โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : อโรคยศาล และบ้านมีไฟ การขยายพระบารมีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บนราชมรรคา

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 พ.ย. 2563 เวลา 04.52 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2563 เวลา 04.52 น.

จารึกปราสาทตาพรหม ในประเทศกัมพูชา ที่มีศักราชระบุในเนื้อความว่าสร้างขึ้นเมื่อเรือน พ.ศ.1729 ได้อ้างว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเมืองพระนครหลวง หรือนครธม (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1724-1761) ได้สร้างอะไรที่ในจารึกหลักนี้เรียกว่า “อโรคยศาล” 102 แห่ง ขึ้นในเมืองต่างๆ ในราชอาณาจักรของพระองค์

“อโรคยศาล” แปลตรงตัวว่า “ศาลาไร้โรค” ฟังดูก็ชวนให้นึกถึงโรงพยาบาลนะครับ แต่รูปร่างหน้าตาก็คงจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ในอโรคยศาลเหล่านี้ยังมีการสร้าง “สุคตาลัย” ที่แปลตรงตัวเช่นกันว่า “ที่อยู่ของพระพุทธเจ้า” ขึ้นเพื่อศาสนสถานประจำอโรคยศาลแต่ละแห่ง แต่มักจะเข้าใจผิดและไปเรียก “ศาลพระภูมิ” ประจำศาลาไร้โรคกันว่าเป็นตัวอโรคยศาลเอง

ที่สำคัญก็คือการรักษาพยาบาลในสมัยนั้น เขาน่าจะทำกันในอาคารที่ปลูกขึ้นจากไม้ (ส่วนจะสร้างจากไม้ไผ่ หรือไม่อะไรนั่นก็อีกเรื่อง) มากกว่าที่พากันไปรักษาในปราสาทที่ก่อขึ้นจากศิลาแลง และอาคารเครื่องไม้เหล่านี้ก็คงจะสร้างอยู่รายรอบ หรือตั้งอยู่ใกล้กันกับสุคตาลัย ที่เป็นเหมือนอาคารประธาน ที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรม และมีหน้าที่เชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับบารมี หรือพระราชอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั่นเอง

และก็เป็นภายในศาลพระภูมิเหล่านี้นี่แหละ ที่มักจะพบศิลาจารึกซึ่งก็ช่วยให้เราทราบข้อมูลเกี่ยวกับอะไรที่เรียกว่า “อโรคยศาล” และ “สุคตาลัย” มากขึ้นอีกพอดู

 

จารึกที่พบในสุคตาลัยแต่ละแห่งจะมีข้อความและรูปแบบการลำดับความซ้ำๆ กัน โดยเริ่มจาก

1) บทนมัสการพระพุทธเจ้าตรีกาย ได้แก่ พระธรรมกาย พระนิรมาณกาย และพระสัมโภคกาย

2) กล่าวถึงคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าไภสัชยคุรุ พระโพธิสัตว์สูรยไวโรจนะ และพระโพธิสัตว์จันทรไวโรจนะ ว่าผู้ป่วยเพียงเอ่ยนามของพระองค์ก็หายจากโรคภัยได้

3) การปราบปรามโรคระบาดของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วยการระดมหมอผู้เชี่ยวชาญในการใช้ยา เช่นเดียวกับกองทัพที่ต้องใช้ทหารปราบข้าศึก พระองค์จึงสร้างอโรคยศาล และสุคตาลัย ไว้ใช้ประดิษฐานพระไภสัชยคุรุ และพระโพธิสัตว์ทั้ง 2 องค์ เพื่อบรรเทาทุกข์ภัยของประชาชน จากการศึกสงคราม และโรคระบาด โดยเปรียบเทียบว่าเป็นกลียุค ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เป็นผู้มาปราบยุคเข็ญ

4) ข้อความระบุจำนวนเจ้าหน้าที่ในอโรคยศาล เช่น หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ต้มยา เจ้าหน้าที่ประกอบพิธีบูชายัญ โหราจารย์ ฯลฯ ซึ่งจะมีจำนวนแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง โดยน่าจะขึ้นอยู่กับขนาดของอโรคยศาล ที่สัมพันธ์อยู่กับความสำคัญของพื้นที่บริเวณที่สร้างอโรคยศาลแห่งนั้นอีกทอดหนึ่ง

และ 5) รายชื่อสมุนไพร เครื่องยา เครื่องใช้ และสิ่งของต่างๆ ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชทานให้ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในจารึกแต่ละหลัก ตามแต่ความสำคัญของอโรคยศาลแต่ละแห่งเช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า การสร้างอโรคยศาล และสุคตาลัยนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นการสร้างเพื่อรักษาพยาบาลจริงๆ และประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ในศาสนาพุทธมหายาน แต่ทั้งหมดนี้ก็ถูกเปรียบเหมือนการทำศึกสงครามกับโรคระบาดในกลียุคที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นผู้มาปราบ การสร้างทั้งอโรคยศาล และสุคตาลัย จึงเป็นทั้งการสั่งสมบุญบารมี และขยายพระบารมีของพระองค์ไปยังดินแดนต่างๆ พร้อมกันไปในตัว

 

ข้อความในจารึกปราสาทพระขรรค์ ประเทศกัมพูชา ที่สร้างขึ้นหลังจารึกปราสาทตาพรหมไม่นานนัก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจาก “อโรคยศาล” กับ “สุคตาลัย” แล้ว พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยังได้สร้าง “วหนิคฤหะ” คือ “บ้านที่มีไฟ” ไว้อีก 121 แห่งตามเส้นทางที่จารึกเรียกว่า “ราชมรรคา” คือ เส้นทางสายต่างๆ ที่มีเมืองพระนครหลวงเป็นศูนย์กลาง

ส่วนบ้านที่มีไฟนั้นนักอ่านจารึกโบราณเขาสันนิษฐานกันว่าคือ “ที่พักสำหรับคนเดินทาง” อย่างที่ในอินเดียเรียกกันว่า “ธรรมศาลา”

แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า? ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะสรุปได้ เพราะอะไรที่ในจารึกเรียกว่า วหนิคฤหะ ที่ว่านี้ก็เป็นปราสาทก่อด้วยศิลาแลง มีรูปเคารพประดิษฐานอยู่ภายใน ถ้าใครจะพักค้างแรม ก็ควรจะมีอาคารที่อยู่รายรอบ โดยมีบ้านที่มีไฟนี้เป็นจุดหมายตาสำคัญเสียมากกว่า

ไม่ว่า “บ้านที่มีไฟ” จะหมายถึงอะไรก็ตาม แต่เจ้าสิ่งปลูกสร้างชนิดนี้ก็สร้างขึ้นตามเส้นทางเดียวกัน กับ “อโรคยศาล” และ “สุคตาลัย” ดังนั้น การสร้างสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ย่อมเป็นการสร้างพระบารมี ผ่านทางเส้นทางราชมรรคาไปยังดินแดนส่วนต่างๆ ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ด้วย

 

ที่น่าสนใจก็คือ ในจารึกปราสาทพระขรรค์ยังบอกอีกด้วยว่า ระหว่างเส้นทางจากเมืองพระนครหลวง มายังเมืองพิมายนั้น พระเจ้าชัยวรมันได้สร้างบ้านที่มีไฟไว้ถึง 17 แห่ง

จำนวนบ้านที่มีไฟจากเมืองพระนครหลวงถึงพิมาย แม้จะไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนบ้านที่มีไฟซึ่งพระองค์สร้างระหว่างเส้นทางจาก เมืองพระนครหลวงไปยังราชธานีของพวกจามปาคือเมืองวิชัย (ปัจจุบันอยู่ในเมืองบิญดิ่ญ ประเทศเวียดนาม) ที่มีมากถึง 57 แห่ง

แต่ก็นับว่ามากกว่าเส้นทางสายอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเส้นทางสายนี้

(ก่อนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะเสด็จขึ้นครองราชย์ พวกจามได้เข้ามาตี และยึดเมืองพระนครได้ 4 ปีต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงสามารถขับไล่พวกจามออกไป จากนั้นจึงเสด็จขึ้นครองราชย์ และสถาปนาเมืองพระนครหลวง หรือนครธมขึ้นใหม่ ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่พระองค์จะให้ความสำคัญกับเส้นทางไปยังเมืองวิชัย และนี่ยังไม่นับว่า เส้นทางจากเมืองพระนครหลวงไปยังเมืองวิชัยนั้นไกลกว่าเส้นทางที่จะมายังเมืองพิมายมากอีกด้วย)

ข้อความในจารึกปราสาทตาพรหม และจารึกปราสาทพระขรรค์ ได้อ้างว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สืบสายมาจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1623-1650) ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์แรกแห่งเมืองพระนคร ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์แห่งเมืองมหิธรปุระ (ที่มักจะเรียกกันว่า ราชวงศ์มหิธรปุระ)

โดยข้อความในจารึกได้พาดพิงถึงเมืองนี้อย่างชัดเจน

 

จารึกทั้งหลายในดินแดนเขมรต่ำคือ ประเทศกัมพูชาปัจจุบันนั้นมักจะระบุว่า มหิธรวรมัน หรือมหิธรปุระ อยู่ทางตอนเหนือของตนเองทั้งสิ้น ดังนั้น นักวิชาการจึงมักจะสันนิษฐานตรงกันว่า สายราชวงศ์ที่มีฐานกำลังอยู่แถบลุ่มน้ำมูน

สำหรับพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ซึ่งทรงมีศักดิ์เป็นพระราชภาดา (ลูกพี่ลูกน้องผู้ชาย) ของพระปัยกา (ปู่ทวด) ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น มีจารึกที่ ศ.ยอร์ช เซเดส์ กำหนดอายุไว้ว่าจารขึ้นเมื่อ พ.ศ.1625 (ซึ่งเป็นหลักที่เก่าที่สุดของพระองค์) สลักอยู่ที่เสาประดับกรอบประตูของปราสาทพนมวัน จ.นครราชสีมา ว่าทรงเป็นผู้ทำนุบำรุงพระศาสนาที่ “รัตนปุระ” ซึ่งก็คือปราสาทพนมวันนั่นแหละครับ

ปราสาทพนมวันนั้นอยู่ห่างจากเมืองพิมายไม่ถึง 50 กิโลเมตร จึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของราชวงศ์มหิธรปุระกับกลุ่มเมืองดังกล่าวและแม่น้ำมูนได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน ปราสาทพนมวันก็อยู่ห่างจากกลุ่มปราสาทเมืองแขก ปราสาทโนนกู่ ปราสาทเมืองเก่า คือเมืองโคราชเก่า หรือที่มีผู้สันนิษฐานว่าคือเมืองราด ประมาณ 50 กิโลเมตร

โดยตั้งอยู่ระหว่างกลางของเมืองพิมาย และเมืองโคราชเก่าพอดี

จึงแสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเดินทางในอดีต และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเมืองโบราณ ที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมขอมเหล่านี้ และอิทธิพลของราชวงศ์มหิธรปุระในบริเวณดังกล่าว

เครือข่ายของมหิธรปุระนี่เอง ที่ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงให้ความสำคัญกับเส้นทางบนราชมรรคาสายนี้ เพราะนี่คือดินแดนแห่งขุมกำลังอำนาจเชื้อสายราชวงศ์ของพระองค์เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...