โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำยังไงแชตของเราถึงจะปลอดภัย? ว่าด้วยปัญหาความเป็นส่วนตัวใน Chat Application

The MATTER

เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2563 เวลา 09.31 น. • Have a Geek Time

ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่หลายๆคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เรื่องของ iMessage ที่มีลิงก์พนันส่งมาให้จากใครก็ไม่รู้ ไปจนกระทั่งแอพพลิเคชั่น Line ที่ปล่อยฟีเจอร์ให้เพื่อนๆ ในลิสต์สามารถเห็นได้ว่าเรากำลังติดตาม Official Account ไหนบ้าง ต่อมาภายหลังก็ได้ถอนฟีเจอร์นี้ออกไปหลังจากโดนกระแสตีกลับค่อนข้างแรง จนหลายคนเกิดความสงสัยว่าสิ่งที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวมากขนาดไหน?

Mobile Messaging หรือ Chat Applications นั้นได้รับความนิยมมากขึ้นจนสำหรับหลายคนกลายเป็นช่องทางการสื่อสารหลักแทนการส่งอีเมล การโทรหากัน หรือพบเจอกันตัวเป็นๆ ไปแล้ว เหตุผลหลักที่การใช้งานของ Chat Applications ได้รับความนิยมมากขึ้นมีอยู่สองอย่างหลักๆ ด้วยกัน หนึ่งคือตอนนี้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงสมาร์ตโฟนและอินเตอร์เน็ตในราคาที่ย่อมเยาว์มากยิ่งขึ้น และสองคือระบบเดิมอย่างการส่ง SMS หรือ e-mail นั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยที่ Chat Applications นั้นสื่อสารได้เร็วกว่า มีความหลากหลายมากกว่า และเข้าถึงได้ง่ายกว่าด้วย

สิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องของข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ถูกส่งผ่านไปมาบนอินเตอร์เนต ทั้งข้อความ ข้อมูลเอกสาร รูปภาพ และข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เหล่านี้ถูกเก็บไว้ที่ไหนสักที่หนึ่งออนไลน์และผู้ใช้งานก็หวังได้เพียงแค่ว่าบริษัทเหล่านั้นจะดูแลไม่ให้มันหลุดออกไปสู่มือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และแฮกเกอร์ทั้งหลาย

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามแบบนี้คือผู้ใช้งานไม่รู้ว่าหลังจากที่กด 'ส่ง' แล้ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นบ้าง เมื่อก่อนหลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ได้สำคัญอะไร การเข้ารหัสข้อมูล (encryption) นั้นจะถูกใช้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานเป็นพวกขี้ระแวงหรือกลุ่มคนที่ทำงานกับข้อมูลที่เป็นความลับทางราชการเท่านั้น แต่หลังจาก เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) อดีตลูกจ้างของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ หรือ NSA เปิดเผยข้อมูลลับเรื่องที่ NSA ลักลอบเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือและอีเมล ของประชาชนอเมริกันหลายล้านคน ผู้ใช้งานทั่วไปก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า 'Online Privacy' และ 'Data Security' มากยิ่งขึ้น

ยิ่งนับวันความกังวลก็มีมากยิ่งขึ้น ข่าวของข้อมูลที่รั่วไหลหรือการจับตาดูข้อมูลของประชาชนเกิดขึ้นทั่วโลก อย่างไทยเองก็มีข่าวแถลงโดย BBC ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ อย่างกรณีนักศึกษาธรรมศาสตร์คนหนึ่งถูกตำรวจนอกเครื่องแบบจับกุมเมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2562 หลังจากเธอโพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรัฐบาลและสถาบันกษัตริย์ในทวิตเตอร์และมีผู้แชร์กว่า 60,000 ครั้ง และสถานการณ์เหล่านี้ก็ไม่ได้ดีขึ้น เราอยู่ในยุคที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บเอาไว้ทั้งหมดในรูปใดรูปแบบหนึ่ง บริษัทผู้ให้บริการแน่นอนว่าอยากได้ข้อมูลตรงนี้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ รัฐบาลเองก็มีข่าวว่ามีการพยายามล้วงข้อมูลของประชาชนโดยไม่มีการขออนุญาตก่อนอยู่เป็นประจำ (ไม่ว่าด้วยเหตุผลเพื่อความปลอดภัยของประชาชนหรืออะไรก็ตามแต่)​  อย่างเหตุการณ์ที่รัฐบาลของรัสเซียได้บล็อกการใช้งานของแอพพลิเคชั่น Telegram ในประเทศ ทั้งๆ ที่เป็นแอพพลิเคชันแชตสื่อสารสัญชาติรัสเซียแท้ๆ เหตุผลก็เพราะว่า Telegram ปฏิเสธรัฐบาลรัสเซียในการเข้าถึงระบบแบบลับๆ หน่วยงานความมั่นคง Federal Security Service หรือ FSB อ้างว่า อาชญากรที่ก่อเหตุก่อการร้ายใช้ Telegram เป็นช่องทางสื่อสาร จึงเป็นสาเหตุให้รัสเซียบล็อกคนรัสเซียไม่ให้เข้าถึง Telegram ตั้งแต่เดือนเมษายนปี ค.ศ.2018

เมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น บริษัทผู้ให้บริการ

ก็เริ่มหันมาใช้ฟีเจอร์ที่เรียกว่า End-to-End Encryption

หรือการใส่รหัสข้อมูลระหว่างการส่งไปยังผู้รับ

และข้อมูลเหล่านี้ก็จะไม่มีการเก็บเอาไว้แบบไม่ใส่รหัสบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอีกด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่านอกจากสองฝั่งของการสนทนา ก็จะไม่มีใครเห็นข้อมูลตรงนี้เลย แม้กระทั่งผู้ให้บริการ(หรือรัฐบาล) เองก็ตาม ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสก่อนส่งไปยังปลายทาง และปลายทางเท่านั้นที่จะมีกุญแจเพื่อไขรหัสนี้และดูว่าข้อมูลที่ส่งมาคืออะไร

นี่ถือว่าเป็นมาตรฐานของความปลอดภัยที่อย่างน้อยๆ แอพพลิเคชั่นแชตควรต้องมีในเวลานี้ ทั้ง Signal, Line, WhatsApp หรือ Facebook Messenger ต่างใช้ End-to-End encryption ทั้งนั้น แม้ว่าบางอันอย่าง Facebook Messenger, Telegram หรือ Skype จะไม่ได้เปิดใช้ตั้งแต่แรก ต้องมีการตั้งค่าในการใช้ฟีเจอร์นี้ภายในแอพพลิเคชั่น ไม่เช่นนั้นแอพพลิเคชั่นจะใช้เพียงแค่ Encryption in Transit ที่ใส่รหัสตอนส่ง แล้วไปเก็บไว้ที่บนเซิร์ฟเวอร์บริษัท ก่อนจะใส่รหัสออกไปอีกครั้งตอนส่งไปหาผู้รับ ปัญหาก็คือว่าถ้ามีคนสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ให้บริการตรงนั้นได้ก็สามารถอ่านข้อมูลทั้งหมดได้เลยทันที ส่วน WeChat เป็นอีกแอพพลิเคชั่นหนึ่งที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัว สำหรับแอพแชตสัญชาติจีนนี้ End-to-End Encryption ไม่ได้ให้มาด้วย แถมถ้ารัฐบาลต้องการข้อมูลก็ยินดีพร้อมที่จะยื่นให้อีกต่างหาก สำหรับคนที่ใช้ WeChat แล้วกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและข้อมูล การลบทิ้งหรือเลี่ยงใช้ไปเลยคงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

คำถามต่อมาที่ทุกคนมีก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการเก็บข้อมูลเหล่านี้และระยะเวลาที่เก็บเอาไว้บนเซิร์ฟเวอร์ แอพพลิเคชั่นอย่าง ​iMessage ของ ​Apple, Viber หรือ Dust ก็มีการป้องกันที่ดีขึ้นมาอีกนิดหน่อยตรงที่การเก็บข้อมูลนั้นจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ iMessage ลบข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์หลังจาก 7 วัน แต่สำหรับ iMessage แล้วก็มีปัญหาอีกอย่างก็คือเมื่อผู้รับไม่ได้ใช้อุปกรณ์ของ Apple ข้อมูลก็จะไม่ถูกใส่รหัสไปด้วย หรืออย่าง Dust ก็จะเก็บไว้บนพื้นที่ชั่วคราวอย่าง RAM (random-access memory) ของเซิร์ฟเวอร์เลย หลังจากที่ผู้รับได้รับข้อมูล ก็ถูกลบออกจาก RAM ทันที หรือถ้าอยากจะตั้งให้ลบข้อมูลจากผู้ส่งบางคนจากเครื่องได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ก็มีอีกฟีเจอร์หนึ่งที่เรียกว่า 'self-destruct' ที่หลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็จะถูกลบทิ้งทันที ทั้งจากเครื่องผู้ส่งและผู้รับ (สำหรับบางแชตแอพพลิเคชั่นถึงขั้นที่ว่าทำให้เป็น Open-Source เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปเช็คโค้ดของโปรแกรมได้ว่าทำอะไรบ้าง)

แอพพลิเคชั่นที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Facebook Messenger ที่มีคนใช้ทั่วโลกประมาณ 1,400 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะเติบโตไปเป็น 2,400 ล้านคนภายในปี ค.ศ.2021 โดยจากสถิติแล้วมีการส่งข้อความถึงกันกว่า 2 หมื่นล้านข้อความต่อเดือน ด้วยความที่แอพพลิเคชั่นตัวนี้มาพร้อมกับบัญชี Facebook ของทุกคนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเข้าถึงจึงเป็นเรื่องง่ายมาก มีทั้งการส่งข้อความปกติ ข้อความเสียง และวิดีโอคอล แต่ว่าการเข้ารหัสแบบ End-to-End Encryption นั้นจะไม่ถูกเปิดใช้อัตโนมัติ ถ้าต้องการใช้ฟีเจอร์นี้ต้องเข้าไปที่บทสนทนาแต่ละอัน แล้วเปิดฟีเจอร์ ‘Secret Conversation’ และสามารถเริ่มบทสนทนา ส่วนทางLine เองก็มีฟีเจอร์ ‘Letter Sealing’ ที่เป็น End-to-End Encryption เราเข้าไปเปิดปิดได้ที่ในหน้าตั้งค่า ซึ่งจะทำงานก็ต่อเมื่อทั้งสองฝั่งเปิดฟีเจอร์นี้ด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นจะเป็นแค่ Encryption in Transit เท่านั้น

สุดท้ายแล้ว Chat Applications คงไม่จากเราไปไหน เราเลือกใช้บางอันด้วยหลายๆ เหตุผล อาจจะเพราะมีกลุ่มเพื่อนอยู่ที่หนึ่ง ที่ทำงานใช้ที่หนึ่ง ครอบครัวใช้อีกที่หนึ่ง แต่ละที่ก็อาจจะต้องการความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัยของข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานทุกคนควรทราบก็คือ ไม่ว่าจะใช้แอพพลิเคชั่นตัวไหน การเข้าใจถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในการใช้งานของแต่ละอันเป็นยังไง มีการตั้งค่าแบบไหน และแบบไหนควรหลีกเลี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญมากและไม่ควรมองข้าม

มีคำพูดหนึ่งที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ ว่า 'ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนอะไร' ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูกไปซะทั้งหมด เพราะโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยงามแบบนั้น ในบางสถานการณ์ที่แม้ผมไม่ได้ทำอะไรผิด อาจจะระบายความคับข้องใจให้คนในครอบครัว คนใกล้ชิดฟัง แต่ใครก็ตามที่เฝ้าดูข้อมูลตรงนั้นและมีอำนาจตัดสินในมือดันเห็นตรงข้าม มันก็อาจจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันตามมาก็ได้

อ้างอิงข้อมูลจาก

The Very Best Encrypted Messaging Apps

15+ Incredible Facebook Messenger Statistics in 2020

A Comparison of Chat Applications in Terms of Security and Privacy

Are your phone camera and microphone spying on you?

Why China’s tech-savvy millennials are quitting WeChat

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...