โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ้าภาษีนายอากร ระบบผูกขาด ทำท้องพระคลัง ร. 5 ป่วน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ต.ค. 2564 เวลา 05.01 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 05.01 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระอักษร (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

สมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อมีการทําสนธิสัญญาเบอร์นี ระหว่างไทย-อังกฤษ ในปี 2369 ด้วยสนธิสัญญาดังกล่าว ทําให้รัฐไทยสูญเสียรายได้จากการผูกขาดและยกเลิกระบบการค้าโดยพระคลังสินค้า รัฐไทยในเวลานั้นก็คือ การนำวิธีการเก็บภาษีอากรโดยให้เอกชนเป็นผู้ประมูล การดําเนินการผูกขาด ที่มีมาตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา ที่เรียกว่า “ระบบเจ้าภาษีนายอากร” มาใช้ 

โดยรัฐกำหนดให้เจ้าภาษีนายอากรมีหน้าที่ รวบรวมภาษีมาส่งมอบให้รัฐ แต่ไม่นับเป็นข้าราชการของรัฐโดยตรง อย่างไรก็ตามบุคคลเหล่านี้จะมีอํานาจทางการเมืองและอภิสิทธิ์เหนือราษฎรทั่วไป มีอํานาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับภาษีอากรด้วย ยิ่งเป็นเจ้าภาษีนายอากรในหัวเมืองแล้ว อํานาจและอิทธิพลเหมือนเจ้าเมืองย่อยๆ ทีเดียว

ระบบเจ้าภาษีนายอากรยังอาศัยโครงสร้างในระบบศักดินาเดิมในการแสวงหาผลประโยชน์ ระบบนี้สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนําของไทย ด้วยปรากฏว่า เบื้องหลังของเจ้าภาษีนายอากรก็คือ ขุนนางราชสำนัก หรือเจ้านายบางพระองค์ ที่จะให้การคุ้มครองเพื่อให้พ้นจากการลงโทษทางกฎหมาย หากเจ้าภาษีนายอากรที่อยู่ในการคุ้มครองของตนกระทําผิดหรือเก็บภาษีเกินขอบเขต

เมื่อเจ้าภาษีนายอากรมีชนชั้นนำเป็นผู้อุปถัมภ์ ก็เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

ต้นรัชกาลที่ 5 ต้องประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก พระราชทรัพย์ในท้องพระคลังตามที่บัญชีระบุมีจํานวนเงิน 40,000 ชั่ง แต่ตัวเงินจริงกลับมีอยู่เพียง 20,000 ชั่ง หรือใน พ.ศ. 2414 เมื่อต้องพระราชทานเบี้ยหวัดพระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ เป็นจํานวนเงิน 11,000 ชั่ง เจ้าหน้าที่พระคลังมหาสมบัติผู้รับผิดชอบด้านการเงินต้องวิ่งหาเงินจํานวนนี้ถวาย รัชกาลที่ 5 เองได้ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “เงินไม่พอจ่ายราชการ ต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพตลอดมาจนถึงปีมะแม เป็นเงิน 100,000 ชั่ง”  

ปัญหาดังกล่าว มีกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ผู้ควบคุมตําแหน่งพระคลัง (ระหว่าง พ.ศ. 2411- 2416) เมื่อเจ้าภาษีนําเงินค่าภาษีมาส่งให้ เจ้าพระยาภาณวงศ์ฯ จะเก็บไว้เองและนำมาใช้จ่ายทั้งในกิจการราชการแผ่นดิน เช่น  ค่าจ้างชาวจีนเลื่อยไม้ทําพระเมรุ, ซื้อไม้ทําประภาคารที่สมุทรปราการ ฯลฯ ใช้ในกิจการส่วนตัว  เช่น สร้างบ้านให้ บุตรชาย, แจกเงินภรรยาน้อย บุตร และคนใช้  รวมถึงนำเงินดังกล่าวไปหาประโยชน์ด้วยการปล่อยกู้คิดดอกเบี้ย ฯลฯ

ในปี พ.ศ. 2416 ทันที หลังจากรัชกาลที่ 5 ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้นเป็นกษัตริย์ทีมีอำนาจการบริหารเต็มที่ จึงดำเนินการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างรัฐและอำนาจให้แข็งแกร่ง รวมถึงการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีอากร โดยทรงเริ่มขบวนการปฏิรูปโดยการจัดตั้ง “หอรัษฎากรพิพัฒน์” ให้มีน้าที่รวบรวมรายได้ของแผ่นดิน ควบคุมการประมูลและการชำระเงินภาษีของเจ้าภาษีนายอากร เจ้าภาษีนายอากรต้องชำระเงินโดยตรงกับหอรัษฏากรพิพัฒน์ไม่ต้องผ่านขุนนางเหมือนเดิม

ข้อมูลจาก

พรรณี บัวเล็ก. สยามในกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลง ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5, สำนักพพิม์เมืองโบราณ พ.ศ. 2541

เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มีนาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...