โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมคนไทยถึงได้ใช้วัคซีนโควิด-19 ‘CoronaVac’

BT Beartai

อัพเดต 06 ม.ค. 2564 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2564 เวลา 05.29 น.
ทำไมคนไทยถึงได้ใช้วัคซีนโควิด-19 ‘CoronaVac’

จากข่าวที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2563 ว่า ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 ล้านโดส จากบริษัท Sinovac ในประเทศจีน ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ทำไมคนไทยจึงได้ใช้วัคซีนตัวนี้ แทนที่จะเป็นวัคซีนจากบริษัท Pfizer หรือวัคซีน Moderna ที่หลายคนคุ้นหู ทาง beartai ไม่รอช้า ไปสืบค้นข้อมูลมาแล้วค่ะ

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข

บริษัท Sinovac Biotech มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ภายใต้การควบคุมของบริษัท Sinovac Life Sciences โดยวัคซีนของบริษัทนี้มีชื่อเรียกว่า ‘CoronaVac’

วัคซีน CoronaVac แตกต่างจากวัคซีนจากบริษัท Pfizer และวัคซีน Moderna เนื่องจากเป็นวัคซีนประเภท ‘วัคซีนเชื้อตาย’ หรือ Killed Vaccine ที่มีชื่อเรียกเช่นนี้เพราะว่าในกระบวนการผลิต นักวิจัยจะใช้เชื้อโรคทั้งตัวที่ตายแล้วมาทำวัคซีนนั่นเอง ซึ่งวัคซีนประเภทนี้จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์สร้างแอนติบอดีขึ้นมา และเนื่องจากผลิตจากเชื้อโรคที่ตายไปแล้ว จึงทำให้ไม่ก่อให้เกิดโรคเมื่อวัคซีนเข้ามาอยู่ในร่างกายอีกด้วย

วัคซีน CoronaVac อยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ในประเทศบราซิล, ชิลี, อินโดนีเซีย และตุรกี ซึ่งการทดลองทางคลินิกในระยะนี้ถือว่าเป็นระยะศึกษาประสิทธิภาพ และติดตามอาการไม่พึงประสงค์ โดยผลการทดลองจากประเทศบราซิลและตุรกีพบว่าประสบความสำเร็จมากกว่า 90%

ทำไมคนไทยถึงได้ใช้วัคซีนโควิด-19 CoronaVac

นอกเหนือจากกระบวนการผลิตแล้ว วัคซีน CoronaVac ยังแตกต่างจากวัคซีนจากบริษัท Pfizer ในด้านการเก็บรักษา โดยวัคซีน CoronaVac สามารถเก็บไว้ได้นาน 3 ปี ในอุณหภูมิ 2–8 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิปกติของตู้เย็นทั่วไป การขนส่งไปตามจุดต่าง ๆ และการเก็บรักษาจึงมีความเป็นไปได้ในทุกพื้นที่ ในขณะที่วัคซีนของบริษัท Pfizer ต้องเก็บในอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส ทำให้การขนส่งนั้นเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล

จากเหตุผลในด้านการเก็บรักษาและการขนส่งทำให้เราสามารถตั้งสมมติฐานได้ว่า การเลือกซื้อวัคซีน CoronaVac จากบริษัท Sinovac Biotech อาจเป็นผลดีมากกว่าในการแจกจ่ายวัคซีนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทย แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ประเทศไทยสั่งซื้อมาได้เพียง 2 ล้านโดสเท่านั้น จากกำลังผลิต 300 ล้านโดสต่อปี

Photo by Ennoti / Flickr

ทำความรู้จัก Sino Biopharm บริษัทยายักษ์ใหญ่แห่งโลกตะวันออก

บริษัท Sinovac Biotech อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท Sinovac Life Sciences ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Sino Biopharmaceutical กลุ่มบริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ของฮ่องกงที่มีบริการวิจัยและผลิตแบบครบวงจร

โดยบริษัท Sino Biopharmaceutical จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Hang Seng ของฮ่องกงเมื่อปี 2000 ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีของการโลดแล่นในตลาดทุนแห่งนี้ ‘Sino Biopharm’ (ชื่อลำลองของบริษัท) ทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอ ประกอบกับเทรนด์สุขภาพและสังคมผู้สูงอายุเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้บริษัทเติบโตจนได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Forbes ในปี 2005 ให้เป็น 1 ใน Best Under a Billions ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บริษัท Sino Biopharm ยังได้รับการจัดอันดับต่อเนื่อง โดยในปี 2018 ได้มีชื่อติดเข้ามาอยู่ในทำเนียบ ‘Forbes Global 2000’ หรือทำเนียบรายชื่อบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และล่าสุดในปี 2019 และปี 2020 บริษัทนี้ติดอับ TOP 50 Global Pharmaceutical Companies ที่จัดอันดับโดยนิตยสาร PharmExec จากสหรัฐอเมริกา

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ว่า บริษัท Sino Biopharmaceutical ได้รับเงินลงทุนเพิ่มเติมจากบริษัท CP Pharmaceutical Group จำนวน 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,000 ล้านบาท) ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีน CoronaVac ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดิม 300 ล้านโดสต่อปี ให้กลายเป็น 600 ล้านโดสต่อปี

ทั้งนี้ จากเงินลงทุนจำนวนดังกล่าว ทำให้บริษัท CP Pharmaceutical Group มีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท Sinovac Life Sciences ที่ควบคุมดูแลการผลิตวัคซีน CoronaVac เพิ่มขึ้นเป็น 15%

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ , Nikkei Asia , Sino Biopharmaceutical

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...