โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียงวิวัฒนาการวันแม่และ "ความเป็นแม่" ว่าด้วยคุณค่าที่แปรเปลี่ยนตามสมัย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ส.ค. 2567 เวลา 03.45 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2567 เวลา 00.10 น.
ท่านผู้หญิง ละเอียด พิบูลสงคราม กับแม่ที่ชนะการประกวดงานวันแม่

เรียงวิวัฒนาการวันแม่และ “ความเป็นแม่” ว่าด้วยคุณค่าที่แปรเปลี่ยนตามสมัย

คํากล่าวที่ผูกผู้หญิงเข้ากับความเป็นแม่ อย่างเช่น “ผู้หญิงทุกคนมีความเป็นแม่อยู่ในตัว” หรือ “ผู้หญิงทุกคนมีสัญชาตญาณของความเป็นแม่” นั้น ก่อให้เกิดคําถามกับผู้เขียนว่า “จริงหรือ?”

ถ้าเช่นนั้นเราจะอธิบาย “ความเป็นแม่” ของผู้หญิงที่ทิ้งหรือฆ่าทารกซึ่งเป็นลูกของตนเองดังที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าอย่างไร และเมื่อพิจารณาคําว่า “ความเป็นแม่” อย่างจริงจังแล้ว ก็จะพบว่าเป็นคําที่มีความหมายกว้างและคลุมเครือซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคําศัพท์ทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

งานศึกษาของ เอ. ริช ให้กรอบความคิดที่ว่า “ความเป็นแม่” นั้นมี 2 นัยยะ คือ ความเป็นแม่จากด้านชีวภาพ และความเป็นแม่จากด้านสังคมและวัฒนธรรม [1] ซึ่งสภาพทางสรีระเอื้อให้ผู้หญิงเป็นแม่ได้โดยธรรมชาติ แต่ความเป็นแม่จากด้านสังคมและวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ยังต้องศึกษาและทําความเข้าใจ

เท่าที่ผู้เขียนค้นคว้า ยังไม่พบงานศึกษาเกี่ยวกับ “ความเป็นแม่” ในบริบทของสังคมและวัฒนธรรมไทย บทความนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะศึกษาประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยามของ “แม่ที่ดี” ที่สังคม (รัฐ) กําหนดคืออะไร โดยศึกษาจากพัฒนาการของงาน “วันแม่”

ต้นกําเนิดของ “วันแม่”

ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้อธิบายถึง “วันแม่” ว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ได้จัดให้มีงานวันแม่ขึ้น โดยนางสาวแอนนา จาร์วิส ในเมืองฟิลาเดลเฟีย ผู้มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะจัดให้มี “วันแม่” ได้พยายามรณรงค์ แสดงสุนทรพจน์ และเขียนหนังสือถึงคนสําคัญต่างๆ อยู่ประมาณ 2 ปี จึงประสบความสําเร็จ (ในปี 2457-ผู้เขียน) ท่านประธานาธิบดีวิลสันได้ลงนามในคําสั่งให้ถือวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม เป็นวันแม่ และใช้ดอกคาร์เนชั่นเป็นเครื่องหมายแสดงความคารวะต่อแม่ [2]

แต่ในงานศึกษาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของผู้หญิงญี่ปุ่นในสมัยสงครามของมิโดริได้อธิบายเกี่ยวกับกําเนิดของ “วันแม่” ในอีกแง่มุมหนึ่งว่า กลุ่มผู้ค้าดอกไม้ในเยอรมนี้ริเริ่มจัดขึ้นในปี 2470 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการช่วยปลูกฝังนิสัยให้เคารพเชื่อฟังมารดา ซึ่งนักชาตินิยมได้สนับสนุนอย่างแข็งขัน มีการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนผู้เป็นแม่ มีการให้รางวัลแม่ที่มีลูกมาก และมีการจัดพิธีที่แสดงความเคารพต่อแม่ในสถานที่สาธารณะ ต่อมาในปี 2476 ฮิตเลอร์ได้เปลี่ยนให้ใช้วันเกิดแม่ของเขา คือวันที่ 20 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติแทน [3]

ผู้เขียนมีข้อจํากัดในการค้นข้อมูล [4] เกี่ยวกับกําเนิดของ “วันแม่” ในแต่ละประเทศ ทําให้ไม่สามารถเปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละประเทศได้ชัดเจน แต่ข้อสังเกตอย่างคร่าว ๆ ก็คือ “วันแม่” ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหรือเฟื่องฟูในระยะที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ดังเช่น ในเยอรมนีและญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย

กําเนิด “วันแม่” ในประเทศไทย

เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ทหารญี่ปุ่นหรือในอีกความหมายหนึ่งคือ ผู้ชายต่างชาติจํานวนมากได้กระจายปะปนอยู่กับประชาชนชาวไทย สภาวะเช่นนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้นําประเทศในขณะนั้นเป็นอย่างมากว่าจะมีการปนเปื้อนทางเชื้อชาติระหว่างชายต่างชาติกับหญิงไทยจนอาจถูกกลืนชาติได้ ความกังวลใจนี้เห็นได้จากการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะท่านผู้นําประเทศในขณะนั้นได้ออกบทความเรื่อง “ดอกไม้ของชาติ” ในนามของสามัคคีชัย ในวันที่ 29 ตุลาคม 2485 โดยได้เปรียบเทียบหญิงไทยเป็นดอกไม้ของชาติและเชื่อมโยงไปถึงการมีคู่ของหญิงซึ่งเกี่ยวพันกับเกียรติของชาติดังนี้

“หยิงเป็นดอกไม้ของชาติโดยแท้ ถ้าดอกไม้ร่วงโรยลงไป เราก็ว่าดอกไม้นั้นใช้ไม่ได้ หมดคุนสมบัติ ถ้าดอกไม้ของชาติคือหยิง ร่วงโรยลงไป ใครจะว่าดอกไม้นี้หรือชาติจะไม่ร่วงโรยตามไปด้วยหยิง ดอกไม้งามของชาติจึงเป็นสัญญาณบอกความพินาสล่มจมของชาติ ไม่มีใครเถียงได้เลย ฉันเห็น ว่าชาติได หยิงในชาตินั้นเป็นอารยะเพียบพร้อม มีความรักชาติ รักคู่สมรสชาติเดียวกันไว้เป็นแก่นสารแล้ว ชาตินั้น ๆ ก็มีทางแต่งเดินขึ้นทุกวัน ถ้าหยิงในชาติใด ไม่คิดถึงชาติ แต่งงานไม่เลือกว่าจะเป็นใคร ขอให้มีสุขหย่างเดียวแล้ว นั่นพวกเราจงเข้าใจว่าชาตินั้นๆ มีดอกไม้โรย-เน่า แล้วชาตินั้น ๆ ไม่ช้าก็จะเน่าตามไปด้วย

ตัวฉันนึกเท่าได้ ก็ยังมองไม่เห็นเลยว่า การแต่งงานนั้นจะไม่ถือความรักเป็นไหย่ แต่ฉันต้องขอแถมรักชาติ รักเกียรติ ตามไปด้วย ถ้าขาด 2 สิ่งหลังนี้ ฉันว่า หยิงไม่ควนมีคู่เลย…ถ้าฉันเห็นหญิงไทยมีผัวไม่ใช่ไทย ให้ฉันนึกว่า นั่นถือเงินคือความสุข เป็นทางในการเลือกคู่แล้ว ไม่ถือความรัก ไม่ถือชาติ ไม่ถือเกียรติ เป็นการสแดงว่าชาติของเราจะเสื่อมลง เพราะชายไทยไม่มีเกียรติพอที่จะเป็นตัวหยิงไทยเสียแล้ว เกียรติของชาติไทยก็ตกต่ำตามไปด้วย” [5]

ผู้หญิงในยุคชาตินิยมนั้นมีความสําคัญอย่างสูง เพราะเป็นปัจจัยสําคัญในการเพิ่มพลเมือง เป็นผู้รักษาความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ และเป็นผู้ดูแลปกปักรักษาชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นซึ่งถือว่าเป็นอนาคตของชาติ ดังที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้อธิบายความสําคัญของผู้หญิงในฐานะแม่ว่า

“แม่เป็นผู้ให้กําเหนิด เป็นผู้อบรมนิสัยแก่พลเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชาติ ชาติที่จเรินแล้วย่อมจะเทิดทูนความสําคันของแม่ และเอาใจใส่ในเรื่องหน้าที่และการปติบัติของแม่มาก เพราะถือว่ามีความสําคันเกี่ยวกับการส้างชาติในลําดับที่ 1 ส่วนสําคัญที่สุดแห่งสรรพกําลังของชาตินั้นก็คือคน เราต้องมีคนก่อนจึงจะทําหย่างอื่นได้” [6]

ด้วยแนวคิดเช่นนี้ ในปี 2486 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ริเริ่มจัดงาน “วันมารดา” ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 มีนาคม [7] ซึ่งเป็นวันตั้งกระทรวงการสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์ “เพื่อเป็นการส่งเสิมให้บันดามารดาทั้งหลายได้มีโอกาสไปร่วมพบปะประชุมกัน อันจะเป็นผลนํามาซึ่งความสามัคคีและทั้งจะได้รับความรู้ในเรื่องการสงเคราะห์มารดาและเด็ก เพื่อจะได้ช่วยกันลดอัตตราตายของทารกให้น้อยลง เป็นการเพิ่มพูนสมัถภาพและจํานวนพลเมืองให้มากขึ้นจะได้เพิ่มความเข้มแข็งของชาติสืบไป” [8]

การจัดงานวันแม่นี้รัฐบาลได้พยายามจัดงานในส่วนภูมิภาค เช่น จังหวัดลําปาง เพชรบุรี เป็นต้น [9] เพื่อเผยแพร่ความคิดดังกล่าวในหมู่ประชาชนให้มากที่สุด แต่เนื่องจากสภาวะสงครามรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทําให้การจัดงานวันแม่ในปีต่อ ๆ มาต้องยกเลิกไป

เมื่อจอมพล ป. ได้กลับเข้ามามีอํานาจทางการเมืองอีกครั้ง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกับกระทรวงการสาธารณสุขได้จัดให้มีงาน “วันแม่” ขึ้นในวันที่ 15 เมษายน 2493 โดยมีวัตถุประสงค์จะเรียกร้องความสนใจแก่ประชาชนให้ระลึกถึงแม่ เทิดทูนแม่ว่าเป็นบุคคลสําคัญของลูก [10]

หลังจากนั้นในปี 2493 (เนื้อหาฉบับออนไลน์แจ้งหมายเหตุว่าเป็น 2496) คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่า ตลอด 3 ปีที่สํานักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงได้จัดงานขึ้นนั้น ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และรู้สึกว่าประชาชนได้รับ “วันแม่” เป็นวันที่ประชาชนควรจะปฏิบัติอะไรบ้างและมีความสําคัญอย่างไร ซึ่งเป็นการต้องตามวัตถุประสงค์ของทางราชการแล้ว ตามเหตุผลที่กล่าวมา คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีให้พิจารณา รับรองให้วันที่ 15 เมษายน เป็นวันแม่ประจําปีของชาติเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งต่อจากงานสงกรานต์ [11]

ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติรับรอง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2497 ซึ่งมีผลให้วันที่15 เมษายนเป็นวันแม่ประจําปีของชาติ จนกระทั่งปี 2500 ซึ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม หมดอํานาจทางการเมือง งานวันแม่ก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

ปี 2515 ก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดของนักศึกษา 1 ปี สมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทยได้รื้อฟื้นการจัดงาน “วันแม่” ขึ้นอีกในวันที่ 4 ตุลาคม เพื่อเทิดทูนเกียรติคุณของแม่ทั้ง 4 คือ แม่แห่งชาติ ซึ่งได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แม่บังเกิดเกล้า แม่พิมพ์ ซึ่งได้แก่ครู อาจารย์ และแม่พระ ซึ่งได้แก่ผู้บําเพ็ญประโยชน์แก่สังคม [12]

ในงานนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดําเนินไปทรงเป็นประธานในงานวันแม่ตามคํากราบบังคมทูลอัญเชิญ ซึ่งมีผู้บันทึกถึงความประทับใจในเหตุการณ์วันนั้นว่า “กระแสพระราชดํารัสตลอดจนเหตุการณ์ในวันงานได้ถ่ายทอดไปยังประชาชนด้วยความร่วมมือของสื่อมวลชนทุกชนิด เป็นที่ประทับใจแก่คนทั้งปวงเป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุการณ์ที่ฟื้นฟูจิตใจอยู่ได้เป็นเวลานาน” [13] แต่ทว่าการจัด งานวันแม่ในปีต่อ ๆ มา ก็ไม่ได้มีการจัดงานวันแม่ขึ้นอีก

จนกระทั่งในปี 2519 สมาคมครูคาทอลิกฯ ได้เสนอให้คณะกรรมการส่งเสริมศีลธรรมและจิตใจ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นเจ้าภาพจัดงานวันแม่ ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมศีลธรรมและจิตใจได้พิจารณาข้อเสนอของสมาคมครูคาทอลิกฯ แล้วเห็นชอบด้วยที่จะให้สภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นเจ้าภาพจัดงานวันแม่ โดยถือวันที่ 12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเป็นแม่แห่งชาติเป็นวันแม่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงานดังนี้

1. เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
2. เพื่อเทิดทูนพระคุณของแม่ และยกย่องบทบาท ของแม่ที่มีต่อครอบครัวและสังคม
3. เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่
4. เพื่อให้ผู้เป็นแม่ได้สํานึกในหน้าที่และความรับผิด ชอบของตนในฐานะของแม่ [14]

หากดูตามวัตถุประสงค์ในการจัดงานวันแม่ในแต่ละยุคสมัย ก็พอจะเห็นได้ว่าการจัดงาน “วันแม่” เพื่อระลึกถึงแม่นั้น มีเป้าหมายที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด การจัดงานครั้งแรกในปี 2486 นั้นมีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้หญิงในฐานะแม่ให้มีความรู้ในการดูแลตนเองและเลี้ยงดูลูกเพื่อให้อัตราการตายของทารกลดน้อยลง แต่เมื่อเวลาผ่านไป การเพิ่มพลเมืองไม่ใช่นโยบายอีกต่อไป เป้าหมายจึงต้องเปลี่ยนตามงานวันแม่ที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่จึงเป็นการเทิดทูนและยกย่องพระคุณของแม่พร้อม ๆ ไปกับการสร้างสํานึกและเน้นย้ำในหน้าที่และความรับผิดชอบของแม่ด้วยเช่นกัน

การประกวดแม่ : มาตรฐานแม่ดีที่ชาติต้องการ

กิจกรรมที่ทางราชการจัดขึ้นในวันแม่เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักในความสําคัญของแม่นั้นมีหลากหลาย เช่น การประกวดคําขวัญวันแม่ การประกวดบทเพลงเกี่ยวกับแม่ การจัดนิทรรศการ ฯลฯ และกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือการประกวดแม่ และคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต ซึ่งเป็นเลขานุการ “วันแม่แห่งชาติ” ของสํานักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง (ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม) และประธานกรรมการคัดเลือกแม่ที่ควรยกย่องในปี 2519 ได้แสดงความคิดเห็นว่า

“การเป็นแม่ที่ดีนั้น เป็นสิ่งปฏิบัติที่ยากแสนยาก มิใช่ว่าผู้หญิงที่แต่งงาน และมีบุตรแล้ว จะเป็นแม่ที่ดีไปเสียทั้งสิ้น แม่บางคนก็ขาดการเอาใจใส่แก่บุตรของตนเลี้ยงดูอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ ให้อยู่รอดไปวันหนึ่งๆ เข้าตําราที่ว่า ‘ตายก็ฝังยังก็เลี้ยง นอกจากเลี้ยงดูบุตรโดยขาดการเอาใจใส่ในด้านสุขภาพอนามัยของบุตรแล้ว ไม่มีการอบรมบ่มนิสัยบุตรให้มีศีลธรรม วัฒนธรรม อันดีงามอีกด้วย เป็นเหตุถ่วงความเจริญของประเทศชาติ…’” ดังนั้นการทําให้สังคมตระหนักว่า “แม่ที่ดี” เป็นอย่างไร จึงเป็นสาระส่วนหนึ่งของการจัดงานวันแม่

การจัดงานวันแม่ครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2486 นั้น ได้จัดให้มีการจัดการประกวดแม่ โดยใช้ชื่อว่าการประกวดสุขภาพมารดา โดยการประกวดนี้แบ่งเป็น 3 ประเภท

ประเภทที่ 1 มารดาที่มีบุตรจากสามีคนเดียวและยังมีชีวิตหยู่ 5 คน
ประเภทที่ 2 มารดาที่มีบุตรจากสามีคนเดียวและยังมีชีวิตหยู่ 6-10 คน
ประเภทที่ 3 มารดาที่มีบุตรจากสามีคนเดียวและยังมีชีวิตหยุตั้งแต่ 1 คน ขึ้นไป [15]

โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาให้รางวัล คือ

1. มีบุตรมากและยังมีชีวิตหยู่ทั้งมีสุขภาพดี
2. มารดามีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ดี
3. สัมภาสน์ การอบรมและเลี้ยงดูเด็ก [16]

จากเกณฑ์ดังกล่าวทําให้พอสรุปได้ว่า หลักการประกวดแม่ในครั้งนี้เน้นที่แม่ที่มีสุขภาพดีที่สามารถมีลูกมาก ๆ ได้ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มพลเมืองของชาติในขณะนั้น

หลังจากนั้นเมื่อมีการจัดงานวันแม่อีกในสมัยต่อมา หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกแม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้ากับสภาวะในขณะนั้นซึ่งไม่จําเป็นต้องเร่งเพิ่มพลเมืองของประเทศอีกแล้ว ดังนั้นในการประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดงานวันแม่ ในวันที่ 1 มีนาคม 2499 ประธานในที่ประชุมได้ฝากข้อสังเกตไปยังจังหวัดและภาคให้ทราบวัตถุประสงค์ของการประกวดแม่ คือต้องการให้ได้แม่ที่มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ มีการสังคมดี มากกว่าแม่ที่มีจํานวนลูกมาก [17]

ในปี 2519 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการรื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีกนั้น มีการจัดงานประกวดคําขวัญและคํากลอน จัดทําบัตรวันแม่ แต่ยังไม่มีการประกวดแม่ ในปีต่อมาจึงได้เริ่มมีการคัดเลือกแม่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม โดยกําหนดแม่ของบุคคลหลายอาชีพ ดังนี้

1. แม่ผู้เป็นแม่ผู้กล้าหาญ
2. แม่ผู้เป็นแม่พิมพ์
3. แม่ผู้เป็นเกษตรกร
4. แม่ผู้ใช้แรงงาน
5. แม่ผู้ค้าขาย
6. แม่ผู้เป็นแม่บ้าน [18]

โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาแม่ที่ควรยกย่องมีดังนี้ คือ

1. มีความประพฤติดี มีคุณธรรม
2. อบรมเลี้ยงลูกได้ดี
3. บําเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมอยู่เสมอ
4. มีลูกสละชีวิตเลือดเนื้อให้แก่แผ่นดินไทย
5. เป็นผู้นิยมไทย และรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทย [19]

ในปีถัดมาหลักเกณฑ์และประเภทของแม่ที่ได้รับการคัดเลือกยังคงเหมือนเดิม แต่ในปี 2523 แม่ที่ควรยกย่องซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีนั้นเหลือเพียง 3 ประเภท คือ

1. แม่ผู้เป็นแม่ของผู้กล้าหาญ (แยกเป็นแม่ของทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตํารวจ และอาสาสมัคร)
2. แม่ผู้เป็นเกษตรกร
3. แม่ผู้เป็นนักสังคมสงเคราะห์ [20]

แต่ในปี 2523 “แม่ผู้เป็นนักสังคมสงเคราะห์” ได้เปลี่ยนเป็น “แม่ผู้บําเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม” แลได้เพิ่มรางวัล “แม่ผู้ขยันหมั่นเพียร” ขึ้นมาด้วยรวมเป็น 4 ประเภท และการประกวดแม่ได้ดําเนินต่อมาอีกหลายปี (อาจมีการเปลี่ยนชื่อเรียกไปบ้าง-ผู้เขียน) จนกระทั่งในปี 2538 ได้มีการเพิ่ม “แม่ของผู้ทําประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ” ขึ้นมา และดําเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน

การประกวดแม่ทําให้เห็นได้ว่าประเภทของแม่ที่รัฐให้ความสําคัญนั้นก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา คุณสมบัติจากการแบ่งประเภทของแม่ที่ควรจะได้รับการยกย่องตามจํานวนของบุตรมาสู่การแยกประเภทแม่ตามอาชีพ และการแยกประเภทแม่ตามประโยชน์ที่ได้สร้างให้กับสังคม นอกจากนี้ คุณสมบัติของแม่ที่ดีที่รัฐต้องการนั้นเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย ในอดีตแม่ที่มีลูกมาก ๆ ถือเป็นตัวอย่างของแม่ที่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป จํานวนประชากรเพิ่มมากขึ้นทําให้จํานวนลูกไม่ใช่เงื่อนไขในความเป็นแม่ที่ดีอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม การมีลูกมากในปัจจุบันอาจกลายเป็นตัวอย่างแม่ที่ไม่ดีที่ไม่รู้จักการคุมกําเนิด

บทส่งท้าย

ความเป็นแม่ของผู้หญิงแต่ละคนซึ่งน่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างแม่กับลูกนั้น เมื่อถูกนําไปผูกโยงกับ “ชาติ” จึงถูกดึงออกมาเป็นเรื่องสาธารณะ และเมื่อ “แม่” ถูกมองว่าเป็นตัวแปรในการกําหนดความเป็นไปของชาติบ้านเมือง “แม่” จึงได้รับการเอาใจใส่เพื่อควบคุมให้ได้ปริมาณและคุณภาพอย่างที่ชาติต้องการ

นอกจากนี้ความเป็นแม่ของผู้หญิงแต่ละคนซึ่งน่าจะมีความแตกต่างหลากหลายตามความเป็นปัจเจกถูกกําหนดมาตรฐานในนามของ “แม่ที่ดี” ซึ่งการสร้างกรอบเช่นนี้อาจทําให้แม่บางคนตกอยู่ในฐานะ “แม่ที่ใช้ไม่ได้” หรือกลายเป็น “แม่ที่ไม่ดี” โดยมิได้พิจารณาถึงสภาวะและเงื่อนไขของผู้หญิงแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มที่ไม่เคย

การยกย่องและให้รางวัลนั้นถือเป็นการให้กําลังใจ และส่งเสริมผู้ที่ทําดี แต่ในอีกทางหนึ่งก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมให้คนประพฤติตามความต้องการได้เช่นกัน และยังเป็นเครื่องมือที่ดีกว่าการใช้กฎเกณฑ์ หรือการลงโทษ เนื่องจากทําให้ผู้ที่ถูกควบคุมนั้นปฏิบัติตามด้วยความยินดีและโดยสมัครใจ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] กาญจนา แก้วเทพ. “บทศึกษาถึงความเป็นแม่ในบริบทของ ปัจเจกและสถาบัน : ความคิดจากหนังสือ Of Women Bom,” ใน ม่านแห่งอคติ : ความสัมพันธ์ระหว่างสตรีกับสถาบันทางสังคม. ปทุมธานี : เจน เตอร์เพรส, 2536, หน้า 57.

[2] “คําปราศรัยท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ประธานกรรมการ จัดงานวันแม่ ทางวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุศึกษา เนื่องในวันแม่ พ.ศ. 2498,” อ้างใน จีรวัสส ปันยารชุน, ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ด่านสุทธา, 2540, หน้า 525

[3] Midori Wakakuwa. Sensoo ga tsukuru jyoseizoo. Tokyo : Chikumashobo, 2000, pp. 70-71.

[4] เนื่องจากข้อจํากัดทางด้านเวลาทำให้ผู้เขียนค้นเรื่องราวของวันแม่จากทางเว็บไซต์เป็นส่วนใหญ่ เช่น เรื่องราวของวันแม่ในสหรัฐอเมริกาจาก http://www.holidays.net/mother/story.htm และวันแม่ของญี่ปุ่นจาก http://www.hahanohi.info/origin.html เป็นต้น

[5] “ดอกไม้ของชาติ” ของสามัคคีชัย,” ใน ข่าวโคสนาการ. ปีที่ 5 ฉบับที่ 11 ประจําเดือนพรีสจิกายน 2485, หน้า 1554-1555. ข้อความ เน้นโดยผู้เขียน-การสะกดคําใช้ตามเอกสารต้นฉบับซึ่งรัฐบาลในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม กําหนดขึ้นและได้เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2485 จนกระทั่งสิ้นสุดสมัยจอมพล ป. (1 สิงหาคม 2487) รัฐบาลใหม่จึงยกเลิกการสะกดคําแบบนี้ (ในบทความนี้จะใช้รูปแบบการสะกดคําตามเอกสารต้นฉบับ)

[6] “สาสน์ของพนะท่านนายกรัถมนตรี สําหรับงานวันของแม่ครั้งที่ 3 นะ จังหวัดเพชรบุรี 18 พรึสภาคม 2486,” ใน ข่าวโคสนาการ. ปีที่ 6 ฉบับที่ 5 ประจําเดือนพรีสภาคม 2486, หน้า 439.

[7] มีหนังสือหลายเล่มรวมทั้งหนังสือที่จัดทําโดยหน่วยราชการ อย่างเช่น วันสําคัญ โครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยและแนวทางในการจัดกิจกรรม จัดทําโดยสํานักงานคณะกรรมการกองวัฒนธรรมแห่งชาติ ระบุว่าการจัดงานวันแม่ครั้งแรกในประเทศไทยคือวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2493 ซึ่งความเข้าใจผิดดังกล่าวน่าจะมีที่มาจากการที่หนังสือวันแม่ของทุกปี ซึ่งจัดทําโดยสภาสังคมสงเคราะห์ อธิบายกําเนิดของงานวันแม่ไว้เช่นนั้น

[8] “ประกาสกะซวงการสาธารนะสุข เรื่องวันมารดา,” ใน ข่าวโคสนาการ. ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 ประจําเดือนมกราคม 2486, หน้า 3-4.

[9] ศ.ธ. 0701.23/7 เรื่องให้ถือวันที่ 15 เมษายน เป็นวันแม่ประจําปีของชาติ

[10] [3] ส.ร. 0201.55/55 เรื่องการจัดงานวันแม่

[11] รายงานการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 12/2497 วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2497

[12] สภาสังคมสงเคราะห์, วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2519 หน้า 14. . . . .

[13] ครุณี ประมวลบรรณการ. “รักลูกให้ดูแล รักแม่ให้แทนคุณ.” ใน สภาสังคมสงเคราะห์, วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2520. หน้า 49.

[14] เพิ่งอ้าง, หน้า 15.

[15] “ประกาสกะซวงการสาธารนะสุข เรื่องประกวดสุขภาพมารดา,” ใน ข่าวโคสนาการ, ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 ประจําเดือนมกราคม 2486, หน้า 4.

[16] เพิ่งอ้าง, หน้า 5.

[17] ม.ท. 0201.2.1.18/39 เรื่องงานวันแม่ประจําปี, เน้นโดยผู้เขียน

[18] สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย. วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2520. กรุงเทพฯ : ผดุงวิทยาการพิมพ์, 2520, หน้า 23.

[19] เพิ่งอ้าง.

[20] สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย. วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2522. กรุงเทพฯ : เทพนิมิตการพิมพ์, 2522, หน้า 42.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 สิงหาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรียงวิวัฒนาการวันแม่และ “ความเป็นแม่” ว่าด้วยคุณค่าที่แปรเปลี่ยนตามสมัย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...