โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"สัตว์ประหลาด" อะไรวะ? ทำไมชาวบ้านชอบหนังดังของ "อภิชาติพงศ์" ปัญญาชนบอกดูยาก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ก.ค. 2566 เวลา 15.02 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2565 เวลา 03.10 น.
[ซ้าย] โปสเตอร์หนัง “สัตว์ประหลาด” (Tropical Malady) ในรูปแบบฉายต่างประเทศ [ขวา] อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ขณะกำกับหนังที่น่าตื่นตะลึงของเขาเรื่อง “สัตว์ประหลาด”

เมื่อปีที่แล้ว (บทความเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 2549 – กองบรรณาธิการ) หลังจากจบการเสวนาที่มีอาจารย์และนักศึกษาเข้าฟังประมาณ 100 คนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมถือโอกาสถามผู้ฟังว่ามีใครเคยได้ยินชื่อ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับภาพยนตร์ที่น่าตื่นตะลึงของเขา เรื่องสัตว์ประหลาดบ้าง ยกมือขึ้น ผมรู้สึกประหลาดใจที่มีผู้ยกมือเพียงประมาณ 15 คน เมื่อผมถามแบบเดียวกันว่ามีใครเคยได้ดูหนังเรื่องนี้จริงๆ แล้วบ้าง ก็มีผู้ตอบรับประมาณ 8-9 คนเท่านั้น เป็นไปได้ไง?

คุณอภิชาติพงศ์ชนะรางวัล Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี ค.ศ. 2004 ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดในโลก นี่ไม่ใช่ความฟลุคครั้งเดียวด้วย ก่อนหน้านั้น 2 ปี คุณอภิชาติพงศ์เคยชนะรางวัลสำคัญที่คานส์สำหรับภาพยนตร์เรื่องสุดเสน่หา

เราคงจะคิดว่าสาธารณชนในกรุงเทพฯ ซึ่งเคยกระเหี้ยนกระหือกับการอ้างเอาว่าไทเกอร์ วูดส์ เป็น “คนไทยระดับโลก” แม้ว่าเขาจะพูดไทยไม่ได้ คงจะรู้สึกภาคภูมิใจและตื่นเต้นกันอย่างสุดๆ กับความสำเร็จอันน่าประทับใจของคุณอภิชาติพงศ์ แต่ไม่เลย คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ถ้าเราดูสารคดีล้อ (mockumentary) ที่เฉลียวฉลาด จิกกัด และตลกมากของ “อลงกต” ที่ชื่อว่า “รุมกัดสัตว์ประหลาด” คำอธิบายก็จะเริ่มเผยออกมา สารคดีล้อเรื่องนี้คอยย้ำเตือนผู้ชมว่า สัตว์ประหลาด ได้ฉายในโรงหนังเพียงแค่ 3 โรง (ล้วนแล้วแต่ในกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น) และแต่ละโรงได้ฉายเป็นระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? ในบทสัมภาษณ์สั้นๆ บรรดาคนดังแต่ไม่เด่นในกรุงเทพฯ และพวกพล่ามในจอพากันพูดว่าหนังเรื่องนี้ “เยี่ยม”, น่าสนใจมากๆ, และสามารถไปถึง “ระดับสากลเหนือกว่าหนังไทยเรื่องอื่นๆ” (พวกเขากำลังมีปฏิกิริยากับรางวัลคานส์มากกว่ากับตัวภาพยนตร์เอง) แต่การบรรยายถึงหนังเรื่องสัตว์ประหลาด ว่าเป็นหนัง “เหนือจริง” และ “แอบส์แตร็กมาก” บ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจหนังเรื่องนี้เลย รวมทั้งการที่พวกเขามั่นใจว่ามันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ที่จะให้หนังเรื่องนี้ไปฉายตามโรงหนังในต่างจังหวัด มันคงจะเกินเลยสติปัญญาเชยๆ ของคนบ้านนอก

จากนั้น สารคดีล้อก็สัมภาษณ์ “ชาวบ้าน” วัยหนุ่มสาวต่ออีก 4 คน (ชาย 3 หญิง 1) ได้อย่างวิเศษ หลังจากที่ชาวบ้านเหล่านี้ถูกพาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อชมการฉายหนังเรื่องสัตว์ประหลาด รอบพิเศษที่สมาคมฝรั่งเศส Alliance Francaise

หลังจากดูจบ ผู้สัมภาษณ์ที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นก็บอกกับชาวบ้านทั้ง 4 คนว่า ปัญญาชนกรุงเทพฯ มากมายหลายคนพบว่าหนังเรื่องนี้ “ยาก” และ “ลึกลับ” แล้วก็ถามพวกเขาว่า พวกเขามีความรู้สึกแบบเดียวกันหรือไม่

“ชาวบ้าน” ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังเยี่ยมมาก ไม่เห็นมีอะไร “ยาก” หรือ “ลึกลับ” เป็นพิเศษ และว่าอยากจะให้หนังเรื่องนี้ไปฉายที่โรงหนังแถวบ้านตัวเอง พวกเขาเข้าใจสัตว์ประหลาดทะลุปรุโปร่งดี เราจะอภิปรายรายละเอียดเกี่ยวกับปฏิกิริยาของชาวบ้านเหล่านี้ในเวลาข้างหน้า

ก่อนที่เราจะไปสู่คำถามว่าทำไมทั้งที่คานส์และบรรดา “ชาวบ้าน” จึงชอบหนังเรื่องนี้กันมาก ในขณะที่คนกรุงเทพฯ ไม่ชอบนั้น ผมก็ควรจะได้รายงานให้ทราบเกี่ยวกับการเดินทางเก็บข้อมูลวิจัยระยะสั้นแบบมือสมัครเล่นที่ผมไปกับคุณมุกหอม วงษ์เทศ และคุณอาดาดล อิงคะวณิช เมื่อเร็วๆ นี้

พวกเราตัดสินใจที่จะใช้เวลา 2 วันในการเดินทางเป็นครึ่งวงกลมรอบๆ กรุงเทพฯ ไปสัมภาษณ์เหล่าบุคคลที่ทำงานในร้านวิดีโอที่จังหวัดชลบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, ราชบุรี, สุพรรณบุรี และอยุธยา ร้านวิดีโอเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท

แบบแรกคือร้านที่เป็นร้านให้เช่า ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตใจกลางเมือง และอีกแบบคือร้านที่ขายดีวีดีทั้งที่มีลิขสิทธิ์และดีวีดีเถื่อนราคาถูก ซึ่งจะเป็นร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าเสมอ แล้วเราค้นพบอะไรกัน?

อย่างแรก ยกเว้นร้านวิดีโอเล็กๆ ร้านหนึ่งที่สุพรรณบุรี บรรดาผู้คนที่เราไปสัมภาษณ์ต่างก็รู้จักหนังเรื่องสัตว์ประหลาดกันทุกคน และหลายร้านก็มีดีวีดีเรื่องนี้วางโชว์อยู่บนชั้น แล้วพวกเขารู้จักหนังเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ปรากฏว่าไม่ใช่จากหนังสือพิมพ์หรือแม็กกาซีน แต่จากการอ้างอิงถึงในโทรทัศน์ และที่น่าสนใจที่สุดก็คือ จากการเรียกร้องขอมาของลูกค้า เมื่อพวกเราถามว่าลูกค้าประเภทไหนที่สนใจหนังเรื่องสัตว์ประหลาด คำตอบที่ได้รับมากที่สุดก็คือ “อ๋อ, ก็ทุกประเภทนั่นแหละ, ส่วนใหญ่จะเป็นพวกมากันเป็นครอบครัว”

บางคนตอบว่า “คนหนุ่มสาวที่มีงานทำแล้ว” อายุสักราวๆ 20-30 ต้นๆ ซึ่งตรงข้ามกับพวกเด็กวัยรุ่น แต่บางคนก็บอกว่าพวกเขาได้รับการไต่ถามจากเด็กวัยรุ่นบ้างเหมือนกัน ผลตอบรับของหนังเรื่องนี้จากสาธารณะเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่เลว, ธรรมดา, มีเรื่อยๆ, ไม่ประสบความสำเร็จโดดเด่นเท่าไหร่, แต่ก็ไม่ได้ถึงกับล้มเหลวหมดท่าเช่นกัน

พนักงานผู้ชายคนหนึ่งบอกกับเราว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่พนักงานที่ร้านอื่นๆ บอกว่ามีทั้งผู้ชายผู้หญิง น่าประหลาด ใช่ไหมครับ? (ควรสังเกตด้วยว่าลูกค้าเหล่านี้ไม่ใช่ “ชาวบ้าน” แต่เป็นคนที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองเล็กๆ ตามต่างจังหวัดที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ สักขับรถประมาณ 1-2 ชั่วโมง)

ถึงตอนนี้เราสามารถกลับมาที่ตัวภาพยนตร์เองได้อย่างมีทุนรอนบางอย่างแล้วเพื่อค้นหาอะไรให้ลึกขึ้น ยกเว้นฉากเปิดเรื่องที่ดูเป็นปริศนาแล้ว (คือฉากที่ทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังอยู่กันในชายป่าบังเอิญไปเจอศพเข้าศพหนึ่ง ในขณะที่ผู้ชมมองเห็นรางๆ จากที่ไกลๆ เป็นร่างเปลือยของชายคนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวผ่านต้นหญ้าสูงๆ อยู่บริเวณริมป่า)

ครึ่งแรกของเรื่องสัตว์ประหลาด เป็นเรื่องของทหารหนุ่มรูปหล่อ (เก่ง) ตามจีบหนุ่มหน้าตาประหลาด (โต้ง) ผู้ทำงานอยู่ที่โรงน้ำแข็งในเมือง ชายทั้งสองไม่เคยถอดเสื้อผ้าออก ไม่เคยจูบกัน เรื่องมีเซ็กซ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่หนังก็ได้ทำให้เราเห็นถึงพัฒนาการของการเกี้ยวพาราสีแบบ “ชาวบ้านๆ” ในฉากหลายๆ แบบทั้งในชนบทและตัวเมืองเล็กๆ

ใน “รุมกัดสัตว์ประหลาด” ผู้สัมภาษณ์ผู้แกล้งทำตัวเป็นชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ถาม “ชาวบ้าน” ทั้ง 4 คนเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสีนี้หลายหน เช่น “ต่างจังหวัดมีผู้ชายรักผู้ชายด้วยเหรอ?” ชาวบ้านตอบกันตรงๆ ว่า “มี เรื่องธรรมดา” ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าโต้งกับเก่งรักกันจริงๆ และหนุ่มชาวบ้านคนที่ดูขี้อายที่สุดถึงกับบอกว่าการจีบกันของพวกเขานั้น “โรแมนติค” มาก

ส่วนหญิงชาวบ้านออกความเห็นด้วยรอยยิ้มฉีกกว้างว่า ฉากที่เก่งนอนหนุนตักโต้ง ทำให้เธอขนลุก ฝ่ายผู้สัมภาษณ์แกล้งทำเป็นประหลาดใจกับคำตอบทั้งหลายแหล่นี้ และถามหญิงชาวบ้านคนนั้นว่าเธอคิดว่า เก่ง อาจจะเป็นกะเทยรึเปล่า “ทหารที่เป็นกะเทยน่ะเหรอ??” เธอหัวเราะคิกคักแล้วตอบว่า “คนที่เป็นทหารน่าจะเป็นกะเทย” แล้วโต้งล่ะ? “ก็…ตุ้งติ้ง…ก็…น่าจะเป็นคล้ายๆ กันนะ” เห็นได้ชัดว่าสารคดีล้อพยายามจะแสดงให้เห็นว่าการมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างผู้ชายหนุ่มๆ 2 คนในต่างจังหวัดเป็นเรื่องธรรมดา

ในขณะที่สำหรับคนกรุงเทพฯ บางส่วนแล้ว มันอาจจะดูเหมือน “เป็นแฟชั่นแบบฝรั่ง”, “น่าอาย” หรือแม้แต่ “ไม่มีความเป็นไทย” (แต่ว่าผู้สัมภาษณ์เป็นคนเริ่มใช้คำว่า “กะเทย” และก่อนหน้าที่เขาจะใช้คำนั้น “ชาวบ้าน” ใช้เพียงคำว่า “ชาย” หรือ “คน” เท่านั้น หนุ่มชาวบ้านไม่เคยเรียกเก่งกับโต้ง ว่าเป็นกะเทยเลย)

อย่างไรก็ตาม ผู้ชมที่เอาใจใส่จะสังเกตลักษณะอันโดดเด่นอย่างหนึ่งได้อย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งแรก นั่นก็คือ ซาวด์แทร็กในช่วงที่ว่านี้ไม่ปรากฏมีเสียงดนตรีแบ็คกราวด์เลย มีแต่เสียงของชีวิตประจำวันในต่างจังหวัด เสียงมอเตอร์ไซค์ หมาเห่า เสียงเครื่องยนต์ขนาดเล็กกำลังทำงาน และอื่นๆ เสียงของบทสนทนาแบบสามัญดาษดื่นความจริงก็เป็นเสียง “แบ็คกราวด์” ด้วย และเราก็ไม่จำเป็นต้องคอยใส่ใจเนื้อหาสาระของบทสนทนาเหล่านั้น

สิ่งที่ถูกนำมาอยู่เบื้องหน้าคือ ใบหน้า การแสดงความรู้สึก ภาษาร่างกาย การสื่อสารเงียบๆ ด้วยสายตากับริมฝีปากที่แย้มยิ้ม ผู้หญิงแก่คนที่โต้งเรียกว่า “แม่” แสดงออกให้เห็นด้วยสีหน้าท่าทางว่าเธอเข้าใจว่าการเกี้ยวพาราสี (ระหว่างโต้งกับเก่ง) กำลังดำเนินอยู่ แต่เธอไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนในหมู่บ้านต่างก็ไม่มีใครพูดอะไรเหมือนกัน ผู้ชมชาวกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับความแปลกประหลาดของซาวด์แทร็กอาจจะตัดบทไปได้ง่ายๆ ว่าครึ่งแรกของหนังเป็นอะไรที่ “เชย” เหลือเกิน แถมยังอาจจะสงสัยว่าเมื่อไหร่ผู้ชาย 2 คนนี้จะแก้ผ้าแล้วกระโจนเข้ากอดกันเสียที

อย่างไรก็ดีปัญหาจริงๆ ของผู้ชมเช่นนี้ผุดขึ้นมาในช่วงครึ่งหลังอันน่าตื่นตะลึงของภาพยนตร์ ซึ่งเป็นช่วงที่เกือบจะไม่มีคำพูดของมนุษย์อยู่เลย

ครึ่งหลังฉายให้เห็นเก่งกำลังเข้าไปในป่าคนเดียวเพื่อสะกดรอยหาสัตว์ประหลาดที่มาฆ่าวัวควายของชาวบ้าน ในช่วงครึ่งหลังนี้ เสียงซาวด์แทร็กย้ายขึ้นมาอยู่ข้างหน้า และสิ่งที่เราได้ยินส่วนใหญ่แล้วคือเสียงของป่า และเสียงการเคลื่อนไหวของเก่ง ในขณะที่เขากำลังเข้าไปภายในป่าลึกขึ้นๆ ทุกที เวลาส่วนใหญ่ของครึ่งหลังนี้เป็นตอนกลางคืน

ขณะที่เก่งกำลังสะกดรอยรอยเท้ามนุษย์หรือรอยอุ้งตีนสัตว์ที่น่าฉงนข้างหน้าเขาอยู่นั้น มันก็เริ่มชวนให้คิดว่ารอยตีนนั้นเป็นรอยตีนของสัตว์ชนิดหนึ่ง และสัตว์ชนิดนี้ก็คือ เสือสมิง แต่ก็อาจเป็นรอยเท้าของโต้งได้เหมือนกัน

ในที่สุดเก่งก็ถูกจู่โจมโดย “สัตว์” ซึ่งผู้ชมจะจำได้ว่าเป็นร่างคนเปลือยที่เห็นในฉากเปิดเรื่อง มันคือโต้งนั่นเอง โต้ง ซึ่งมีรูปร่างเป็นมนุษย์เต็มตัว เว้นแต่ว่าเขาทาหน้าตัวเองเป็นลายเสือ และทั้งคำรามทั้งหอนโดยไม่พูดภาษามนุษย์แม้แต่คำเดียว

ในระหว่างการต่อสู้แบบถึงเนื้อถึงตัวที่ตามมานั้น โต้งเป็นฝ่ายชนะ เขาลากร่างที่ชะงักงันของเก่งไปที่ชะเงื้อมเขาที่สูงชัน และผลักตัวเก่งลงไป ทั้งนี้โต้งไม่ได้พยายามจะฆ่าเก่งเลย (กินยิ่งไม่ต้องพูดถึง) เก่งเองก็ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไรด้วย

ภาพสุดท้ายที่เราเห็นโต้ง เขากำลังยืนอยู่บนยอดเนินเขาราวกับเพื่อดูให้แน่ใจกับตัวเองว่า เก่งไม่เป็นไร ในส่วนที่เหลือของภาพยนตร์ ผู้ชมตามดูเก่งซึ่งเริ่มการค้นหาต่อไป และได้ประสบกับเหตุการณ์ “เหนือธรรมชาติ” หลายอย่าง (เช่น วัวตายที่ถูกกินไปครึ่งตัวลุกขึ้นยืนในสภาพสมบูรณ์แล้วเดินหายเข้าไปในป่า, คำแนะนำจากลิงผู้ชาญฉลาด และอื่นๆ)

หนังจบลงในฉากที่เก่งกำลังคุกเข่าจมโคลน จ้องมองไปที่เสือที่หมอบนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนกิ่งสูงของต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าเขา เราได้ยินเสียงภายในของเขาพูดว่า สัตว์ประหลาด เอาไปเถอะ วิญญาณ เลือด เนื้อของกู ความทรงจำ และในเลือดทุกหยดของกู มีเพลงของเรา เพลงแห่งความสุข นั่นไง ได้ยินไหม?

จะว่ายังไงกันดีกับครึ่งหลังนี้? เมื่อตอนที่ผมฉายหนังเรื่องนี้ให้กับเกย์ชาวฟิลิปปินส์กระฎุมพีที่มีการศึกษาสูงในมะนิลาดู พวกเขาลงความเห็นอย่างรวดเร็วว่า หนังเรื่องนี้เป็น “หนังสยองขวัญอีกประเภทหนึ่งของหนังประเภทสยองขวัญของเอเชียที่กำลังเป็นที่นิยมมาก” ซึ่งบุกเบิกโดยญี่ปุ่น จากนั้นก็แพร่หลายไปที่เกาหลี จีนแผ่นดินใหญ่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาแบบคนชนบทหนุ่มสาวที่ถูกสัมภาษณ์โดย “อลงกต” เลย

เด็กหนุ่มชาวบ้าน 2 คนเคยมีประสบการณ์ในป่า และบอกว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างนั้นเลย คือ สยอง และตื่นเต้น และบางทีก็ถึงกับขนลุก พวกเขาไม่เคยเห็นเสือสมิงมาก่อน แต่แน่ใจว่า “เคยมี” เสือสมิงในอดีต สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขางุนงงคือฉากสุดท้ายที่พวกเขารู้สึกว่ามันสั้นห้วนไปหน่อย เหมือนยังไม่จบ

ปฏิกิริยาที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกมาจากเพื่อนเกลอของผม Ben Abel เขาเป็นชาวอินโดนีเซีย Dayak ที่ถูกเลี้ยงโดยปู่ที่เป็นพวกนับถือผีในบริเวณที่เมื่อ 30 ปีก่อนเคยเป็นป่าในบอร์เนียวที่แทบจะไม่เคยถูกแตะต้องจากภายนอก เมื่อผมถามเขาว่ารู้สึกว่าหนังครึ่งหลัง “ยาก” ไหม เขาตอบว่า “ไม่เลย ผมเข้าใจทุกอย่าง”

เบนเคยเข้าไปล่าสัตว์ในป่ากับปู่ เพื่อน และแม้แต่ไปคนเดียวบ่อยๆ รวมทั้งในตอนกลางคืนด้วย เขาสามารถระบุเสียงสัตว์และเสียงนกที่อยู่ในซาวด์แทร็กได้ทั้งหมดทันที “ป่าเป็นที่ที่คุณจะต้องคอยเงี่ยหูฟังตลอดเวลา และทำตัวให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช่แล้ว มันอาจจะน่ากลัว แต่ป่าเป็นเหมือนโลกที่แปลกประหลาดและมหัศจรรย์ในตัวของมันเอง คุณจะอยากกลับเข้าไปในป่าอีกเรื่อยๆ คุณรู้ว่าคุณกำลังทดสอบตัวเองอยู่ และเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองด้วย”

พอผมถามเขาเกี่ยวกับเสือสมิง เขาพูดอะไรที่น่าสนใจมากซึ่งยืนยันสิ่งที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เล่าเรื่องสมัยเด็กให้ผมฟังว่า “สมิงที่แท้จริงจะต้องเป็นมนุษย์เพศชายเสมอ ผู้ชายเท่านั้นที่จะมีพลังทางจิตวิญญาณที่จะเปลี่ยนรูปร่างตัวเองตามใจปรารถนา พวกเขาอาจปรากฏตัวในคราบของเสือ แต่ภายในตัวเสือนั้นมีสติปัญญาและวิญญาณของมนุษย์อยู่ โดยปกติพวกเขาจะแปลงกายเวลาต้องหลบหนีภัยอันตราย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จากมนุษย์คนอื่น ยังมีสมิงอีกประเภทหนึ่งที่เป็นผู้หญิง แต่มันจะเป็นผี ไม่ใช่มนุษย์ มันอาจจะปรากฏตัวในรูปของเสือ หรือผู้หญิงสาวสวย แต่มันจะเป็นผีร้ายเสมอ”

ฉากสั้นมากๆ ในครึ่งหลังของสัตว์ประหลาด ซึ่งในทีแรกดูเหมือนจะอธิบายไม่ได้ เป็นฉากของเพื่อนทหารผู้มีประสบการณ์และอายุมากกว่าเก่งกำลังเฝ้ายามตอนกลางคืนที่ริมป่า ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา และเริ่มพูดคุยกับทหารผู้นี้ที่บอกให้เธอกลับบ้านไปเสีย เนื่องจากป่าในตอนกลางคืนอันตรายเกินไปสำหรับผู้หญิง

ขณะที่เธอหันกลับและหายตัวไป ทหารก็สังเกตเห็นหางเสือยาวเหยียดโผล่ออกมาจากใต้ผ้าถุงของเธอ เราอาจจะพูดได้ว่า เธอปรากฏตัวขึ้นที่นั่นเพื่อที่จะแสดงให้เห็นสิ่งที่โต้งไม่ได้เป็น นั่นคือ เธอเป็นผี แต่โต้งเป็นมนุษย์

เพื่อนของผมพูดต่อไปทำนองนี้ว่า “รู้มั้ย ถ้าคุณเติบโตในป่าหรือใกล้ป่าอย่างผม ระยะห่างที่พวกคนเมืองรู้สึกระหว่างโลกของมนุษย์กับโลกของสัตว์แทบจะไม่มีเลยที่นั่น คุณจะเริ่มเข้าใจความหมายของเสียงต่างๆ ที่นกและสิงสาราสัตว์ทำเวลาพวกมันออกหาเหยื่อ ผสมพันธุ์ หนีภัย ส่งเสียงเตือน และอะไรต่อมิอะไร นอกจากนี้ผู้คนยังสามารถผ่านจากโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่ง ลุงผมคนที่เพิ่งจะตายไปเมื่อเร็วๆ นี้กลับมาหาเป็นเสียงนกฮูกตอนกลางคืน ในยามหลับ วิญญาณของคนสามารถออกจากร่าง นำข่าวสารกลับมาให้ บางทีก็ในฝัน”

เขาเพิ่มเติมว่าเขาคิดว่าในช่วงครึ่งหลังของภาพยนตร์ เก่งกำลังหาอะไรบางอย่าง อาจเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่เขาไม่เข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับโต้ง และอะไรอื่นอีกหลายอย่าง “สิ่งที่วิเศษที่สุดของตอนจบก็คือว่า ความรักของเก่งนั้นลึกซึ้งมากเสียจนเขาเต็มใจที่จะสละ “วิญญาณ ร่างกาย และแม้แต่ความทรงจำของเขา” พูดอีกแบบก็คือ ความคิดบางอย่างเกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะเทพเจ้า-แยกออกไปจากโลกที่เหลือ วิญญาณของเขากำลังอยู่ในกระบวนการตามหาวิญญาณของโต้ง”

คำวิจารณ์สุดท้ายของเขาที่ให้กับผมก็คือ “นี่เป็นหนังที่วิเศษที่สุดตั้งแต่ผมเคยดูมา ผมไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนทำหนังในปัจจุบันที่สามารถเข้าไปในโลกที่ผมโตขึ้นมา และนำเสนอมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดนั้น ผมไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย”

ฤดูร้อนปีที่แล้ว ผมได้รับเชิญไปร่วมการประชุมทางวิทยาศาสตร์ที่ Fortaleza เมืองห่างไกลที่อยู่ทางแถบชายหาดตอนเหนือของบราซิล ซึ่งอยู่เบื้องหน้าป่าทุ่งหญ้าแพรรี่ที่กว้างใหญ่ โล่งว่าง ที่เรียกว่าSertao อันเป็นแหล่งของตำนานต่างๆ รวมทั้งภาพยนตร์ของบราซิล

ภายในพิพิธภัณฑ์ประจำเมือง ผมพบบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษมาก คือนิทรรศการเล็กๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มเล็กจิ๋วที่เย็บด้วยมือ มีประมาณ 20 หน้า พร้อมด้วยรอยพิมพ์หยาบๆ บนหน้าปก หนังสือเล่มเล็กๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่มีขายตามป้ายรถเมล์สำหรับคนยากจน เป็นหนังสือที่เขียนเป็นโคลงกลอน มักจะจัดทำอย่างสวยงาม และมักจะไม่มีชื่อผู้แต่ง โดยทั่วไปแล้วเนื้อหาจะเกี่ยวกับการปฏิวัติที่มีชื่อเสียง การสังหารหมู่ และปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่หนังสือชุดนี้ยังมีเซ็คชั่นที่อุทิศเนื้อที่ให้กับเรื่องรักอันแสนจับใจระหว่างเด็กสาวผู้ไร้ความสุขกับแพะของพวกเธอ คาวบอยกับม้า ลา และอื่นๆ

เมื่อผมถามเพื่อนผู้มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ คำตอบของพวกเขาค่อนข้างจะฟังเป็นแบบคนกรุงเทพฯ “คืออย่างงี้นะ ตามไร่ตามฟาร์มที่อยู่ลึกเข้าไปในSertao น่ะ ไม่มีผู้หญิงอยู่ ผู้ชายก็เลยต้องมีเซ็กซ์กับผู้ชายอื่นๆ ด้วยกันเอง หรือไม่ก็กับสัตว์ของพวกเขา คุณจะคาดหวังอะไรล่ะ” (ผู้ชายอื่นๆ กับสัตว์หรือ? สัตว์ประหลาด!)

ผมตอบเพื่อนไปว่าที่เขาว่ามานี้ดูเหมือนยากจะเชื่อสักหน่อย “แล้วพวกเด็กสาวยากจนกับแพะของพวกเธอล่ะ? แล้วพวกเมียที่ตัดคอม้าของสามีด้วยความหึงหวงล่ะ? และเท่าที่ผมจะบอกได้ก็คือ พวกเขาไม่ได้มีเซ็กซ์กัน หนุ่มคาวบอยกับม้าของเขาเพียงแค่รักกันเท่านั้น” “อืมมมมม์! อืมมมมม์! ผมเข้าใจละว่าคุณหมายความว่าไง” ว่าแต่ว่าผมหมายความว่ายังไงกันล่ะ?

เท่าที่ผมรู้สึกนั้น ถ้าหากว่าคุณอภิชาติพงศ์พยายามจะทำหนังที่ไม่ได้ “เกี่ยวกับ” โลกของ “ชาวบ้าน” ในเมืองไทย แต่ “จากภายใน” โลกนั้นเอง จากภายในวัฒนธรรมของชาวบ้าน และจากการสำนึกรู้เกี่ยวกับตัวเองของโลกชาวบ้าน เราก็สามารถเห็นได้ง่ายๆ ว่าเหตุไฉนผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็น “ชาวบ้าน” ในรุมกัดสัตว์ประหลาด จึงรู้สึกว่าหนังเรื่องสัตว์ประหลาด นั้นดูเข้าใจแจ่มแจ้งและชวนติดตามในขณะเดียวกัน

เราก็สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมคนเมืองจำนวนมากที่อยู่ในห้องแอร์ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ จึงพบว่าหนัง “ยาก” และ “ลึกลับ” คนเมืองเหล่านี้คุ้นชินแต่กับหนังที่เกี่ยวกับตัวพวกเขาเองและสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าของพวกเขา โดยมี “ชาวบ้าน” ใส่เข้าไปในหนังเพียงเพื่อให้มีสีสันท้องถิ่นหรือไม่ก็เพื่อสร้างผลข้างเคียงที่ตลกขบขัน

พวกเขาไม่รู้สึกว่ามันแปลกอะไรเลยที่บทหนุ่มอีสานยากจนที่เป็นตัวละครเอกในหนังที่เป็นที่รู้จักกันดี เรื่องทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น ของท่านมุ้ย จะแสดงโดยหนุ่มหล่อน่ารักชาวกรุงเทพฯ ที่มีผิวพรรณผุดผ่อง พวกเขาสนุกสนานกับความตระการตาของศิลปะการต่อสู้ในองค์บาก และพล็อตน้ำเน่าที่เดาได้ เพียงแต่มีความเห็นที่ผมบังเอิญได้ยินจากสาวๆ แต่งตัวดีที่คุยกันระหว่างเดินออกจากโรงหนังเซ็นทรัลปิ่นเกล้าว่า “น่าเสียดาย พระเอกไม่หล่อ”

ถึงจุดหนึ่ง คนกรุงเทพฯ ชั้นกลาง ชอบหนังที่ใช้ตำนานไทยๆ แต่เพื่อให้คล้อยตาม หนังเหล่านี้ก็ต้องเป็นเวอร์ชั่นของเรื่อง (ของเรา) ที่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และผู้ชมต้องสามารถที่จะมีระยะห่างกับตำนานเหล่านั้น ราวกับเป็นนักมานุษยวิทยาที่กำลังมองวัฒนธรรมอื่น

ตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งคือหนังยอดนิยมเวอร์ชั่นล่าสุดของนางนาก ซึ่งสร้างเรื่องเล่าชาวบ้านที่เดิมเป็นเรื่องน่ากลัวขนหัวลุกขึ้นใหม่ อันเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้จักอย่างน้อยที่สุดก็เรื่องคร่าวๆ ให้สอดรับกับลักษณะการดูทีวีแบบชนชั้นกลางกรุงเทพฯ “มันเป็นหนังรัก!” ไม่น่าประหลาดเลย! ตรงนี้เองที่เราสามารถตรวจพบความเจ้าเล่ห์ของคุณอภิชาติพงศ์ ในแง่หนึ่ง สัตว์ประหลาด มีความเป็นตำนาน แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้มาจากตำนานที่ผู้คนโดยทั่วไปคุ้นเคย แต่คุณอภิชาติพงศ์ก็ยึดมั่นว่าหนังจะต้องไม่ถูกทำให้มีความเป็นกรุงเทพฯ และดาษดื่นด้วยการใช้แก่นเรื่องของ “ชายรักชาย” (ไม่, ไม่ใช่ไทยรักไทย!) ลองจินตนาการดูว่าถ้า นางนาก ถูกทำให้เป็นหนุ่มนาก จะเป็นยังไง? ต้องงงแน่นอน

แต่ผมสงสัยว่าจะต้องมีวิธีเฉลยมากกว่านี้ต่อปริศนาที่บทความสั้นๆ นี้สนใจ ซึ่งก็คือปัญหาอันยากยิ่งของ “ความเป็นไทย” หลายปีก่อน หนังสือเจ๊กปนลาว ซึ่งเป็นงานบุกเบิกและล้มล้างความเชื่อเก่าของคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ก่อให้เกิดความฮือฮาด้วยนัยยะที่ว่า “ความเป็นไทย” ไม่ได้เป็นอะไรที่เก่าแก่โบร่ำโบราณเลย แต่เป็นผลผลิตเมื่อไม่นานมานี้ของการปะปนผสมผสานอย่างละครึ่งระหว่างวัฒนธรรม “เจ๊ก” กับ “ลาว” ที่มีมาช้านาน

เท่าที่ผมได้ยินมา คุณสุจิตต์รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยกับบรรดาจดหมายแสดงความขอบคุณซาบซึ้งที่เขาได้รับจากผู้อ่าน ผู้อ่านเหล่านั้นรู้สึกพลุ่งพล่านและกินใจกับการอัญเชิญความเป็นเจ๊กในแง่บวกของคุณสุจิตต์ ปฏิกิริยาที่คุกรุ่นด้วยอารมณ์เช่นนี้ทำให้นึกถึงปฏิกิริยาของชายและหญิงที่เป็นพวกรักเพศเดียวกันที่มีต่อนวนิยายแบบจริงจังเล่มแรกๆ ที่มีตัวละครเอกเป็นเกย์และ/หรือเลสเบี้ยนที่น่าดึงดูดใจ “ในที่สุด พวกเราก็ถูกนำเสนอด้วยความเคารพและซื่อสัตย์”

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 หนังสือหลายต่อหลายเล่มเจริญรอยตามสปิริตของ “การออกมาจากตู้เสื้อผ้าเจ๊ก” ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยและลูกหลานของพวกเขามีอะไรให้ภาคภูมิใจมากมายทีเดียว สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนนักก็คือหนังสือเหล่านี้ถูกอ่านอย่างระมัดระวังโดยคนอีกมากที่ไม่ได้ซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าบ้างหรือไม่ เรายังคงต้องรอคอยที่จะได้เห็น “ความเป็นเจ๊ก” ได้รับการเชิดชูในแบบเรียนชั้นประถมและมัธยมของไทย

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 กรุงเทพฯ ยังคงเป็นเมืองที่มีประชากรจีนล้นหลาม และแม้แต่ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่ของชนชั้นแรงงานในเมืองหลวงก็ประกอบไปด้วยผู้อพยพชาวจีนและเวียดนามที่ยากไร้ อันเป็นช่วงก่อนที่คลื่นสึนามิมนุษย์ที่ถาโถมมาจากภาคอีสานจะทยอยมา ทุกวันนี้ ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ ที่ประสบความสำเร็จเป็นพวกลูกจีนแทบทั้งนั้น และแน่นอนว่า ชนชั้นบน (upper class) หรือชนชั้นผู้มีอันจะกินเองก็มีเทือกเถาเหล่ากอบางส่วนเป็นจีนเช่นกัน แต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้แพร่หลายต่อสาธารณชน ประเทศส่วนใหญ่ในโลกนั้น กระฎุมพีในเมืองที่ประสบความสำเร็จจะแยกตัวทางวัฒนธรรมจากชนบท ทว่าก็ไม่ใช่ทางชนชาติ แต่การแยกตัวที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนั้นมีทั้ง 2 ด้าน เนื่องจากกำพืดทางชนชาติของพวกกระฎุมพีภายนอกประเทศ

เราอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้ว่า เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในโลก พวกลูกจีนชนชั้นกลางเป็นพวกกระตือรือร้น ทะเยอทะยาน และไต่เต้าทางสังคม ซึ่งหมายความว่า พวกเขามีแนวโน้มจะผสมกลมกลืนไปในทิศเหนือขึ้นไป (อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) สู่วัฒนธรรมของชนชั้นบน (upper classes) และรัฐ

ทุกวันนี้ The House of Lords ในลอนดอนเต็มไปด้วยพวกชนชั้นกลางที่ประสบความสำเร็จที่เริงร่ากับการได้รับยศถาบรรดาศักดิ์เป็น Baroness นี่ Baroness นั่น กรุงเทพฯ ก็มีผู้หญิงลูกจีนมากมายที่อยากได้ใคร่ดีจะเป็นคุณหญิง ด้วยเหตุนี้ ถึงจะไม่ทั้งหมดซะทีเดียวก็ในระดับหนึ่ง ลูกจีนชนชั้นกลางเหล่านี้จึงดูดดื่มกับ “ชาตินิยมทางการ” ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่แสดงให้เห็นๆ กันในละครทีวี การแสดงทางพิธีกรรม และเครื่องจักรโฆษณาอย่าง “River of Kings” พวกเขาสามารถเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในรายการทอล์กโชว์และละครโทรทัศน์น้ำเน่า แต่ก็ในบทบาทของ “กระฎุมพีไทย” ไม่ใช่ลูกจีน นี่ย่อมจะยังไม่น่าพึงพอใจไปเสียทั้งหมด พวกลูกจีนชนชั้นกลางไม่รู้สึกสบายใจเลยกับหนังยอดนิยมอย่างต้มยำกุ้ง (เช่นเดียวกับทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น ที่กล่าวมาแล้ว) ที่มีตัวร้ายที่โลภโมโทสันแสดง-อย่างค่อนข้างจะเหยียดเชื้อชาติ-เป็นเจ๊ก

ผมคิดว่าสัตว์ประหลาด จึง “ยาก” เป็นพิเศษสำหรับลูกจีนชนชั้นกลางในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาไม่ปรากฏให้เห็นในหนังเรื่องนี้ แต่เพราะสัตว์ประหลาด นำเสนอรูปแบบของ “วัฒนธรรมไทย” พร้อมด้วยรากเหง้าโบราณที่อยู่ “ข้างล่างพวกเขา” รวมทั้งเป็นสิ่งที่แปลกแยกโดยสิ้นเชิงจากประสบการณ์ของพวกเขา

การสามารถจะบอกว่าหนังเรื่องนี้มุ่งหมาย “สำหรับฝรั่ง” เท่ากับเป็นการแสดงความน่าเชื่อถือของ “ความรักชาติบ้านเมืองแบบไทย” ของตัวเองต่อการคุกคามภายในที่อยู่ในเรื่องสัตว์ประหลาด ในประเด็นนี้ยังมีการหลอกตัวเองมากมายเกี่ยวข้องด้วย

เนื่องจากผู้บริโภควัฒนธรรมบริโภคนิยมของฝรั่งกลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือกระฎุมพีกรุงเทพฯ นั่นเอง นี่อาจจะนำเรากลับมาสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (และจุฬาฯ) ซึ่งถูกเรียกอย่างกึ่งขบขันกึ่งภูมิใจว่าเป็นมหาวิทยาลัยแต้จิ๋วที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าหากว่าข้อถกเถียงของผมในบทความนี้ถูกต้องแม้เพียงบางส่วน มันอาจจะช่วยอธิบายถึงความไม่รู้และเฉยชาของบรรดาอาจารย์และนักศึกษาต่อความสำเร็จอันน่าทึ่งของสัตว์ประหลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจเมื่อได้ประสบ

ท่านผู้อ่านคงจะได้สังเกตว่า ในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ผมเน้นย้ำคำว่า “ในปัจจุบัน” ที่ผมทำเช่นนั้นก็เพราะผมสงสัยว่าความแปลกแยกมหาศาลที่ชนชั้นกลางกรุงเทพฯ มีต่อ “วัฒนธรรมชนบท” นั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่

ในช่วงที่ขึ้นเครดิตก่อนหนังช่วง 2 จะเริ่ม คุณอภิชาติพงศ์เอ่ยถึงความเป็นหนี้บุญคุณและความชื่นชอบต่อหนังสือยอดนิยมประเภท “นิยายผจญภัยในป่า” (โดยหลายๆ เรื่องก็เป็นการเลียนแบบนวนิยายของ Conan Doyle อย่างสร้างสรรค์) ที่เขียนโดย “น้อย อินทนนท์” ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ก่อนการตัดไม้ทำลายป่าเก่าแก่ของไทยอย่างมโหฬารโดยพวกตัดไม้ทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย

ในนิยายเหล่านี้ ซึ่งใช้ฉากในปัจจุบัน เสือสมิงจะมีบทบาทเป็นสัตว์จริงๆ แม้จะเป็น “สัตว์ที่ประหลาด” แม้ว่านายพรานที่เป็นพระเอกคือคุณศักดิ์ จะมีโลกทรรศน์ที่ค่อนข้างเป็นเหตุเป็นผลและเป็นวิทยาศาสตร์ ผู้อ่านของน้อยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นหนุ่มสาว และอาจจะเป็นผู้ชาย คนเมือง ลูกจีน มอญ ลาว เสียส่วนใหญ่เช่นกัน

ผู้อ่านเหล่านี้อาจจะเป็นคนที่ฟังวิทยุมากกว่าดูโทรทัศน์ ไปดูหนังในโรงที่แออัดอึกทึกมากกว่าจะจมหายไปกับโลกในอินเตอร์เน็ต มีชีวิตอยู่อย่างพึงพอใจโดยปราศจากแอร์เหมือนคนอื่นๆ และเป็นพวกที่ไม่ได้ถูกขังอยู่ในวัฒนธรรมบริโภค “โลกาภิวัตน์” แบบดาดๆ ในระดับหนึ่ง คนชั้นกลางแบบเก่าอย่างนี้ยังคงดำรงอยู่ในที่อย่างสมุทรสาครและราชบุรี แต่คนอย่างนี้ส่วนใหญ่ได้อันตรธานจากเมืองแห่งทวยเทพไปเสียแล้ว

เหลือที่ยังต้องมาพิจารณากันคือพวกพล่ามในจอของกรุงเทพฯ ที่อ้างว่าชอบหนังเรื่องสัตว์ประหลาดมาก แต่ไม่ค่อยเข้าใจมัน ต่อคำถามนี้ ผมเป็นหนี้การได้สนทนากับคุณอาดาดล อิงคะวณิช ผู้กำลังทำโครงการวิจัยใหญ่เกี่ยวกับ “Thai heritage films”* (“หนังมรดกทางวัฒนธรรมของกระฎุมพีไทยที่ดิ้นรนจะเป็นทั้งไทยและสากล”) อย่างมากมาย

ผมได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ถึงการที่พวกพล่ามในจอกรุงเทพฯ มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับรางวัลเกียรติยศชั้นสูงที่หนังสัตว์ประหลาดคว้ามาได้ ดังที่พวกเขามักจะมองกันในเรื่องนี้ว่า รางวัลเกียรติยศเหล่านี้หมายความว่าเมืองไทยสามารถทำหนังได้ในระดับ“สากล” และการที่พวกเขายอมรับหนังเรื่องนี้ก็หมายความว่าพวกเขาก็มีความเป็น “สากล” เหมือนกันในวิธีคิดของพวกเขา

ความยากอยู่ที่ว่า ความเป็น “สากล” มีความหมายที่แตกต่างหลากหลายและบางครั้งก็ขัดกันเอง บางครั้งความเป็น “สากล” หมายความว่าชาวต่างชาติชื่นชมและชอบดูหนังไทยบางเรื่อง แต่เรื่องไหนล่ะ? ตัวอย่างที่ชวนอึดอัดก็เช่น สตรีเหล็ก, บิวตี้ฟูลบ๊อกเซอร์, องค์บาก, รวมทั้งหนัง “ผี” ทั้งหลาย เนื่องจากความสำเร็จในต่างประเทศดูจะหมายความว่า ชาวต่างชาติคิดถึงเมืองไทยว่ามีแต่ผี, นักมวย และพวกแปลงเพศ หรือบางที “สากล” ก็หมายถึงการที่ชาวต่างชาติช่วยสนับสนุนการผลิตและเผยแพร่ “หนังไทยดีๆ”

ตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งคือบทบาทของผู้กำกับชื่อดังของฮอลลีวู้ด Francis Ford Coppola ในการตัดต่อและโปรโมตหนังเรื่องสุริโยไท ของท่านมุ้ย ซึ่งเป็นเพื่อนของเขา ทว่าอนิจจา,สุริโยไท เจ๊งไม่เป็นท่าในต่างประเทศ และแม้แต่ในเมืองไทยก็ทำกำไรได้น้อยกว่าหนังยอดนิยมเลือดสาดอย่างบางระจัน ซึ่งไม่ได้พุ่งเป้าเน้นไปที่ราชวงศ์ แต่พุ่งเป้าเน้นที่ “ชาวบ้าน” ที่รักชาติบ้านเมือง

*ชื่อวิทยานิพนธ์คือ “Hyperbolic Heritage : Bourgeois Spectatorship and Contemporary Thai Cinema”–ผู้แปล

สัตว์ประหลาด ดูจะเป็นวิถีที่จะสลัดหลุดไปจากความยุ่งยากนี้ จากการที่มันได้รับการชื่นชมจากพวกพล่ามในจอต่างชาติ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และคนที่มีการศึกษาสูงโดยทั่วๆ ไป อาจเรียกว่า “คนแบบเรา” ก็ได้ แต่โชคร้ายที่แน่ล่ะว่าคนเหล่านั้นก็ไม่ใช่ “คนแบบเรา” เท่าไหร่นัก เพราะว่าพวกเขาอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่แตกต่างออกไป

พวกคนดูหนังที่มีรสนิยมซับซ้อนในนิวยอร์ก โตเกียว ปารีส เบอร์ลิน ลอนดอน และโตรอนโต คุ้นเคยกับประเพณีทางภูมิปัญญาที่มีมายาวนานที่จะไม่คาดหวังที่จะต้อง “เข้าใจ” ภาพยนตร์ในแบบตอกตรึงปราศจากความคลุมเครือ ด้วยเหตุนี้จึงมีวัฒนธรรมแบบที่มักเรียกด้วยภาษาเทคนิคว่า “multiple readings”

พวกเขาสามารถดูหนังที่น่าตื่นตะลึง แยบยล ซับซ้อน อย่าง Pickpocket ของ Bresson ว่าเป็นหนังเกี่ยวกับความแปลกแยกของชีวิตสมัยใหม่ในเมือง หรือเป็นหนังเกี่ยวกับการกดเหยียดความเป็นโฮโมเซ็กช่วล, หรือเป็นหนังเปรียบเปรยเกี่ยวกับการเมืองฝรั่งเศสช่วงทศวรรษที่ 1940 หรือ…โดยไม่ต้องกีดกันการอ่าน/ตีความแบบอื่นๆ โดยที่เป็นอยู่แล้ว การลงทุนทางภูมิปัญญาจะอยู่ในสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์ อันเป็นการลงทุนที่ปัญญาชนฝรั่งเศสมีร่วมกับปัญญาชนญี่ปุ่นและแคนาดา

การลงทุนลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ยากเข็ญสำหรับปัญญาชนไทยผู้ที่โดยธรรมชาติแล้วต้องการให้หนังไทย “สากล” มีทั้งความเป็น “สากล” และเป็นไทยด้วย นี่หมายความว่าการลงทุนนี้มีความเป็นชาตินิยมโดยแท้ ซึ่งตามคำจำกัดความแล้วก็ย่อมจะไม่ “สากล” เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วการลงทุนนี้เป็นเรื่องการเมือง มันจึงย่อมจะต้องมีความเป็นปฏิปักษ์ ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือซ่อนเร้น เกี่ยวกับการเปิดให้เห็นอะไรก็ตามที่มีความเป็น “ไทยอย่างแท้จริง” ต่อปฏิบัติการอันลื่นไหลของ “การอ่านหลายนัย” (multiple readings) ชาวต่างชาติอย่าง Quentin Tarantino ผู้เป็นกรรมการตัดสินของคานส์ จึงสามารถชื่นชมความกำกวมและเทคนิคการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนอย่างยิ่งของสัตว์ประหลาด โดยที่ยังพูดได้อย่างสำราญว่า “มันเป็นหนังที่วิเศษ และผมก็ไม่เข้าใจมัน”

แต่ท่าทีนี้เป็นไปได้ง่ายๆ หรือไม่สำหรับปัญญาชนกรุงเทพฯ ผู้ที่ถูกวางตำแหน่งอย่างงุ่มง่ามให้ไม่สามารถพูดทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ว่า “มันเป็นหนังไทยที่ยิ่งใหญ่” และ “ฉัน/ผมไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่” เพราะว่าพวกเขาควรจะต้องเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้อย่างตรงๆ ไม่กำกวม เพียงเพราะพวกเขาเป็น“คนไทยที่ดี”

คุณอภิชาติพงศ์ได้ทำให้ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขายุ่งยากขึ้น โดยการที่เขายืนยันในการให้สัมภาษณ์ว่า หนังของเขาเป็นหนังไทยตั้งแต่ต้นจนจบ และมีรากอยู่ที่ประเพณีไทย รวมทั้งขนบของหนังยอดนิยมของไทย แม้ว่าจะไม่ได้สมาทานชาตินิยมแบบทางการแบบการแสดง River of Kings แต่พวกพล่ามในจอในกรุงเทพฯ ก็ยังคงรู้สึกว่ามันช่างยากที่จะเข้าใจว่าทำไมผลิตภัณฑ์อันแพงระยับของชาตินิยมแบบนั้น ดังเช่นสุริโยไท จึงเป็นอะไรที่ไม่มีใครสนใจเอาเลยในระดับ “สากล” สุริโยไท เป็นเพียง “หนังบ้านนอก” ที่น่าเบื่อ เป็นหนังสำหรับผู้เชี่ยวชาญทางมานุษยวิทยาเท่านั้น มันเป็นหนังที่ไม่ได้พูดอะไรกับใครที่ไม่ใช่คนไทยเลย ไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้ว่า คนชั้นกลางเหล่านี้ไม่อาจซาบซึ้งความคิดที่ว่า ความรักชาติบ้านเมืองแบบทางการในบ้านตัวเองเป็นความบ้านนอกเมื่ออยู่บนเวทีโลก

ทำไมจึงเป็นอย่างที่ผมว่ามานี้? คำอธิบายที่ค่อนข้างเป็นไปได้แบบหนึ่งคือมีความล้มเหลวในการแยกแยะระหว่างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับวงการภาพยนตร์ระดับโลก อุตสาหกรรมไทยได้ประสบความสำเร็จ (ทางด้านรายได้) อย่างฟู่ฟ่าในการดึงผู้มาท่องเที่ยวในวันหยุดระยะสั้นให้มาเพลิดเพลิน (แบบประเดี๋ยวประด๋าว) กับวัดพระแก้ว, เขาพนมรุ้ง, สุโขทัย, และแม้แต่ซากปรักหักพังของอยุธยา, พร้อมๆ กับพัทยา, เกาะสมุย และภูเก็ต อีกทั้งอาหารไทย ความเป็นมิตรของคนไทย รวมทั้งอุตสาหกรรมขายบริการทางเพศ แต่ความบันเทิงสนุกสนานเหล่านี้อยู่ได้เพียงสั้นๆ และตื้นๆ เท่าที่จะสอดรับกับผู้มาท่องเที่ยววันหยุดผู้ซึ่งในขณะที่พำนักอยู่ในประเทศไทยได้สร้างตลาดที่จำกัดขึ้น

ในอีกแง่หนึ่ง ความบันเทิงสนุกสนานในท้องถิ่นของเหล่านักท่องเที่ยวแบกเป้, คนเกษียณอายุ, นักธุรกิจญี่ปุ่นที่มาพักผ่อน ฯลฯ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยกับความพึงพอใจของ “นักดูหนังในระดับสากล” ด้วยเหตุนี้มันจึงยากที่จะเข้าใจว่าทำไมฝูงนักท่องเที่ยวที่พอใจที่จะซื้อตั๋วไปดูวัดพระแก้วกลับไม่มีความปรารถนาเลยสักนิดที่จะดูสุริโยไท ที่เทศกาลหนังที่เบอร์ลินหรือร็อตเตอร์ดัม อันเป็นที่ที่ผู้ชมไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นนักท่องเที่ยวเลย

บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกพล่ามในจอของกรุงเทพฯ-ผู้ซึ่งมีทวิฐานะเป็นกระบอกเสียงของความเป็นไทยและเป็นสมาชิกของวัฒนธรรมสากล-จึงมีแนวโน้มจะพบว่าตัวเองติดกับดัก เนื่องจากวัฒนธรรมสากลชื่นชมคุณอภิชาติพงศ์ พวกเขาเลยอยากจะชื่นชมผู้กำกับหนังคนนี้ด้วย แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำใจยอมรับว่าพวกเขา “ไม่เข้าใจเขา” แน่ล่ะว่าพวกเขาควรจะเข้าใจคุณอภิชาติพงศ์ เพราะว่าจะอย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นคนไทย การพูดว่า “เรารักคุณอภิชาติพงศ์เพราะว่าเราไม่เข้าใจเขา” เป็นอะไรที่เจ็บปวดและยากลำบากเกินไป จุดตรงกลางก็คือ สัตว์ประหลาด “ยาก” และ “ลึกลับ” แต่ในฐานะที่เป็นคนไทย พวกเราก็เข้าใจมันได้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว “พวกเรา” จะไม่ได้เข้าใจมันเลย

ยากที่จะกังขาว่าคุณอภิชาติพงศ์สนุกกับอะไรทั้งหลายทั้งปวงนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมชื่อหนังของเขาจึงสมบูรณ์แบบเหลือเกิน ใครกันแน่ ในเมืองไทย ณ ปัจจุบัน ที่เป็นสัตว์ประหลาด? น่าอึดอัด ใช่ไหมครับ?

ขอขอบคุณอาดาดล อิงคะวณิช ที่ชี้แนะและช่วยตรวจแก้ต้นฉบับแปลให้รอดพ้นจากการเป็น “สำนวนแปลประหลาดอะไรวะ?”

หมายเหตุ : บทความนี้เดิมทีชื่อ “สัตว์ประหลาดอะไรวะ?” เขียนโดย เบน แอนเดอร์สัน แปลโดย มุกหอม วงษ์เทศ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2549

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤษภาคม 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...