โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เวียงกุมกาม : เมืองโบราณใต้ตะกอนทราย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ก.ย 2568 เวลา 03.58 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2568 เวลา 00.47 น.
การขุดค้นเวียงกุมกาม (ภาพจาก สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่) (ตกแต่งกราฟิกเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการ)

เวียงกุมกาม เมืองโบราณใต้ตะกอนทราย

เวียงกุมกาม เป็นที่รู้จักกันมานาน นับจากที่กรมศิลปากรได้พบพระพิมพ์ดินเผาสกุลช่างหริภุญไชย (ลำพูน) จากการขุดแต่งทางโบราณคดีบริเวณวัดกานโถม (วัดช้างค้ำ) เมื่อ พ.ศ. 2527 การขุดค้นยังคงดำเนินต่อมาภายหลังเป็นช่วงๆ

จาก พ.ศ. 2527-2546 เป็นระยะเวลาร่วม 20 ปี ที่กรมศิลปากรได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณแห่งนี้ หลักฐานโบราณวัตถุและสถาปัตยกรรมที่พบทำให้เรื่องราวของเวียงกุมกามชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขุดค้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2546 พบประติมากรรมมกรคายมังกรที่วัดกู่ป้าด้อม และเครื่องถ้วยจีนที่ฝังจมอยู่ในชั้นดินใต้ตะกอนทรายบริเวณวัดหนานช้าง

ข้อมูลเหล่านี้ แม้จะไม่สามารถนำมาสรุปภาพรวมของ “เวียงกุมกาม” ได้ครบถ้วน แต่ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้เผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการให้แก่ผู้ที่สนใจจะสืบค้นประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณแห่งนี้เพิ่มเติม

แผนที่ เชียงใหม่ และ เวียงกุมกาม

เวียงกุมกาม ในเอกสารประวัติศาสตร์

เวียงกุมกาม เป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง ข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่ามีขนาดกว้างประมาณ 600 เมตร ยาวประมาณ 850 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล 2 อำเภอ ของจังหวัดเชียงใหม่ คือตำบลท่าวังตาล ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี ตำบลหนองหอย และตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่

เมืองโบราณแห่งนี้ หลักฐานจากตำนานพื้นเมืองทุกฉบับกล่าวพ้องกันว่าสร้างโดยพญามังราย ในช่วงเวลาหลังจากที่พระองค์ผนวกเอาเมืองหริภุญไชยไว้ในพระราชอาณาจักรได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องศักราชการสร้างเวียงกุมกามของพญามังราย ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ เพราะเอกสารพื้นเมืองหลายฉบับระบุถึงศักราชที่พญามังรายทรงสร้างเวียงกุมกามไว้ต่างกัน โดยตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนาน 15 ราชวงศ์ [1] ระบุว่าสร้างใน พ.ศ. 1829 “…เถิงปีรวายเส็ด สกราชได้ 648 ตัว เจ้าพญามังรายย้ายมาตั้งส้างเวียงกุมกาม…” [2] ส่วนพงศาวดารโยนกระบุว่า “…ครั้นถึงปีจอ อัฐศก จุลศักราช 648 พระยาเมงรายจึงย้ายสถานมาสร้างเวียงกุมกาม ณ ที่ใกล้แม่น้ำระมิงค์…”

ตำนานเหล่านี้แม้จะเรียบเรียงมาจากตำนานพื้นเมืองต่างๆ แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถือว่าเป็นเอกสารชั้นรองเพราะเรียบเรียงขึ้นในยุคหลัง ส่วนชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งพระรัตนปัญญาเถระได้เรียบเรียงขึ้นใน พ.ศ. 2060 ถือว่าเป็นหลักฐานเอกสารที่เก่ากว่าฉบับอื่นๆ ระบุว่าพญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นใน พ.ศ. 1846 “…พระเจ้ามังรายได้สร้างนครกุมามเมื่อจุลศักราช 665…”

เวียงกุมกาม สร้างขึ้นเมื่อใด?

เกี่ยวกับศักราชในการสร้างเวียงกุมกามนี้ เคยมีผู้เสนอว่าปีที่สร้างเวียงกุมกามควรเป็น พ.ศ. 1837 โดยให้เหตุผลประกอบ 2 ประการ คือ

ประการที่ 1 พ.ศ. 1834 หลักฐานจากเอกสารจีนระบุว่าเป็นปีที่หริภุญไชยได้ส่งบรรณาการไปจีน แสดงว่าหริภุญไชยยังมิได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรของพญามังราย

ประการที่ 2 พ.ศ. 1835 พญามังรายเข้าตีเมืองหริภุญไชย และต่อมาอีก 2 ปี จึงสร้างเวียงกุมกาม [3] ทั้งนี้โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ปรากฏในหลักฐานเอกสารจีนว่า “วันที่ 30 เดือน 8 ปีที่ 29 รัชศกจื้อหยวน (11 ตุลาคม 1835) มีพระบรมราชโองการให้ปู่ตุนหมางหวู่ หลูหมีสือ ยกกองทัพไปตีประเทศป่าไป่ซีฟู่” [4] โดยระบุว่าการโจมตีป่าไป่ซีฟู่หรือเมืองเชียงใหม่ในครั้งนั้น เป็นเพราะจีนไม่พึงพอใจที่พญามังรายโจมตีหริภุญไชยซึ่งถือว่าเป็นรัฐในบรรณาการ

เหตุผลทั้ง 2 ประการที่นำมากล่าวอ้างนี้ อาศัยศักราชที่ได้สอบค้นโดยการใช้เอกสารจีนประกอบ และมีผู้ให้เหตุผลประกอบว่าเหตุการณ์ที่ปรากฏในศักราชตามชินกาลมาลีปกรณ์ ตั้งแต่ช่วงพญามังราย-พญาผายู (พ.ศ. 1783-1899) มีความแม่นยำมากกว่าศักราชที่ปรากฏในเอกสารอื่น

แผนที่ เวียงกุมกาม

ส่วนเรื่องราวหลังรัชกาลพญาผายูนั้น ศักราชที่ปรากฏในตำนาน 15 ราชวงศ์มีความถูกต้องมากกว่า [5] ทั้งที่ชินกาลมาลีปกรณ์นี้พระรัตนปัญญาเถระรจนาเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 2060 ในสมัยแผ่นดินพระเมืองแก้วและตกแต่งเพิ่มเติมมาถึง พ.ศ. 2071 แผ่นดินพระเมืองเกษเกล้า แต่ศักราชของเหตุการณ์ที่ปรากฏในชินกาลมาลีปกรณ์ หลังรัชสมัยพญาผายูซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการรจนาชินกาลมาลีปกรณ์กลับมีความถูกต้องน้อยกว่าเอกสารที่เขียนขึ้นในยุคหลัง

อย่างไรก็ตามยังมีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งได้ชี้แนะหลักฐานบางประเด็นที่อาจต้องอธิบายเพิ่มเติม เช่น [6]

1. ผู้เขียนอ้างถึงบทความของ Luce ที่อ้างอิงจากหยวนสื่อ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหอหลวง) ซึ่งระบุว่ามีเมือง Lo-hu (ละโว้) และเมือง Nu-jen (เมืองผู้หญิง) ส่งทูตไปจีนเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1832 และอีกครั้งในวันที่ 11 ตุลาคม 1834 นั้น แท้จริงคือเมืองหริภุญไชยหรือไม่ เพราะเมืองที่ปกครองโดยผู้หญิงนั้นนอกเหนือจากหริภุญไชยแล้วยังมี Nu-wang ซึ่ง Luce เข้าใจว่าน่าจะเป็นดินแดนทางตอนเหนือของเจนละบก และเป็นเมืองเดียวกับส่งทูตไปจีนพร้อมละโว้ใน พ.ศ. 1832

2. หากเชื่อตามชินกาลมาลีปกรณ์ว่าพญามังรายผนวกหริภุญไชยใน พ.ศ. 1835 แล้ว ทำไมไม่เชื่อตามเอกสารฉบับเดียวกันที่กล่าวว่า เวียงกุมกามสร้างใน พ.ศ. 1846

เป็นอันว่า ศักราชการสร้างเวียงกุมกามยังหาข้อยุติที่ลงตัวไม่ได้

พญามังราย กับการสร้างเมือง “แม่แช่ว”

อย่างไรก็ดีก่อนการสร้างเวียงกุมกาม มีสถานที่อื่นที่พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้น ดังที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์หลายฉบับ เช่น ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานมูลศาสนา ตำนาน 15 ราชวงศ์และพงศาวดารโยนก ล้วนระบุตรงกันว่า หลังการผนวกหริภุญไชยได้ใน พ.ศ. 1824 พญามังรายโปรดให้ “…ก็หื้อขุดแม่น้ำผ่าบ้าน หื้อเปนที่ตกท่าแห่งฅนทังหลาย ลวดรียกชื่อว่า แม่แช่ว มีภายหนอีสานแห่งเมืองละพูน อยู่ที่นั้นได้ 3 ปลี น้ำท่วมเมื่อกลางวัสสา ช้างมล้างัวควาย หาอยู่บ่ได้ ลวดเรียกว่าเชียงเลิอ ต่อเท้าบัดนี้แล…” [7]

แม่แช่วที่พญามังรายทรงสร้างนั้น น่าจะเป็นเมืองขนาดเล็ก และอาจมีเพียงพนังดินที่เป็นผลมาจากการขุดลัดคุ้งแม่น้ำ มิได้เป็นเมืองที่มีขอบเขตกำแพง-คูเมืองมั่นคงแข็งแรง แต่ยังคงมีการอยู่อาศัยสืบเนื่องมา เนื่องจากในครั้งพญามังรายสร้างกาดกุมกามนั้น ตำนานพื้นเมืองหลายฉบับระบุว่ามีชาวแจ้ช้างเชียงเลิอ [8] ขี่เรือข้ามน้ำมาตลาดเรือคับคั่งชนกันล่มหลายลำ โดยในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่าเชียงเลิอนั้นเป็นชื่อใหม่ของแม่แช่ว

นอกจากนั้นยังปรากฏชื่อของเชียงเลิอว่าพันนาหนึ่งที่เข้าร่วมกับแสนคราวรบกับหมื่นหัวเคียนแสนหวีครั้งเมืองเชียงใหม่เกิดการจลาจลในช่วงปลายราชวงศ์มังรายราว พ.ศ. 2088″ [9] และอาจเป็นได้ว่าในช่วงที่แม่น้ำปิงเปลี่ยนเส้นทางเดินจากด้านทิศตะวันออกของเมืองหริภุญไชยมายังด้านทิศตะวันตกนั้น เมืองนี้ได้ตื้นเขินลง

จากการสำรวจบริเวณตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน พบร่องรอยลำเหมืองขนาดเล็ก ชาวบ้านเรียกว่า “แม่แช่ว” และเชื่อว่าเป็นที่เดียวกับแม่แช่วที่พญามังรายสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับ หลังจากเวนเมืองหริภุญไชยให้อ้ายฟ้าปกครอง [10]

วัดกู่คำ วัดแรกของเวียงกุมกาม

การสร้างเวียงกุมกามของพญามังรายนั้น เอกสารระบุรายละเอียดว่า “…หื้อขุดคือเวียงทั้งสี่ด้านไปเอาน้ำแม่ระมิงเข้าใส่คือ ตั้งลำเวียงรอดทุกด้าน…” [11] การแปลความจากภาพถ่ายทางอากาศ พบว่าเวียงกุมกามมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 600 เมตร ยาวประมาณ 850 เมตร แต่สภาพปัจจุบัน แนวกำแพงด้านทิศตะวันตกและบางส่วนของด้านทิศเหนือไม่ปรากฏร่องรอย อาจเป็นได้ว่าความยาวที่แท้จริงของเวียงกุมกามน่าจะครอบคลุมถึงบริเวณวัดเจดีย์เหลี่ยมหรือกู่คำ ทั้งนี้เนื่องจากวัดกู่คำเป็นวัดที่พญามังรายโปรดให้สร้างขึ้นเป็นวัดแรกของเวียงกุมกาม จึงควรอยู่ภายในบริเวณตัวเมือง

ผลการขุดตรวจทางโบราณคดีใน พ.ศ. 2542-2543 พบว่าแนวคูน้ำ-คันดินที่คั่นระหว่างด้านตะวันออกของวัดเจดีย์เหลี่ยม-วัดธาตุขาว และด้านทิศตะวันตกของวัดพระเจ้าองค์ดำ-วัดปู่เปี้ยนั้น เป็นร่องเหมืองที่ราษฎรขุดขึ้นในภายหลัง ไม่ใช่แนวกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกของเวียงกุมกาม และหลักฐานจากเอกสารที่ระบุว่า“…เจ้าเม็งราย ให้เอาดินที่หนองต่างมาทำอิฐก่อเจดีย์กู่คำไว้ในเวียงกุมกาม…” [12] นั้น เจดีย์กู่คำจึงอยู่ภายในเขตกำแพงเมืองเวียงกุมกามด้วย

นอกจากเจดีย์กู่คำแล้ว พญามังรายได้ทรงสร้างปราสาทราชมณเฑียรพร้อมสถาปนาวัดกานโถมและพระพุทธรูป 5 พระองค์ขึ้นในชุมชนที่นับถือไม้เดื่อต้นหนึ่ง [13] ผลการขุดค้นทางโบราณคดีใน พ.ศ. 2527 บริเวณวัดช้างค้ำหรือวัดกานโถมได้พบเศษภาชนะดินเผาและพระพิมพ์ดินเผาศิลปะหริภุญไชย แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนในวัฒนธรรมหริภุญไชยอยู่ก่อนการสร้างวัดกานโถมแล้ว

ศูนย์กลางการค้าลุ่มแม่น้ำปิง

เวียงกุมกาม เป็นเมืองที่พญามังรายดำริให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าในลุ่มแม่น้ำปิงขึ้นแทนเมืองหริภุญไชย โดยโปรดให้สร้างตลาดกุมกามขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าขาย“แล้วพระยาเมงรายให้ตั้งตลาดกุมกามเป็นที่ประชุมซื้อขายแห่งชนทั้งหลาย…” [14] หลักฐานจากเอกสารพื้นเมืองหลายฉบับระบุว่าในครั้งนั้นการค้าขายภายในเวียงกุมกามเจริญรุ่งเรืองมากนัก มีเรือล่องมาค้าขายคับคั่งจนชนกันล่มวันละหลายลำ

พ.ศ. 1833 พญามังรายยกทัพไปเมืองพุกามอังวะ ครั้งนั้นพระเจ้าอังวะได้ดำเนินทางพระราชไมตรีโดยการถวายนางอุสาปายโคพระราชธิดา พร้อมทั้งช่างโลหะแขนงต่างๆ แก่พญามังราย เช่น ช่างทองคำ ช่างหล่อ ช่างเหล็ก และช่างอื่นๆ มาไว้ยังเวียงกุมกาม เมืองรอยและเชียงตุง [15] ดังนั้นนอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางการค้าแล้ว เวียงกุมกามยังเป็นศูนย์กลางของช่างหัตถกรรม (สล่า) ในช่วงต้นๆ ของราชวงศ์มังรายอีกด้วย

หลักฐานจากเอกสารระบุว่า ในสมัยต้นราชวงศ์มังราย เวียงกุมกามมีความสำคัญควบคู่กับเมืองเชียงใหม่และลำพูนทั้งในกิจกรรมทางการเมืองและศาสนา ดังเช่นครั้ง พญาไชยสงคราม ราชโอรสของพญามังรายมีชัยชนะเหนือพญาเบิกในการศึกที่บ้านแม่ตาล พญามังรายโปรดให้ตีกลองอุ่นเมืองทั่วเวียงเชียงใหม่และกุมกาม [16]

นอกจากนั้น เวียงกุมกาม ยังเป็นที่ประทับของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ในช่วงต้นราชวงศ์มังราย ดังเช่นใน พ.ศ. 1853 ครั้งพญามังรายทรงพระประชวรได้เสด็จมาประทับยังเวียงกุมกาม และนางชิบคำอัครมเหสีของพญาแสนภู (พ.ศ. 1855-1887) ยังโปรดเสด็จไปยังเวียงกุมกามอยู่เสมอ จนต้องมีการสร้าง “ขัวชิบคำ” เพื่อข้ามน้ำแม่โถไปยังเวียงกุมกาม และราชโอรสของพญาแสนเมืองมาซึ่งทรงพระนามว่าท้าวยี่กุมกามได้ประสูติ ณ เวียงกุมกามนี้ [17]

พ.ศ. 1913 แผ่นดินพญากือนาได้อัญเชิญพระสุมนเถระจากสุโขทัยขึ้นมาพำนักอยู่ที่วัดพระยืน เพื่อเผยแผ่ศาสนาลังกาวงศ์ ได้มีความกล่าวถึงผู้คนจากเชียงใหม่และเวียงกุมกามไปนมัสการพระสุมนเถระที่หริภุญไชย “…ฝูงคนอันอยู่ภายในกุมกามเชียงใหม่โพ้นก็ดี ฝูงคนอันมีในเมืองหริภุญไชยนี้ก็ดี เขามีใจศรัทธาแก่มหาเถรเป็นเจ้า บางคนเข้าบวชจำศีลกระทำวีระอันดีแห่งสำนักมหาเถรเป็นเจ้า…” [18]

พ.ศ. 1954 สิ้นรัชสมัยของพญาแสนเมืองมา พญาสามฝั่งแกนราชโอรสขึ้นครองราชสมบัติยังนครเชียงใหม่ ในช่วงเวลานั้นเกิดข้อขัดแย้งทางธรรมวินัยระหว่างพระญาณคัมภีร์กับพระมหาสวามีอุทุมพร พระญาณคัมภีร์จึงไปหารือพระธรรมกิตติเพื่อพิจารณาความ ประจวบกับเวลานั้นอุบาสกผู้หนึ่งชื่อพิงไชย สร้างวัดบ้านลานหัวเวียงกุมกาม พระธรรมกิตติจึงให้พระญาณคัมภีร์ไปอยู่ยังวัดบ้านลานใน พ.ศ. 1965 [19]

ใน พ.ศ. 1975 พระภิกษุลังกาวงศ์ได้อุปสมบทใหม่ที่ท่าน้ำกุมกาม [20] และหลังการสร้างเวียงเจ็ดลินของพญาสามฝั่งแกนใน พ.ศ. 1981 เวียงกุมกามก็ลดบทบาทลง เนื่องจากกษัตริย์นิยมไปประทับที่เวียงเจ็ดลิน รวมทั้งไม่ปรากฏชื่อเวียงกุมกามในพันนาทั้งหลายที่เกณฑ์เข้าร่วมรบศึกกับเมืองเชียงใหม่

อย่างไรก็ตามหลักฐานจากเอกสารพบว่าในช่วงเวลานี้เวียงกุมกามยังคงมีชุมชนอยู่ โดยปรากฏชื่อหานสี่พันกุมกาม เข้ารบกับกองทัพของพระบรมไตรโลกนาถ และปรากฏชื่อหมื่นช้างกุมกามเป็นผู้เจรจากับชีมล่านพุกามมังลุงลว้าง ครั้งชีมล่านพุกามมังลุงลว้างเข้ามาทำลายศรีเมืองเชียงใหม่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช [21] และการสรงน้ำดำเกล้าพระมหาพุทธพิมพ์ที่วัดเกาะกุมกามใน พ.ศ. 2060 รวมทั้งการประดิษฐานพระปฏิมาทองสัมฤทธิ์หนักประมาณ 3 ล้าน ที่วัดกุมกามทีปารามหรือวัดเกาะกุมกาม ใน พ.ศ. 2062 และการสร้างวิหารใหญ่ที่วัดกู่คำใน พ.ศ. 2066 ในแผ่นดินพระเมืองแก้ว [22]

พ.ศ. 2068 พญาเกศเชษฐราชจากเมืองน้อยขึ้นครองนครเชียงใหม่ ในครั้งนั้นบ้านเมืองเป็นจลาจล จนใน พ.ศ. 2081 ก็ถูกกลุ่มขุนนางบังคับให้สละราชสมบัติให้กลับไปครองเมืองน้อยดังเดิม ท้าวซายคำราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์แทน แต่ในไม่ช้าก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ขุนนางจึงพร้อมกันเชิญพญาเกศขึ้นครองนครอีกครั้งแต่ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ในเวลาต่อมา

สิ้นแผ่นดินพญาเกศฯ ขุนนางทั้งหลายต่างแย่งชิงกันเป็นใหญ่ ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนฝ่ายของตนเอง โดยขุนนางส่วนหนึ่งต้องการให้พระไชยเชษฐากษัตริย์แห่งล้านช้างผู้เป็นราชนัดดาของพระเมืองแก้วขึ้นครองราชสมบัติ แต่บ้านเมืองในยามนั้นเป็นจลาจล พระนางจิระประภาเทวีจึงเสด็จขึ้นครองเมืองชั่วคราว อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลานี้ชาวเวียงกุมกามอาจมีกำลังไม่เพียงพอหรืออาจอพยพไปรวมกับชาวเชียงใหม่หรือลำพูน เพราะเมื่อหลังจากทัพของพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยาตีเมืองลำพูนได้สำเร็จ ได้ยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่ตำบลต้นไร่เหนือกู่คำกุมกามโดยไม่พบหลักฐานว่ามีชาวเวียงกุมกามได้ร่วมกันต้านทัพกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใด [23]

พ.ศ. 2089 พระไชยเชษฐาเสด็จขึ้นครองเชียงใหม่ แต่ใน พ.ศ. 2090 ก็เสด็จกลับล้านช้าง เมืองเชียงใหม่จึงว่างเว้นกษัตริย์นานถึง 4 ปี ท้าวแม่กุจึงขึ้นครองราชสมบัติ ณ นครเชียงใหม่ แต่ล้านนายามนั้นจลาจลมาก ดังนั้นเมื่อทัพของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกเข้ามาล้อมเมืองเชียงใหม่ได้เพียง 3 วัน ก็สามารถผนวกเอาเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองล้านนาทั้งมวลไว้ได้ใน พ.ศ. 2101

ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย?

ตลอดเวลาร่วม 200 ปี ที่เมืองเชียงใหม่และหัวเมืองล้านนาทั้งปวงตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และในช่วงเวลานี้ เรื่องราวของเวียงกุมกามก็เริ่มหายไปจากเอกสารพื้นเมือง

ในช่วงปลายของอำนาจทางการเมืองของพม่าในดินแดนล้านนา บ้านเมืองต่างๆ ตกอยู่ภายใต้ภาวะระส่ำระสาย ผู้คนต่างพากันทิ้งบ้านเรือนหลบไปอยู่ตามป่าเขา แม้พระเจ้ากาวิละและพระเจ้าตากสินแห่งกรุงธนบุรีสามารถขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2317 นั้น เมืองเชียงใหม่ก็ยังขาดแคลนกำลังพลเพียงพอที่จะตั้งรักษาเมือง พระเจ้ากาวิละจึงได้ตั้งมั่นอยู่ที่เวียงป่าซางถึง 14 ปี จึงได้กลับมาตั้งมั่นฟื้นฟูบูรณะเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ดีเอกสารประวัติศาสตร์กล่าวชื่อท่าวังตาลในฐานะท่าเรือคมนาคมในลำน้ำปิง ในตอนต้นสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งยอมรับกันว่าท่าวังตาลเป็นท่าเรืออยู่ในบริเวณเขตเมืองโบราณเวียงกุมกาม นั่นหมายถึงความเป็นชุมชนได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว

สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีผู้คนอพยพเข้ามาอยู่ที่เวียงกุมกามมากขึ้น โดยได้เริ่มการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานหลายแห่ง อาทิ เจดีย์เหลี่ยมหรือกู่คำที่ปฏิสังขรณ์โดยศรัทธาของหลวงโยนการวิจิตรคหบดีชาวพม่า และเจดีย์ที่วัดกานโถม (ช้างค้ำ) ส่วนโบราณสถานอื่นๆ ก็ยังคงถูกทิ้งร้างอยู่ จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 6 มีการออกเอกสารสิทธิที่ดินให้แก่ราษฎรในพื้นที่ ส่งผลให้โบราณสถานหลายแห่งตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ที่ดินของประชาชน

เรื่องราว “เวียงกุมกาม” จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวมานี้ หลายประเด็นยังเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ อย่างไรก็ตามหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากการขุดค้น-ขุดแต่งกลุ่มโบราณสถานแห่งนี้ ก็นับเป็นข้อเท็จจริงอันสำคัญยิ่งที่ผู้สนใจประวัติศาสตร์เวียงกุมกามจะนำไปประกอบการศึกษาเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในวงวิชาการต่อไป

การศึกษาทางด้านปฐพีวิทยาของ “เวียงกุมกาม”

บริเวณพื้นที่ตั้งของเวียงกุมกามมีความสูงประมาณ 300 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะภูมิสัณฐานเป็นแบบที่ราบน้ำท่วมถึง (Alluvial plain) เป็นผลสืบเนื่องมาจากการทับถมของตะกอนลำน้ำในฤดูน้ำหลาก ทำให้เกิดเป็นสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบเรียบ มีความลาดเทประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ โดยมีแนวทิศทางการลาดเทจากด้านทิศเหนือลงสู่ทิศใต้และจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก [24] ตะกอนที่พบส่วนใหญ่จะเป็นตะกอนทรายหยาบ-ละเอียด มีดินเหนียวและทรายแป้งปะปนเล็กน้อย ซึ่งการทับถมในลักษณะนี้จะทำให้เกิดเป็นพื้นที่ราบลุ่ม (basin) เป็นแนวแคบๆ ไปตามความยาวของแม่น้ำปิง และคันดินธรรมชาติ (natural levee)

การขุดแต่งทางโบราณคดีในบริเวณโบราณสถานหลายแห่งในเวียงกุมกามที่ผ่านมา พบว่าชั้นดินที่ปกคลุมโบราณสถานนั้น จำแนกออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. ชั้นดินที่ทับถมอยู่เหนือตะกอนน้ำพา โครงสร้างดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย สีน้ำตาล น้ำตาลปนเทาหรือน้ำตาลเข้ม มีเศษโบราณวัตถุและอินทรียวัตถุปะปนในชั้นดิน ชั้นดินนี้ทับถมอยู่บนชั้นทรายตะกอนน้ำพา จึงเป็นชั้นดินที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังจากที่น้ำท่วมเวียงกุมกามครั้งใหญ่และมีการใช้พื้นที่มาจนถึงปัจจุบัน

2. ชั้นดินตะกอนน้ำพา ส่วนใหญ่เป็นดินทราย พบตั้งแต่ทรายละเอียด-ทรายหยาบแทรกปะปนกัน ในบางแหล่งเช่นวัดอีก้างนั้น พบชั้นกรวดขนาดใหญ่ปะปนอยู่ด้วย ชั้นดินนี้เกิดจากการพัดพาของแม่น้ำปิง

3. ชั้นดินที่ทับถมอยู่ใต้ชั้นตะกอนน้ำพา ชั้นดินนี้ส่วนใหญ่เป็นดินทราย และดินร่วนปนทรายสีน้ำตาลปนเทา มักพบเศษโบราณวัตถุปะปนอยู่ด้วย ชั้นดินนี้เป็นชั้นดินร่วมสมัยกับการใช้งานของโบราณสถานภายในเวียงกุมกามจนกระทั่งถึงช่วงเวลาทิ้งร้างของเวียงกุมกามก่อนน้ำท่วมครั้งใหญ่

พ.ศ. 2546 สำนักงานศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, หจก. เฌอ กรีน และ ผศ.ชาติชาย ร่มสินธิ ได้ตรวจสอบลักษณะทางปฐพีวิทยาบริเวณแหล่งโบราณสถานวัดหนานช้าง พบว่าดินตัวอย่างเกือบทุกผนังชั้นดินมีปริมาณอินทรียวัตถุลดลงตามความลึก ยกเว้นตัวอย่างจากผนังชั้นดินด้านทิศตะวันออกของวัดหนานช้าง (บริเวณใกล้แนวพนังดิน) พบว่าปริมาณอินทรียวัตถุในชั้นดินล่างมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับสัณฐานของดินที่แสดงออกด้วยสีดินที่เข้มขึ้น ลักษณะเช่นนี้น่าจะบ่งบอกถึงการเป็นชั้นดินที่เคยมีคนอยู่อาศัยมาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการพบหลักฐานกิจกรรมการหล่อโลหะที่พบบริเวณด้านหน้าซุ้มประตูโขง

ข้อมูลใหม่ใต้ตะกอนทราย

พ.ศ. 2540-2546 สำนักงานศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ได้ขุดแต่งโบราณสถานภายในเวียงกุมกามเพิ่มเติม คือ

วัดกู่ป้าด้อม

การขุดแต่งบริเวณอุโบสถใน พ.ศ. 2546 พบประติมากรรมมกรคายมังกรประดับผนังราวบันไดด้านนอกของอุโบสถ นับเป็นประติมากรรมนูนต่ำภาพแรกที่ปรากฏในศิลปะล้านนาและแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลวัฒนธรรมจีนในเวียงกุมกามอย่างเด่นชัด

และพบชิ้นส่วนพระเพลาเทวดาปูนปั้น 1 ชิ้น ประทับนั่งหันด้านหลังเข้าชนกัน ลักษณะประติมากรรมเทียบเคียงได้กับภาพเทวดาปูนปั้นที่ประดับผนังวิหารเจ็ดยอด วัดมหาโพธารามที่พระเจ้าติโลกราชทรงสร้างขึ้นใน พ.ศ. 1998 จึงเป็นได้ว่าเทวดาปูนปั้นที่พบนี้ ควรสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 20 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช และน่าจะมีอายุการใช้งานอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับประติมากรรมรูปมกรคายมังกรที่พบประดับผนังด้านนอกของราวบันไดอุโบสถในวัดเดียวกัน

ประติมากรรมรูปมกรคายมังกรที่พบ เป็นปูนปั้นนูนต่ำรูปมังกรแบบจีน ส่วนหัวของมังกรติดอยู่กับผนังในตำแหน่งตัวเหงา มีมกรคายส่วนลำตัวของมังกรออกมา ลำตัวของมกรพาดทับเป็นแนวราวบันไดประดับด้วยลายกนก การศึกษาในชั้นนี้พบว่าลวดลายปูนปั้นรูปมังกรปรากฏให้เห็นอยู่ที่ซุ้มโขงในวิหารวัดพระธาตุลำปางหลวงเช่นกัน [25] ที่ปลายซุ้มเป็นรูปมังกรหันหน้าออกจากกัน เอาหางพันกันขึ้นไป นอกจากนั้นยังพบที่ส่วนของนาคฑันต์ไม้สลักทำเป็นรูปตัวลวงของวิหารที่มีการสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ 24 ตัวลวงก็หมดความนิยมลงและมีการสร้างรูปพญานาคขึ้นมาแทนที่

มังกร เป็นสัตว์เทพเจ้าตามความเชื่อของจีน เกิดจากการนำเอาส่วนต่างๆ ของสัตว์ 5 ชนิดมาผสมกัน คือเขากวาง หัววัว ลำตัวงูที่ตกแต่งด้วยเกล็ดปลา เท้าแบบเหยี่ยว ตามคติจีนเปรียบมังกรเหมือนจักรพรรดิ โดยเฉพาะมังกร 5 เล็บ ถือเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดิ เช่นเดียวกับหงส์ ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ขององค์จักรพรรดินี ผู้ใดจะนำไปใช้มิได้

ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับจีนนั้น เริ่มปรากฏร่องรอยตั้งแต่ก่อนพญามังรายผนวกอาณาจักรหริภุญไชย และเพิ่มบทบาทความสัมพันธ์ยิ่งขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ดังปรากฏหลักฐานในหมิงสือลู่ว่า พ.ศ. 1917 จีนเริ่มให้ความสนใจป่าไป่ซีฟู่อีกครั้ง และใน พ.ศ. 1931 ป่าไป่ซีฟู่ได้ส่งบรรณาการไปยังจีน [26] ทั้งนี้โดยได้พบร่องรอยที่สอดคล้องกันในตำนานพื้นเมืองหลายฉบับที่ระบุตรงกันว่าครั้งพญาสามฝั่งแกนครองเมืองเชียงใหม่ ได้มีการยกเลิกบรรณาการที่ส่งให้กับจีน จึงเป็นมูลเหตุให้จีนยกทัพมาตีเมืองเชียงแสนใน พ.ศ. 1945 และ 1948 [27]

วัดหนานช้าง

การขุดแต่งโบราณสถานวัดหนานช้างในระหว่างวันที่ 25 และ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ได้กลุ่มเครื่องถ้วยจีน 2 กลุ่ม จำนวนรวม 55 ใบ

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มจานขนาดเล็กเขียนลายสีน้ำเงินใต้เคลือบจำนวน 8 ใบ สภาพสมบูรณ์จำแนกลวดลายที่ตกแต่งได้ 2 กลุ่ม คือลายสวนหิน 4 ใบ และลายหงส์แบบจีน 4 ใบ พบวางตะแคงเรียงซ้อนกันในชั้นทรายตะกอนน้ำพาบริเวณพื้นที่ลาดด้านทิศตะวันตกของพนังดินหน้าวัดหนานช้าง ระดับล่างของชั้นดินนี้มีเศษถ่านและอินทรียวัตถุอื่นๆ ปะปนอยู่จำนวนหนึ่ง จากลักษณะและตำแหน่งของกลุ่มจานที่พบวางเรียงตะแคงซ้อนกันเป็นกลุ่ม แสดงว่ากลุ่มจานเหล่านี้ถูกมัดหรือบรรจุในลังไม้และอาจไหลลงมาจากบนยอดพนังดินซึ่งอาจเป็นที่อยู่อาศัย เนื่องจากในตำแหน่งใกล้เคียงได้พบร่องรอยของบ่อน้ำสร้างอยู่ในแนวพนังดินด้วย

กลุ่มที่ 2 พบบรรจุอยู่ในไหเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาลถูกขุดฝังอยู่ใต้ชั้นดินทับถมพังทลายใต้ชั้นตะกอนทรายที่ทับถมกันหนาประมาณ 1.30-1.50 เมตร มีการวางเรียงอิฐกั้นระหว่างลำตัวไหและทรายบริเวณรอบๆ ปากไหปิดทับด้วยถาดสัมฤทธิ์และมีก้อนอิฐปิดทับ 3 ก้อน ภายในไหบรรจุเครื่องถ้วยจีนและเครื่องใช้สัมฤทธิ์รวม 51 รายการ เครื่องถ้วยเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ พบทั้งประเภทเขียนลายด้วยสีน้ำเงินใต้เคลือบและลายเขียนด้วยสีเหลือง แดง เขียว ฟ้า และน้ำตาลเป็นรูปสัตว์และพรรณพฤกษาต่างๆ หลายชิ้นมีอักษรจีนจารึกใต้ก้น และ 1 ในจำนวนนี้ มีหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นความสำคัญของบุคคลเป็นเจ้าของเครื่องถ้วยจีนกลุ่มนี้ และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างล้านนาและจีนที่ไม่เคยปรากฏในเอกสารพื้นเมืองล้านนาฉบับใดๆ

เครื่องถ้วยจีนดังกล่าว เป็นจานลายคราม ที่ก้นด้านในเขียนลายหงส์แบบจีน 2 ตัว ลำตัวด้านนอกเขียนลายหงส์แบบจีน 1 ตัวและลวดลายพรรณพฤกษา ใต้ก้นด้านนอกเขียนอักษรจีน 6 ตัว เขียนเรียงกันในแนวตั้ง 2 แถว ความว่า“ต้า หมิง วัน ลี่” ระบุว่าจานใบนี้ทำขึ้นในสมัยพระเจ้าวั่นลี่แห่งราชวงศ์หมิงซึ่งครองราชย์ในประเทศจีนในช่วง พ.ศ. 2116-2162

ความสำคัญของจานใบนี้คือเป็นภาชนะที่ผลิตขึ้นในเตาหลวงภายใต้พระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าวั่นลี่เพื่อใช้เป็นเครื่องต้นสำหรับพระจักรพรรดิและมเหสี หรือเพื่อพระราชทานแก่พระมหากษัตริย์ของดินแดนที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและได้รับการยอมรับในพระราชอำนาจจากจักรพรรดิจีนเท่านั้น ไม่ใช่ภาชนะของบุคคลทั่วไป [28] และหากเป็นการได้มาโดยเป็นของตอบแทนบรรณาการแล้ว เครื่องถ้วยชิ้นนี้ ย่อมเข้ามาสู่ล้านนาโดยการพระราชทานของพระเจ้าวั่นลี่ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิของประเทศจีน

ไขปริศนาเครื่องถ้วยจีน

ลักษณะการฝังไหซึ่งบรรจุกลุ่มภาชนะเครื่องถ้วยจีนในสมัยราชวงศ์หมิง พบว่าอยู่ในชั้นดินที่ต่ำกว่าระดับฐานรากของอาคารโบราณสถานวัดหนานช้าง 20-30 ซม. และมีซากปรักหักพังของอิฐปะปนอยู่ในชั้นดินตอนบนใต้ชั้นตะกอนทรายโดยไม่พบร่องรอยการขุดลงมาจากชั้นดินตอนบน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นการฝังเพื่อต้องการซุกซ่อนสมบัติเหล่านี้

หากลำดับเวลาของการปรากฏของเครื่องถ้วยชิ้นหนึ่งที่มีพระนามของจักรพรรดิวั่นลี่ ผู้ครองราชย์อยู่ระหว่าง พ.ศ. 2116-2162 กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินล้านนา พบว่าเป็นช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะวุ่นวายมีการแย่งชิงอำนาจทั้งจากภายในและภายนอก โดยเฉพาะในช่วงหลังสมัยของพระนางวิสุทธิเทวีเชื้อสายของราชวงศ์มังรายองค์สุดท้ายในปี พ.ศ. 2120 พม่าได้แต่งตั้งมังนรธาช่อขึ้นปกครองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2102-2150) ในช่วงนี้เกิดการจลาจลเนื่องจากการแย่งอำนาจของกลุ่มการเมืองในพม่า ทำให้ขุนนางพม่าที่ปกครองล้านนาต่างแย่งชิงอำนาจกันด้วย และใน พ.ศ. 2141 ทัพกรุงศรีอยุธยาจึงยกขึ้นมาตีบ้านเมืองรายรอบเมืองเชียงใหม่ได้ [29] ต่อมา ใน พ.ศ. 2174 เจ้าเมืองเชียงใหม่ถูกจับไปหงสาวดี [30]

ดังนั้นเจตนารมณ์ของการฝังซ่อนสมบัติที่วัดหนานช้าง อาจมีสาเหตุมาจากความวุ่นวายของบ้านเมืองในช่วงนั้น และหากนำมาเชื่อมโยงกับเหตุกาณ์ทางธรรมชาติที่พื้นเมืองเชียงแสนระบุถึงการเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2200 ความว่า“…สกพทได้ 1019 ปีเมิงเร้า (พ.ศ. 2200) น้ำท่วมเมืองชุแห่ง พระแสนเมือง ได้เป็นเจ้าฟ้าแล้ว มานั่งเมืองแล…”[31] สอดคล้องกับพงศาวดารโยนกที่ระบุว่า “…ลุศักราช 1019 ปีระกา นพศก บังเกิดน้ำเหนือหลากมามาก ท่วมเมืองทุกแห่ง พระแสนเมือง ได้กลับจากกรุงอังวะในปีนั้น…” [32] ทำให้แปลความได้ว่า เครื่องถ้วยจีนกลุ่มนี้ถูกฝังก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใน พ.ศ. 2200 จนถึงสมัยพระยาสุลวฤาไชย (หนานทิพย์ช้าง) เหตุการณ์เกี่ยวกับเชียงใหม่ได้ถูกจดบันทึกเพียงข้อความสั้นๆ และไม่ปรากฏชื่อของเวียงกุมกามในบรรดาหัวเมืองต่างๆ ที่ก่อการจลาจลหลังการทิวงคตของพระยาสุลวฤาไชยใน พ.ศ. 2302 ทั้งที่เอกสารดังกล่าวระบุชื่อเมืองต่างๆ ที่ก่อการจลาจลมากมายไม่เว้นแม้แต่ชุมชนขนาดเล็ก เช่น สะปุง และร้องจี่“…ยามนั้น บ้านเมืองทั้งมวลข้ำเขือกเยือกไหวไผเมืองมัน ชิงกันเป็นเจ้าเป็นนาย เกิดเป็นโกลาหลชุแห่ง ลำพูน เชียงใหม่ บ้านสัน วังพร้าว ทะกาน หนองหล้อง ร้องจี่ จอมทอง สะปุง ป่าซาง บ้านเหนือรบบ้านใต้ บ้านใต้รบบ้านเหนือ เป็นเสี้ยนศึกฆ่าฟันกัน…” [33] อย่างน้อยแสดงว่า ความเป็นบ้านเมืองของกุมกามไม่ปรากฏแล้วตั้งแต่ตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ 24

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งจากการขุดแต่งบริเวณด้านทิศตะวันออกของวัดพระเจ้าองค์ดำ วัดพญามังราย และวัดหนานช้างซึ่งเป็นแนวที่อยู่ถัดแนวปิงห่างมาทางตะวันตก พบแนวพนังดินทอดยาวจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ ใต้แนวพนังดินดังกล่าวพบโกลนดินของพระพุทธรูปหลายชิ้น บางชิ้นแสดงลักษณะพระอุระอวบอ้วนแบบล้านนา และบางชิ้นเป็นโกลนดินพระพุทธรูปทรงเครื่องโดยยังคงปรากฏร่องรอยของมงกุฎบนพระเกศา [34]

การศึกษาของศักดิ์ชัย สายสิงห์ [35] พบว่า พระพุทธรูปทรงเครื่องในล้านนานั้น น่าจะเริ่มสร้างในช่วงแผ่นดินพระเจ้าติโลกราช โดยน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภาพเทวดาปูนปั้นที่ประดับผนังวิหารวัดมหาโพธารามหรือวัดเจ็ดยอดที่พระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่กระทำอัฐฐมสังคายนาใน พ.ศ. 1998 การพบชิ้นส่วนพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัยในครั้งนี้ นับเป็นหลักฐานประการสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแนวคันดินดังกล่าวนั้น ควรสร้างขึ้นในช่วงหลัง พ.ศ. 1998 และน่าจะเป็นการสร้างขึ้นหลังการสร้างวัดหนานช้างเพื่อใช้เป็นพนังดินที่ช่วยแก้ปัญหาการไหลบ่าของน้ำปิงห่าง

กรณีของปิงห่าง มีรายงานความก้าวหน้าการศึกษาตะกอนวิทยาของร่องน้ำที่เชื่อว่าเคยเป็นแม่น้ำปิงนั้น พบว่าเป็นเพียงร่องน้ำที่เกิดจากการขุดลอกเพื่อชักน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอผลการศึกษา ซึ่งจะเป็นประเด็นให้เกิดการเสวนากันได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

สรุปเรื่อง “เวียงกุมกาม”

จากการดำเนินงานทางโบราณคดีใน เวียงกุมกาม ที่ผ่านมา สรุปผลความก้าวหน้าได้ดังนี้

1. พญามังรายสร้างเวียงกุมกามขึ้นในบริเวณชุมชนในวัฒนธรรมหริภุญไชย

2. ศักราชในการสร้างเวียงกุมกาม ยังหาข้อสรุปไม่ได้

3. การพบประติมากรรมปูนปั้นรูปมกรคายมังกร เป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ของอาณาจักรล้านนาและจีนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ที่เด่นชัด

4. กลุ่มเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงกลุ่มที่ 2 พบในไหที่ฝังอยู่ในบริเวณวัดหนานช้าง เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2116 และก่อน พ.ศ. 2200

5. การฝังเครื่องถ้วยจีนกลุ่มที่ 2 อยู่ในช่วงการจลาจลของบ้านเมือง และเป็นการฝังก่อนการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่

6. จากลักษณะชั้นดินทับถมปนเศษโบราณวัตถุหนาแน่น และการขุดฝังไหภาชนะในชั้นดินดังกล่าว สันนิษฐานได้ว่าวัดหนานช้างกลายเป็นวัดร้างในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 23 เพราะไม่พบโบราณวัตถุสมัยหลังๆ บนชั้นดินตอนบน

7. การทิ้งร้างของวัดหนานช้าง จะรวมถึงการทิ้งร้างของเวียงกุมกามด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอผลการขุดแต่งโบราณสถานอื่นๆ อีก เพราะลักษณะการถูกทับถมโดนตะกอนทรายหนาประมาณ 1.5 เมตร นอกจากที่วัดหนานช้างแล้ว ได้พบที่วัดกู่ป้าด้อมและวัดโบสถ์ที่อยู่ค่อนมาทางทิศตะวันตกของเมือง ส่วนโบราณสถานอื่นๆ มีการทับถมของตะกอนทรายเพียง 0.5-1 เมตร เท่านั้น โบราณสถานเหล่านี้อาจมีการใช้ประโยชน์ภายหลังมหาอุทกภัยก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ:

[1] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ใช้เอกสารต้นฉบับหลักจากวัดพระงาม ซึ่งจารขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2397 ส่วนตำนาน15 ราชวงศ์นั้น รศ.สมหมาย เปรมจิตต์ ใช้ต้นฉบับจากวัดเมธังกรวาส ซึ่งจารขึ้นใน พ.ศ. 2432 ในการสอบชำระ

[2] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับ700 ปี หน้า26 และตำนาน15 ราชวงศ์ หน้า25

[3] สรัสวดี อ๋องสกุล.เวียงกุมกามการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนโบราณในล้านนา. 2537, หน้า33-34.

[4] จิรศักดิ์ เดชวงค์ญา. ประวัติศาสตร์เวียงกุมกาม. เอกสารอัดสำเนา. 2545, หน้า4 อ้างจาก วินัย พงศ์ศรีเพียร. ป่าไป่ซีฟู่ป่าไป่ต้าเตี้ยนเชียงใหม่ในเอกสารประวัติศาสตร์จีนโบราณ. (กรุงเทพฯ: คณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารภาษาจีน, 2539), หน้า160.

[5] วินัย พงศ์ศรีเพียร. เรื่องเดียวกัน. หน้า7.

[6] จิรศักดิ์ เดชวงศ์ญา. เรื่องเดียวกัน. หน้า4.

[7] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่700 ปี หน้า26, ส่วนพงศาวดารโยนก หน้า259 เรียกแม่แช่ว, ตำนาน15 ราชวงศ์ เรียกเวียงแซ่ว, ตำนานมูลศาสนา หน้า186 เรียกเมืองเซ่

[8] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่700 ปี หน้า26

[9] อ้างแล้ว หน้า26 และ88

[10] สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่6 เชียงใหม่. รายงานการขุดแต่งและปรับสภาพภูมิทัศน์โบราณสถานวัดเกาะกลาง.ลำพูน. 2542, หน้า6.

[11] คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์.ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. หน้า20.

[12] พงศาวดารโยนก หน้า260 และชินกาลมาลีปกรณ์ หน้า102

[13] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่700 ปี หน้า25-26, ตำนาน15 ราชวงศ์ เล่ม1 ผูก1-2 หน้า71

[14] พงศาวดารโยนก. 2516, หน้า 259.

[15] พงศาวดารโยนก หน้า263-264, และตำนาน15 ราชวงศ์ เล่ม1 ผูก1-2 หน้า83

[16] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า33

[17] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า46 และตำนาน15 ราชวงศ์ เล่ม2 ผูก3-4 หน้า9

[18] ประชุมศิลาจารึกภาค3 หน้า138

[19] ดร.ประเสริฐ ณ นคร. ตำนานมูลศาสนาเชียงรายเชียงใหม่เชียงตุง. 2537, หน้า170.

[20] รศ.สรัสวดี อ๋องสกุล, 2537 อ้างจาก สุรสิงห์สำรวม ฉิมพะเนาว์, ผู้ปริวรรต. คลองเจือพญากือนา. หน้า50.

[21] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่700 ปี หน้า61-75

[22] ชินกาลมาลีปกรณ์ หน้า142-161

[23] พงศาวดารโยนก หน้า283-284 และตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า89

[24] หจก. เชียงใหม่นรินทร์กรุ๊ป. รายงานการสำรวจแผนผังบริเวณเวียงกุมกามอำเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่. 2546.

[25] หจก. ช่อฟ้าก่อสร้าง. รายงานการขุดแต่งและออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานวัดกู่ป้าด้อม. 2546, หน้า29.

[26] วินัย พงศ์ศรีเพียร. เรื่องเดียวกัน. หน้า95.

[27] สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่6 เชียงใหม่. รายงานการขุดปรับขุดแต่งออกแบบเพื่อการบูรณะและปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์เมืองเชียงแสน. 2543, หน้า9-13.

[28] ข้อมูลจากการสังเกตการณ์และสัมภาษณ์ ณัฐภัทร จันทวิช ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องถ้วยจีน สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร เมื่อวันที่3 มีนาคม2547

[29] พงศาวดารโยนก หน้า406

[30] สรัสวดี อ๋องสกุล. พื้นเชียงแสน. เอกสารอัดสำเนา. หน้า55.

[31] สรัสวดี อ๋องสกุล. เรื่องเดียวกัน. หน้า121.

[32] พระยาประชากิจกรจักร์.พงศาวดารโยนก. หน้า410.

[33] ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ หน้า89

[34] หจก. เฌอ กรีน. รายงานการขุดแต่งและออกแบบเพื่อการบูรณะโบราณสถานวัดหนานช้าง. 2546, หน้า263.

[35] ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา. 2532, หน้า104.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 เมษายน 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เวียงกุมกาม : เมืองโบราณใต้ตะกอนทราย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...