ถอดตัวตนของ บอย Peacemaker
หากพูดชื่อ บอยPeacemaker ขึ้นมาคุณจะนึกถึงอะไร?
คำตอบอาจเป็นเพลงอกหักนุ่มละมุนบาดใจ, เสียงใสๆ เป็นเอกลักษณ์ หน้าตาของหนุ่มตี๋สุดเท่ที่อาจละลายหัวใจของใครหลายคน แต่ที่ขาดหายไปคือ ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าเขาจะเป็นคนกวน ทะเล้น ขี้เล่น และใช้เสียงสื่อสารเรื่องราวออกมาได้มากกว่าเพลงรัก
นั่นคือสิ่งที่เราเห็นจาก หน้ากากหนอนชาเขียวในรายการ The Mask Singer ซีซั่น 3
“บุคลิกผมจริงๆ ก็เป็นหน้ากากหนอนชาเขียวนี่แหละครับ” บอยบอกกับเราในช่วงหนึ่งของการพูดคุย
คำถามคือ แล้วทำไมภาพจำของบอยที่คิดอยู่ในความทรงจำของเราถึงเป็นได้เพียงหนุ่มตี๋คนที่ร้องเพลงอกหัก จนกระทั่งเราต้องรอให้เขาสวมคอสตูมหนอนชาเขียว ถึงจะได้เชื่อว่าชายหนุ่มคนนี้สามารถเป็นอะไรได้อีกมากกว่าที่คาด
หรือ ‘สิ่งที่เห็น’ จะเกิดขึ้นถ้าเรามี ‘ความเช่ือ’ ว่าคนๆ หนึ่งสามารถทำได้ หรือเปล่า?
การพูดคุยนี้อาจสร้างความเชื่อของคุณที่มีต่อผู้ชายที่ชื่อ บอยPeacemaker เพื่อฉายตัวตนและผลงานของเขาให้ทุกคนเห็น ในแบบที่ไม่ต้องใส่หน้ากาก
หลังจบ The Mask Singer มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
คนรู้จักตัวตนของเรามากขึ้น เค้าจะ ‘ว้าว’ มากขึ้นว่านี่บอยเหรอ มันเปลี่ยนทัศนคติของคนมากกว่า จากที่เคยรู้จักเราก่อนหน้านี้แบบไม่ได้เจาะลึก แต่ถ้าเป็นน้องๆ แฟนคลับเราเค้าจะรู้อยู่แล้วล่ะ เพราะเค้าตามเราไปเล่นทุกที่ แต่คนที่อยู่รอบนอกออกไปก็ได้รู้จักเรามากขึ้น หันมามองเรามากขึ้น
เป็นความตั้งใจที่ทำให้ตัดสินใจมาแข่งไหม
ใช่ครับ จริงๆ จะไม่ไปอยู่แล้วนะ แต่เจี๊ยบ (พิจิตราสิริเวชชะพันธ์) บอกว่า “ไปเถอะ ไม่เห็นยากอะไรเลย แค่ไปเป็นตัวเองให้คนอื่นเห็น” นั่นแหละจุดประกายขึ้นมาเลย
ผมคิดเสมอว่าการที่จะไปออกรายการนี้ เราต้องอำพรางตัวไม่ให้คนจับได้ ต้องปกปิดความเป็นเรา เป็นอีกคนนึง แต่พอคำพูดของเจี๊ยบที่บอกให้เป็นตัวเอง มันคลิกเลยว่าเออ จริงว่ะ มันโคตรจริงเลยกับการเป็นตัวเราเองที่คนอื่นยังไม่รู้ด้วยซ้ำ พอคลิกตรงนั้นแล้วก็สนุกเลย มันมาก เลือกเพลงที่เราชอบ อยากจะโชว์
แต่บอยก็เป็นคนนึงที่น่าจะโดนจีบจากรายการนี้ตั้งแต่ช่วงแรกๆนะ
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีติดต่อเรามาให้ไปแข่งครับ แต่ผมเป็นคนที่กลัวการประกวด กลัวการแข่งขันน่ะ เพราะส่วนตัวผมว่าเพลงมันไม่ได้มีเป็นเรื่องที่ว่าใครจะชนะใคร มันเป็นเรื่องของความชอบกับไม่ชอบมากกว่า เหมือนเรามองรูปวาด บางรูปเรามองว่าไม่เห็นมีอะไรเลย แต่อีกคนมองได้เป็นวันๆ เพลงก็เหมือนกัน มันมีคนชอบและไม่ชอบ แต่ไม่ได้มีใครเก่งกว่าใคร
เพลงไหนที่เป็นตัวบอยที่สุดบนเวที
อย่างDespacito เพลงนี้มีแต่ต่างชาติโคฟเวอร์ ไม่เห็นมีคนไทยทำเลย อยากทำให้เค้าเห็นทั้งคนไทยและต่างชาติว่าคนไทยก็ทำได้ ผมใช้เวลาฝึก 2 เดือนเลยนะ ร้องทุกวัน วันละหลายสิบรอบ ให้เนื้อถูก ให้สำเนียงได้ เพราะเพลงสเปนมันจะยากในเสียง ร เรือ ที่ต่างกับภาษาไทย เราไม่ได้ออกเสียงแบบนี้ มันเลยยากนิดนึงกับการฝึกฝน
หรือถ้าสังเกตดู ผมจะเลือกเพลงที่ค่อนข้างแตะกับชีวิตคน อย่างแม่สาย ก็พูดถึงชีวิต ค่านิยมคนที่เข้ามาเมืองกรุง เพลงที่สอง พลังงานจนก็ให้กำลังใจคนที่สู้ชีวิตให้เค้ามีแรง คำแพง ก็เป็นวัฒนธรรมอีสาน
แม้แต่ บางระจันเอง ด้วยเนื้อหา ดนตรี มันเป็นความเป็นไทยทั้งนั้นเลย บางทีเราฟังแต่เวอร์ชั่นออริจินอล ให้เราเห็นความสามัคคี โอเค เพลงเล่าเรื่องอยู่แล้วล่ะ แต่สิ่งที่ทำให้คนนั่งฟังและรู้สึกไปด้วย มันคือดนตรีที่เป็นไทยจริงๆ เล่าเรื่องสังคมไทยที่อยู่อย่างสงบ ดนตรีก็ต้องเย็นๆ แล้ววันนึงโดนบุก ดนตรีก็เริ่มตื่นเต้นขึ้น มันทำให้เรารู้สึกว่าเออ เราได้ทำหน้าที่ของการสื่อสารวัฒนธรรมไปด้วยนะ
หรือ เรือเล็กต้องออกจากฝั่ง ก็ยากเหมือนกัน เพราะมันเป็นเพลงให้กำลังใจคนอยู่แล้ว แล้วจะทำยังไงให้แปลกไป ก็เลยใส่แร็ปเข้าไป ทั้งหมดเป็นการโชว์ทัศนคติของเรามากกว่าจะโชว์ความสามารถ โชว์เทพ โชว์เก่ง มันเป็นโชว์ที่ทำให้เราได้บอกคนอื่นว่าเรามองชีวิตยังไง หรืออยากบอกอะไรคนฟังมาตลอดสิบกว่าปีที่เราอยู่ในวงการนี้มา
กลัวอะไรที่สุดตอนที่กำลังจะถอดหน้ากาก
ผมกลัวอย่างเดียวคือคนอาจจะผิดหวังที่เป็นเรา คงคิดเยอะไปมั้งครับ เพราะเราอยู่ในวงการมานาน มันมีทั้งคนที่ชอบ เฉยๆ ไม่ชอบ หรือไม่ได้สนใจ แต่ หน้ากากหนอนชาเขียวมันเป็นเหมือนนักร้องใหม่คนหนึ่ง เวลาเราเจอนักร้องใหม่ที่เรารู้สึกประทับใจ เราจะรู้สึกอยากเจอ อยากติดตามเค้า แล้วคนดูก็ติดตามหน้ากากนี้มาครึ่งปี พอถอดออกมา กลายเป็นบอยพีซเมกเกอร์ที่คนรู้จักอยู่แล้ว
ความกลัวที่ว่าเลยเป็นความกลัวที่คนจะรักหน้ากากหนอนชาเขียวน้อยลง แต่ไม่ได้หมายถึงตัวผมเองนะ
เป็นอย่างที่คิดไหม
ผ่านมาเดือนกว่าๆ ผมว่าสิ่งที่เจอมันตรงกันข้ามเลย คนดูแยกกันชัดเจน บอยก็คือบอย หนอนชาเขียวก็คือบอยอีกมุมนึงที่เค้าไม่เคยเห็น บางคนไม่คิดว่าหน้ากากหนอนชาเขียวจะเป็นผม เพราะไม่คิดว่าผมจะเป็นคนบุคลิกแบบนั้น ร้องหรือโชว์อย่างนั้น ซึ่งผมว่ามันดีนะ เพราะเค้าได้เห็นผมในมุมที่เค้าไม่เคยเห็นมาก่อน คิดดูสิ สิบกว่าปีที่รู้จักบอยมา จริงๆ เค้าเป็นแบบนี้ว่ะ หรือบางคนก็ส่งข้อความมาบอกว่ารักเรามากขึ้นจากสิ่งที่เราทำ
มันไม่ได้เป็นอย่างที่เรากลัว แต่เป็นอย่างที่เราไม่ได้คาดคิด ดีใจเหมือนกันนะ
ในมุมมองของคนที่เป็นนักร้องอย่างบอย คุณค่าของเพลงคืออะไร
เราทุกคนที่เป็นศิลปินอยากให้ความสุขกับคนฟัง ให้กำลังใจ ไปเยียวยาเค้า มันไม่ใช่แค่ออกเพลงมา ฮิต เล่นคอนเสิร์ต เก็บเงินกลับบ้าน ไม่ใช่แค่นั้น เพราะเพลงมีค่ามากกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะของผมนะ แต่เป็นเพลงของทุกคนที่มีค่า
วันนึงเค้าอกหัก อาจจะไปฟังเพลงของพี่ บอยด์โกสิยพงษ์ แล้วมีกำลังใจขึ้นมา ก็เป็นไปได้ นั่นเป็นคุณค่าของเพลงที่ว่า ทุกเพลงมีคุณค่าของมัน ที่เราฟังบางเพลงแล้วเฉยๆ อาจเพราะเรายังไม่เจอปัญหาที่มันคลิกกับเพลงนั้น แต่ในวันนึงที่เราเจอปัญหา อาจจะมีบางเพลงที่เป็นเหมือนเพื่อนเรา เหมือนตอนที่ผมเป็นวัยรุ่น อกหักก็ไปนั่งในผับกับเพื่อน ฟังเพลง ลืมไปไม่รักกัน ของวง นูโว มันก็โดนเราในช่วงนั้น ผมว่าแต่ละช่วงชีวิตของคนเราก็จะมีเพลงที่เข้ามาแตกต่างกันไป
บอยอยากให้เพลงของตัวเองเปลี่ยนชีวิตคนในแง่ไหนมากที่สุด
คงไม่ได้อยากเปลี่ยน เรียกว่าให้กำลังใจมากกว่า ให้เพลงของเราเยียวยาเค้า อาจจะไม่ได้ทำให้เค้าพลิกชีวิตขึ้นมาทันทีที่ได้ฟัง ตาสว่างปึ้งเลย มันไม่ใช่ยาวิเศษน่ะครับ แต่จะค่อยๆ เยียวยา รักษาจนดีขึ้น ถ้าจะพูดก็คืออยากให้เพลงเราเหมือนน้ำเซาะทรายไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ทำลายกำแพงบางอย่างที่เค้ามีในชีวิตออกไป อย่างนั้นมากกว่า เป็นเหมือนเพื่อนที่อยู่ตรงนี้ ให้กำลังใจถึงจะไม่มีใคร อยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนกัน
ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อนมีน้องส่งข้อความมาหาผมว่าพี่ชายเค้าเกือบจะฆ่าตัวตาย ทุกคนเศร้ากันไปหมดเพราะพี่เค้ามีลูกแล้ว ถูกผู้หญิงทิ้ง ไม่เป็นอันทำอะไรเลย ไม่กินข้าว คิดแต่จะฆ่าตัวตาย จนวันนึง น้องสาวเค้าเอาเพลง Together ไปให้เค้าฟัง หลังจากนั้นเค้าฟังเพลงนี้ทุกวันจนหายเป็นปกติ แล้วพี่เค้าก็บอกว่าดีขึ้นได้เพราะเพลงๆ นี้
มันทำให้เรารู้สึกแบบ… ขนลุกนะ นี่เล่าแล้วยังขนลุกเลย เพลงๆ นึงยาวแค่สามนาที บางทีเราคิดว่าเป็นแค่เพลงที่เปิดผ่านไป แต่พอมันเข้าไปในใจคน มันมีพลังมหาศาลกว่านั้นเยอะ มันเยียวยาชีวิตคนๆ นึงได้ สำหรับคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายแล้ว ไม่มียา ไม่มีคำพูดไหนจะรักษาเค้าได้ แต่มันมีเพลงที่ทะลุเข้าไปถึงหัวใจเค้าได้ ผมว่ามันสุดยอดที่สุดแล้วครับ ความรู้สึกนี้
ตลอด 15 ปีที่ทำงานมาเพลงของบอยเปลี่ยนไปแค่ไหน
น่าจะเจาะลึกในเรื่องของชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพลงอกหักก็จริง แต่ความรู้สึกในการร้องมันเปลี่ยนไป เหมือนว่าเราร้องให้กับรุ่นน้องฟัง เราเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ๆ ได้ฟัง หรือเพลงของเราได้กลายเป็นเพื่อนเค้าในวันที่เค้าไม่มีใคร ในวันที่เพื่อนปลอบใจให้ตายยังไงมันก็ไม่ถูกใจเรา
แต่พอเราฟังเพลงๆ นึงแล้วมันเป็นเหมือนเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ เข้าใจเราหมดทุกอย่าง พูดออกมาทุกคำแล้วรู้สึกเข้าไปเป๊ะๆ ผมว่าเพลงของผมน่าจะเป็นอย่างนั้น ทำหน้าที่เหมือนเป็นเพื่อนเค้า เป็นเหมือนพี่ที่คอยบอกน้องว่า เฮ้ย ตรงนี้มันเคยมีคนที่ผ่านแบบนี้มาแล้วนะ ระวังนะ
โอเค มันอาจจะเล่าเรื่องคนที่โดนทิ้ง แต่เห็นมั้ยล่ะว่ามันมีคนที่เคยเป็นแบบนี้นะเว้ย แล้วเค้าเป็นแบบนี้นะเว้ย เพราะงั้นอย่าไปทางนี้นะ เป็นทั้งเพลงให้กำลังใจ เพลงที่ขอบคุณ มันบอกได้หมดทุกอย่าง
ที่ว่าเพลงพูดถึงเรื่องข้างในมากขึ้นเกิดจากการเติบโตของตัวบอยด้วยหรือเปล่า
ใช่ครับ ตอนที่แต่งเพลงแรกๆ ผมแต่งด้วยความรู้สึกว่าเฮ้ย คล้องจองว่ะ เพราะว่ะ ต้องโดนแน่ๆ แต่เดี๋ยวนี้เวลาเขียนเพลง ประโยคนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยว่ะ ลบทิ้ง รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองจริงจังกับทุกคำมากขึ้นในเวลาที่เราเขียนเพลงหรือร้องเพลง ถ้าประโยคนี้เป็นแค่ประโยคผ่าน ก็จะรู้สึกเสียดายว่ามันไม่ได้บอกอะไรเลย ไม่มีความหมายอะไรกับหนึ่งประโยคที่เราร้องไป ก็จะแก้ใหม่ นี่คือความรู้สึกเวลาเขียนเพลงตอนนี้
หลังจากนี้จะได้เห็นอะไรที่แตกต่างเหมือนใน The Mask Singer จากบอยไหม
ที่จริงผมตั้งใจทำเพลงที่สนุกมาเรื่อยๆ นะ แต่คนที่ฟังจะมีความเชื่อว่าเพลงของบอยก็ประมาณนี้ ทั้งที่ตัวผมเองจะคิดต่างไป ผมว่าถ้าคุณไม่เชื่อก่อน คุณก็จะไม่ได้เห็นสิ่งที่คาดไม่ถึง ในขณะที่คนฟังทั่วๆ ไปเค้าจะคิดว่าแกต้องทำให้ชั้นเห็นก่อนสิ ชั้นถึงจะเชื่อว่าแกทำอย่างนี้ได้จริงๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อาจจะไม่มีโอกาสออกมาอย่างนั้นทำให้เค้าได้เห็น ให้เค้าได้เชื่อ ในรายการก็เลยเป็นอีกแรงนึงที่ทำให้คนดูได้เปิดใจ เห็นว่าเออ บอยก็เป็นคนบ้าๆ บอๆ แบบนี้ เป็นคนอย่างนั้นนะ
เพราะที่ผ่านมาก็จะเป็นภาพว่าบอยต้องหล่อหน่อยนะ นิ่งๆ นุ่มๆ เค้าก็เลยไม่เชื่อ แต่ตัวผมเองคิดกลับกันว่าถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่มีวันได้เห็นแน่ๆ
แล้วเราควรเชื่อว่า บอย Peacemaker เป็นคนแบบไหนดี
บุคลิกผมจริงๆ ก็เป็นหน้ากากหนอนชาเขียวนี่แหละครับ เป็นคนที่ไม่ได้เรียบร้อยเหมือนที่คนเห็นหรือคิดว่าร้องเพลงช้าๆ ซึ้งๆ ต้องเรียบร้อยแน่ๆ ลองนึกดูสิ คนเป็นพระเอกหนังที่หล่อมากๆ ก็อาจจะเป็นคนกวนๆ ก็ได้จริงไหม เหมือนกันครับ ตัวผมจริงๆ ก็เป็นคนชอบแซว พูดกวน ไม่ได้ติดภาพว่าต้องนิ่งๆ เท่ๆ ขึ้นเวทีผมจะหลุดไปเลย โฟกัสกับคนดู ทุกคนที่มาดูคอนเสิร์ตของเราต้องมีความสุขที่สุด
ที่สำคัญคือผมใส่ความจริงใจลงไปในทุกเพลง ซึ่งมันฟ้องในเพลงของเราจริงๆ ถ้าไม่ได้ใส่ความจริงใจเข้าไป เค้ารู้สึกได้ครับ แล้วนักร้องหลายคนก็มีบทเรียนเรื่องนี้มาเยอะ ไม่ว่าจะร้องในห้องอัดหรือบนเวที ผมว่ามันต้องใส่ความรู้สึกเดียวกันเข้าไป
ถ้าเราไม่จริงใจกับสิ่งที่ตัวเองร้องและอยากสื่อสารออกไป มันสัมผัสได้นะ
สถานที่ : ร้านอกาลิโก