีกรรมอย่างนี้ผู้เรียนยังต้องกระทำเป็นประจำทุกวันพฤหัสฯ ไม่ใช่กระทำเป็นประจำปีละหนึ่งครั้ง แตกต่างจากพิธีไหว้ครูปัจจุบันอย่างกับคนละเรื่อง

ข้อมูลการไหว้ครูของเจ้านายในสมัยรัชกาลที่ 4 ว่าเป็นการไหว้ครูผี ผ่านตัวหนังสือ ไม่ใช่ไหว้ครูมนุษย์นี้ ผมได้มาจากที่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกความทรงจำของพระองค์เอง สมัยตอนเล่าเรียนชั้นปฐมศึกษาในสมัยนั้นเอาไว้ และเขียนเล่าไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง “ความทรงจำ” ดังนั้น ถ้าใครไม่เชื่อผม ก็ขอให้ไปเถียงกับสมเด็จฯ ท่านเอาเองนะครับ ผมไม่เกี่ยว

 

การไหว้ครูมนุษย์นั้นจึงเป็นเรื่องประดิษฐ์ใหม่ในสมัยหลัง ไม่ใช่พิธีกรรมเฉพาะของไทยที่เก่าแก่แต่ใดมาอย่างที่มักเข้าใจผิดกันนั่นเอง โดย ม.ล.ปิ่น มาลากุล เพิ่งได้เริ่มกำหนดแบบแผนของพิธีไหว้ครูให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติอย่างเดียวกัน เมื่อภาคการศึกษาต้นของปี พ.ศ.2486 และได้กำหนดให้วันพฤหัสบดีแรกของเดือนมิถุนายนประจำทุกปีนั้นเป็นวันไหว้ครู

แต่ไม่ใช่ว่าการไหว้ครูอย่างที่เราคุ้นๆ กันในปัจจุบันนี้จะเพิ่งเริ่มกันในสมัย ม.ล.ปิ่นนะครับ เพราะหลักฐานการไหว้ครูในลักษณะใกล้เคียงปัจจุบันเก่าแก่ที่สุด เมื่อปีแรกในรัชกาลที่ 6 ที่โรงเรียนราชกุมาร เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2453 แต่จากหนังสือที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีกราบบังคมทูลพระกรุณาถึงรัชกาลที่ 6 มีข้อความระบุว่า

“ต่อไปนี้ได้ทำพิธีไหว้ครูตามธรรมเนียมของกรมศึกษาธิการ คือให้นักเรียนจุดธูปเทียนบูชาที่โต๊ะหนังสือ ซึ่งจัดตั้งไว้โดยเฉภาะ แล้วให้นักเรียนอ่านคำไหว้ครูด้วยกิริยาเคารพ ต่อนั้นไปก็ได้เริ่มการสอนเปนลำดับมา”

แปลง่ายๆ ว่า ก่อนที่ ม.ล.ปิ่นจะประดิษฐ์การไหว้ครูมนุษย์แบบปัจจุบันขึ้นมานั้น ยังไม่มีการไหว้ครูมนุษย์แบบปัจจุบัน ซึ่งก็คงเป็นเพราะถ้ายังมีชีวิตอยู่ “ครู” ก็ยังเป็นมนุษย์ ที่ทำเรื่องผิดพลาด หรือไม่ดีไม่งามได้ ไม่ต่างอะไรไปจากนักเรียน คนโบราณท่านจึงไหว้หนังสือ อันเป็นตัวแทนของความรู้ และถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ดังมีความเชื่อที่ห้ามไม่ให้เดินข้ามหรือเหยียบหนังสือนั่นเอง

 

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องตลกร้ายอยู่พอดูนะครับ ที่การไหว้ครูมนุษย์นั้น เกิดขึ้นหลังสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงประกาศให้คนไทยยกเลิกการหมอบคลานกราบไหว้ ด้วยเห็นว่าเป็นการกดขี่มนุษย์ด้วยกันเอง มันเสียอย่างนั้น

“ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่ให้ผู้น้อยเลิกหมอบคลาน กราบไหว้ต่อเจ้านายและผู้มีบรรดาศักดิ์” เป็นส่วนหนึ่งของราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 1 วันจันทร เดือน 8 แรม ค่ำ 1 ปีจอฉศก 1236 แผนที่ 7 (อักขรวิธี และเว้นวรรคตามต้นฉบับ) ตรงกับปี พ.ศ.2416 มีข้อความระบุถึงพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ที่มีต่อธรรมเนียมการหมอบคลาน กราบไหว้ เอาไว้อย่างโจ่งแจ้งที่สุดจนไม่รู้ว่าจะโจ่งแจ้งขนาดนี้ได้อย่างไรแล้วว่า

“…ตั้งแต่ได้เสดจเถลิงถวัลยราชสมบัติมา ก็ตั้งพระราชหฤไทย ที่จะทำนุบำรุงพระราชอาณาจักร ให้มีความศุกความเจริญแก่พระบรมวงษานุวงษ แลข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อยทั้งสมณชีพราหมณ์ ประชาราษฎรทั้งปวงทั่วไป การสิ่งไรที่เปนการกดขี่แก่กันให้ได้ความยากลำบากนั้น ทรงพระดำริห์จะไม่ให้มีแก่ชนทั้งหลายในพระราชอาณาจักรต่อไป

ด้วยได้ทรงพระราชดำริห์เหนว่า ในมหาประเทศต่างๆ ซึ่งเปนมหานครอันใหญ่ ในทิศตวันออก ตวันตก ในประเทศอาเซียนี้ ฝ่ายตวันออก คือประเทศจีน ประเทศญวน ประเทศยี่ปุ่น แลฝ่ายตวันตก คืออินเดีย แลประเทศที่ใช้การกดขี่ให้ผู้น้อยหมอบคลานกราบไหว้ต่อเจ้านายแลผู้มีบันดาศักดิ ที่เหมือนกับธรรมเนียมในประเทศสยามนั้น บัดนี้ประเทศเหล่านั้นก็ได้เลิกเปลี่ยนธรรมเนียมนั้นหมดทุกประเทศด้วยกันแล้ว…” (จัดย่อหน้าใหม่โดยผู้เขียน)

แปลความหมายง่ายๆ จากข้อความข้างต้นได้ว่า รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริถึงการ “หมอบ” “คลาน” “กราบ” และ “ไหว้” ต่อเจ้านายและผู้มีบรรดาศักดิ์ว่า เป็นการ “กดขี่กันให้ได้ความยากลำบาก” อย่างชัดเจน

 

แถมยังทรงระบุไว้ชัดๆ อีกด้วยว่า “ฝ่ายตวันตก คืออินเดีย แลประเทศที่ใช้การกดขี่ให้ผู้น้อยหมอบคลานกราบไหว้ต่อเจ้านายแลผู้มีบันดาศักดิ ที่เหมือนกับธรรมเนียมในประเทศสยาม” ดังนั้น การหมอบคลานกราบไหว้ในที่นี้ พระองค์จึงหมายถึงธรรมเนียมเดิมๆ ที่เคยมีมาก่อนในราชสำนักสยามนั่นแหละนะครับ

พระปิยมหาราชทรงบอกต่อไปในประกาศฉบับนี้อีกด้วยว่า

“…การที่เขาได้พร้อมกัน เลิกเปลี่ยนธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้นั้นก็เพราะเพื่อจะได้เหนความดีที่จะไม่มีการกดขี่กันในบ้านเมืองนั้นอีกต่อไป ประเทศใด เมืองใด ที่ได้ยกธรรมเนียม ที่เปนการกดขี่ซึ่งกันและกัน ประเทศนั้นเมืองนั้น ก็เหนว่ามีแต่ความเจริญมาทุกๆ เมืองโดยมาก…”

ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริไปในทิศทางที่ว่า หากสยามยกเลิกธรรมเนียมการ “หมอบคลานกราบไหว้” ที่มาแต่เดิมแล้ว ประเทศก็จะเจริญขึ้น เพราะได้ยกเลิกเอา “การกดขี่ซึ่งกันและกัน” ออกไปจากสังคม

 

พระองค์ยังทรงย้ำอีกด้วยว่า “การกดขี่ซึ่งกันและกัน” ดังกล่าวนั้นก็มีในประเทศสยาม และทรงเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม แถมสำหรับพระองค์แล้ว การหมอบคลานกราบไหว้ ยังไม่ใช่ธรรมเนียมเดียวที่ไม่ยุติธรรมนะครับ ยังมีธรรมเนียมอื่นๆ อีกด้วย ดังข้อความในประกาศฉบับเดียวกันนี้ที่ว่า

“…ก็ในประเทศสยามนี้ ธรรมเนียมบ้านเมือง ที่เปนการกดขี่แก่กัน อันไม่ต้องด้วยยุติธรรมนั้น ก็ยังมีอยู่อีกหลายอย่าง…”

ทั้งหมดนี้ รัชกาลที่ 5 ก็ทรงใช้พระองค์เองเป็นตัวอย่างให้ประชาชน หรือใครต่อใครอีกบานตะเกียงได้เห็นถึงพระทัยอันแน่วแน่ ด้วยการออกพระราชบัญญัติในราชกิจจานุเบกษาฉบับเดียวกันโดยมีหลักใหญ่ใจความด้วยการระบุให้ “ไม่ต้องหมอบกราบพระองค์”

และเราก็อาจจะสรุปแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 จากข้อความตอนท้ายในประกาศฉบับเดียวกันนี้เอง ซึ่งมีใจความระบุว่า

“แลธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก ผู้น้อยที่ต้องหมอบคลานนั้น ได้ความเหน็ดเหนื่อยลำบาก เพราะจะให้ยศผู้ใหญ่ก็การทำยศ ที่ให้คนหมอบคลานกราบไหว้นี้ ไม่ทรงเหนว่ามีประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ผู้น้อยที่ต้องมากราบไหว้ให้ยศต่อท่านผู้เปนใหญ่นั้น ก็ต้องทนลำบากอยู่ จนสิ้นวาระของตนแล้วจึ่งจะได้ออกมา พ้นท่านผู้ที่เปนใหญ่ ธรรมเนียมอันนี้แลเหนว่าเปนต้นแห่งการที่เปนการกดขี่แก่กันทั้งปวง เพราะฉนั้นจึ่งต้องละพระราชประเพณีเดิมที่ถือว่าหมอบคลานเปนการเคารพอย่างยิ่งในประเทศสยามนี้เสีย”

ดังนั้น จะไม่ให้การ “ไหว้ครูมนุษย์” เป็นเรื่องที่ตลกร้ายได้อย่างไรกันเล่าครับ ในเมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกการ “หมอบคลานกราบไหว้” ด้วย “ไม่ทรงเห็นว่ามีประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย” และยังทรงเชื่อจะทำให้ประเทศเจริญขึ้น

แต่คนในยุคหลังจากพระองค์ (และเลยมาจนถึงยุคปัจจุบัน) กลับเอาสิ่งที่พระองค์เห็นว่าไม่มีประโยชน์มาใช้กับ “ครูมนุษย์” ราวกับว่าครูที่ยังมีลมหายใจเหล่านี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งๆ ที่ในธรรมเนียมโบราณนั้น เขาก็ไม่เคยไหว้ “ครู” ที่เป็นมนุษย์กันเสียหน่อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...