โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พนักงานใช้รถยนต์ไฟฟ้า จะจ่ายค่าน้ำมันยังไงดี ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2563 เวลา 01.25 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2563 เวลา 02.47 น.

คอลัมน์ เอชอาร์ คอร์เนอร์

โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ http://tamrongsakk.blogspot.com

ผมเคยเขียนเรื่องของการให้สวัสดิการค่าน้ำมันกับพนักงานไปแล้วว่าฝ่ายบริหารควรมี “หลักเกณฑ์” ให้ชัดเจนว่า ค่าน้ำมันนั้นต้องการจะให้เป็น “สวัสดิการ” หรือเป็น “รายได้เสริม” ให้กับพนักงานกันแน่

ถ้ามีวัตถุประสงค์จะให้เป็นสวัสดิการจริง ๆ ก็ควรจะใช้วิธีทำfleet card ให้พนักงานไปเลย หรือให้พนักงานนำใบเสร็จมาเบิกตามสิทธิ จะดีกว่าการนำค่าน้ำมันเข้าไปใน payroll เพราะจะทำให้เกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถือเป็นเงินได้ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย, ค่าน้ำมันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะถูกหักภาษี, พนักงานไม่อยากจะใช้เงินนี้เพื่อประโยชน์ของบริษัทเพราะจะทำให้ตัวเองเสียรายได้ไป

หรือแม้แต่สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น “ค่าจ้าง” ที่จะต้องนำไปรวมเป็นฐานในการคำนวณโอที, ค่าชดเชย, ค่าบอกกล่าวฯ, เงินสมทบประกันสังคม

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมไปพูดเรื่องเกี่ยวกับการบริหารค่าจ้างเงินเดือน ก็ได้รับคำถามมาว่า…เดิมบริษัทให้ค่าน้ำมันกับพนักงานเดือนละ 10,000 บาท โดยให้พนักงานนำใบเสร็จมาให้บริษัททุกสิ้นเดือน แต่ตอนนี้พนักงานซื้อรถใหม่ เป็นรถยนต์ไฟฟ้า จะจ่ายค่าน้ำมันให้พนักงานคนนี้ยังไงดี ?

และถ้าบริษัทไม่จ่ายค่าน้ำมัน พนักงานจะรู้สึกว่าขาดรายได้ไปเดือนละ 10,000 บาทหรือไม่ ?

น่าคิดนะครับ

ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจ และอาจจะเป็นข้อคิดสำหรับ HR ที่ดูแลเรื่องสวัสดิการนี้ในอนาคต (หรืออาจจะมีบางบริษัทเจอกรณีเดียวกันนี้บ้างแล้วก็ได้) ก็เลยนำมาแชร์ไอเดียกันอย่างนี้ครับ

1.HR ควรขอข้อมูลจากบริษัทรถยนต์ว่ารถไฟฟ้ารุ่นที่พนักงานซื้อนั้น ถ้าชาร์จไฟเต็มแบตจะวิ่งได้กี่กิโลเมตร (โดยเฉลี่ย) แล้วต้องใช้ไฟฟ้าไปประมาณกี่หน่วย ค่าไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่ และถ้าต้องชาร์จกับสถานที่สาธารณะจะมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำมาคำนวณได้ว่าในหนึ่งเดือนจะใช้ไฟฟ้ากี่หน่วย คิดเป็นเงินกี่บาท

2.สิ่งสำคัญคือ “ข้อมูล” HR จำเป็นจะต้องหาข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอ ไม่ควรคิดแบบมโนแล้วกำหนดตัวเลขค่าไฟฟ้าขึ้นมาลอย ๆ นะครับ

3.HR ต้องเขียนระเบียบสวัสดิการค่าไฟฟ้าสำหรับชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยอ้างถึงระเบียบสวัสดิการเดิมที่บริษัทเคยให้เป็นสวัสดิการค่าน้ำมัน โดยให้พนักงานนำใบเสร็จมาเบิก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป บริษัทจึงมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบสวัสดิการค่าน้ำมันเพิ่มเติมสำหรับพนักงานที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยให้พนักงานที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับสวัสดิการใหม่นี้เดือนละกี่บาทก็ว่ากันไป

4.ส่วนคำถามที่ว่าถ้าพนักงานเคยได้รับค่าน้ำมันเดือนละ 10,000 บาท แต่พอเปลี่ยนมาเป็นได้รับค่าไฟฟ้า (สำหรับชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์) น้อยลงกว่าเดิม เช่น สมมุติได้รับค่าไฟฟ้าเดือนละ 3,000 บาท พนักงานจะรู้สึกว่ามีรายได้น้อยลงหรือไม่ ตรงนี้บริษัทต้องอธิบายให้พนักงานทราบว่า ค่าน้ำมันเป็น “สวัสดิการ” ไม่ใช่ “รายได้เสริม”

เมื่อพนักงานเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้วมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์น้อยลงก็ย่อมได้รับสวัสดิการตามจริง

5.ในข้อ 4 ก็คงจะเกิดปัญหาสำหรับบริษัทที่ไม่ได้ยึดหลักเกณฑ์ว่า ค่าน้ำมัน คือ “สวัสดิการ” แต่ไปทำให้ค่าน้ำมันเป็น “รายได้” ซึ่งมักจะนำค่าน้ำมันเข้า payroll ทุกเดือน จนกลายเป็นรายได้เสริมของพนักงานไปแล้ว นี่คือปัญหาของการใช้ “หลักกู” ไม่ใช้ “หลักเกณฑ์” ของผู้บริหารในบางองค์กร คือ มีหลักเกณฑ์แต่ไม่ใช้ พอใช้หลักกูมาก ๆ เข้าก็เริ่มเป๋ และอธิบายเหตุผลกับพนักงานไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาปวดหัวตามมาให้แก้ไขต่อไปเรื่อย ๆ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทแหละครับ จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อหลัก (เกณฑ์) ต้องแม่นเสียก่อนครับ

เท่าที่ผมนึกออกตอนนี้มีเท่านี้ก่อนนะครับ แต่ถ้าใครมีไอเดียอะไรดี ๆ สามารถแลกเปลี่ยนมาได้ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนอ่านที่จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...