"ทีวีดิจิทัล"ฝ่ามรสุมไม่หยุด ขาดทุนอ่วม"เจ็บแต่ห้ามตาย"
ทีวีดิจิทัลขึ้นปีที่ 5 บาดเจ็บต่อเนื่อง มรสุมกระหน่ำตลาดแข่งเดือด ยอดคนดูลด แบกต้นทุนหลังแอ่น “ช่อง 3-7” กำไรดิ่งย้ำจุดแข็ง “ละคร-ข่าว” ดึงคนดูกลับคืน ช่องวัน-อมรินทร์ได้ทุนใหม่หนุน ระดมคอนเทนต์ใหม่เพียบหวังเพิ่มเรตติ้ง ช่องเล็กเลือดไหลไม่หยุด “พีพีทีวี” หนักสุดขาดทุน 1,900 ล้าน ไทยรัฐ 928 ล้าน
ระเบิดศึกต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 สำหรับธุรกิจทีวีดิจิทัล ที่ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์แข่งขัน จำนวนผู้ชมที่ลดลงจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับสื่อดิจิทัลเพิ่มขึ้น อีกทั้งปัจจัยภายใน ทั้งเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากหลาย ๆ ด้าน ทำให้โจทย์ของการอยู่รอดจึงยากขึ้นอีกสเต็ป
ทีวีแข่งเดือด-มรสุมเพียบ
แหล่งข่าวจากธุรกิจทีวีดิจิทัล กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันทีวีดิจิทัลต้องเผชิญกับมรสุมหลาย ๆ ด้าน ทั้งพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนไปรับสื่อออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งการแข่งขันกันในทีวีดิจิทัลก็สูง ดังนั้น แนวทางการยืดระยะเวลาชำระค่าใบอนุญาตออกไปถือว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจนี้ เพราะจะทำให้แต่ละช่องมีงบฯลงทุนสำหรับการพัฒนาคอนเทนต์เพิ่ม เมื่อคอนเทนต์ดี ลูกค้า (สินค้าและมีเดียเอเยนซี่) ก็พร้อมจะซื้อโฆษณา อีกทั้งยังทำให้แต่ละช่องมีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะมีเงินหมุนสำหรับการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากแต่ละสถานียังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก เช่น ค่าเช่าโครงข่าย ค่าบุคลากร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นขณะนี้แม้ว่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวี 60,000 ล้านบาท จะไม่เติบโต แต่หลายช่องก็ตัดสินใจปล่อยคอนเทนต์ใหม่ออกมาทำให้ภาพการแข่งขันปีนี้คึกคักขึ้น
โดยเฉพาะช่องที่มีเรตติ้งติดท็อป 10 ส่วนหนึ่งมาจากหลายช่องมีเงินลงทุนจากผู้ถือหุ้นรายใหม่ ทำให้มีงบฯมาพัฒนาคอนเทนต์เพิ่มขึ้น ส่วนช่องที่ประสบปัญหาขาดทุนก็พยายามหาแนวทาง เพื่อลดต้นทุน ประคองธุรกิจ
ขาดทุน…กัดฟันเพิ่มคอนเทนต์
นายประชุม มาลีนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันทีวีดิจิทัลยังดุเดือดต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของช่องใหม่ ๆ ช่อง 3 พยายามเสริมจุดแข็ง คือ ละคร-ข่าว โดยปีนี้เตรียมละครฟอร์มใหญ่ไว้ พร้อมทั้งขยับผังช่วงเย็น
อย่างไรก็ตาม การปรับผังรายการของช่องอาจจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนดูเคยคุ้นชินกับผังเดิม โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมีฐานคนดูเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารช่องเอ็มคอท 30 เอชดี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพที่เกิดขึ้นปีนี้ คือ ทุกช่องต่างเดินหน้าปล่อยคอนเทนต์ใหม่ ๆ ตั้งแต่ต้นปี เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินโฆษณา ขณะที่ อสมท หลังจากการบริหารจัดการภายในเสร็จแล้ว คาดว่าเดือนมีนาคมนี้เตรียมเปิดผังรายการใหม่ เพื่อเพิ่มเรตติ้งเช่นกัน
รายใหญ่เจ็บ…แต่ต้องทน
ขณะเดียวกันหากพิจารณาจากผลประกอบการช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า เจ้าตลาด 2 ช่องใหญ่ คือ ช่อง 7 และช่อง 3 มีผลกำไรลดลงต่อเนื่อง จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ผู้บริหารช่อง 7 มีรายได้รวมปี 2559 จำนวน 5,825 ล้านบาท กำไร 1,567 ล้านบาท ลดลงจากปี 2558 ที่มีกำไร 2,723 ล้านบาท จากปี 2557 ที่มีกำไรถึง 5,510 ล้านบาท
เช่นเดียวกับบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารช่อง 33 เอชดี ช่อง 28 เอสดี ช่อง 13 แฟมิลี่ ที่แจ้งรายได้ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ปี 2560 มีรายได้รวม 11,035 ล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อน และมีกำไรเพียง 61 ล้านบาท
ส่วนช่องใหม่ที่มีเรตติ้งติดท็อป 5 เริ่มมีรายได้ที่ดีขึ้น อาทิ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดรายได้รวมปี 2560 อยู่ที่ 3,852 ล้านบาท กำไร 904 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีกำไร 198 ล้านบาท ปี 2558 มีกำไร 163 ล้านบาท ส่วนบริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ปี 2560 มีรายได้ 2,575 ล้านบาท โต 21.92% จากปีก่อน แบ่งเป็นรายได้จากการให้บริการสื่อโฆษณา (ช่องโมโน 29) 1,640 ล้านบาท โต 51.17% จากปีก่อน
เพิ่มทุน-เพิ่มคอนเทนต์
นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะวันเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้บริหารช่องวัน 31 กล่าวว่า หลังจากได้เพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2559 จากผู้ถือหุ้นใหม่ คือ กลุ่มปราสาททองโอสถ ส่งผลให้ช่องวันมีความแข็งแกร่งขึ้น ทั้งในแง่สภาพคล่องด้านการเงิน การผลิตคอนเทนต์ใหม่ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ได้ผลิตละครใหม่ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มเรตติ้ง คาดว่าผลจากการปรับตัวจะทำให้ปีนี้บริษัทถึงจุดคุ้มทุน หลังจากออกอากาศทีวีดิจิทัลมาเป็นปีที่ 5
เช่นเดียวกันกับช่องอมรินทร์ทีวี หลังจากได้ผู้ร่วมทุนรายใหม่ อย่างบริษัท วัฒนภักดี จำกัด ก็เดินหน้าเติมคอนเทนต์ใหม่ไม่อั้น นายโชคชัย ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด ผู้บริหารช่องอมรินทร์ทีวี กล่าวว่า ปีนี้จะใช้งบฯลงทุนไม่ต่ำกว่า 700-800 ล้านบาท พัฒนาคอนเทนต์ใหม่ทั้งบันเทิง กีฬา โดยจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 1 นี้เป็นต้นไป
ช่องเล็ก…เจ็บหนัก
ด้านผู้ประกอบการช่องเล็ก ๆ ที่ขาดทุนติดต่อกันหลายปี จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปี 2559 ระบุว่า ขาดทุน 1,996 ล้านบาท บริษัท ไบรท์ทีวี จำกัด ผู้บริหารช่องไบรท์ทีวี ขาดทุน 191 ล้านบาท บริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด ขาดทุน 368 ล้านบาท บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด ช่องนิวทีวี ขาดทุน 636 ล้านบาท บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด ผู้บริหารช่องไทยรัฐทีวี ขาดทุน 928 ล้านบาท ทำให้หลายช่องปรับลดพนักงาน และเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ เพื่อประคองธุรกิจไว้ก่อน
นายภาณุชัย เหตระกูล กรรมการบริหาร บริษัท ดีเอ็นบรอดคาสท์ จำกัด ผู้บริหารช่องนิวทีวี กล่าวว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ใหม่เน้นการนำเสนอสารคดีระดับโลก จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมนี้ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น โดยจะนำเสนอรายการสารคดี ในวันเสาร์-อาทิตย์ ต่อเนื่องแบบมาราธอน ตั้งแต่ 06.00-24.00 น.
สินค้า-เอเยนซี่โปรย 6 หมื่น ล.
นายรัฐกร สืบสุข อุปนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีปีนี้คาดว่าจะเติบโต 4% จากปีก่อน เนื่องจากมีสัญญาณที่ดีจากสินค้าที่จะใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยบวกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นปีนี้ทั้งจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น มีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งอีเวนต์ใหญ่ “เวิลด์คัพ 2018” จะทำให้สินค้าหลายแบรนด์จะกลับมาใช้เม็ดเงินโฆษณา กระตุ้นตลาดและกำลังซื้อ
ปีที่ผ่านมาเม็ดเงินโฆษณามีมูลค่า 120,912 ล้านบาท เป็นทีวี 68,492 ล้านบาท ประกอบด้วย ทีวีดิจิทัล 66,017 ล้านบาท โต 5% เคเบิล-ทีวีดาวเทียม 2,476 ล้านบาท ติดลบ 15% วิทยุ 4,290 ล้านบาท ติดลบ 15% หนังสือพิมพ์ 8,502 ล้านบาท ติดลบ 25% แมกาซีน 1,499 ล้านบาท ติดลบ 30% สื่อโรงภาพยนตร์ 8,671 ล้านบาท โต 25% บิลบอร์ด 7,030 ล้านบาท โต 10% สื่อเคลื่อนที่ 6,760 ล้านบาท โต 15% สื่อ ณ จุดขาย 946 ล้านบาท ไม่เติบโต และสื่ออินเทอร์เน็ต 14,722 ล้านบาท โต 25%