โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'Color Therapy' ศาสตร์บำบัดนี้...ใช้ได้จริงหรอ?

Health Addict

อัพเดต 10 ม.ค. 2563 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 08.38 น. • Health Addict
ศาสตร์ที่เรียกว่า 'สุขภาพดีด้วยสีบำบัด' หรือ 'Color Therapy' นั้นซ่อนความหมายและขั้นตอนการนำมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ เชื่อว่าภายใต้ความหมายของมัน ก็สามารถถูกตีความออกมาได้อย่างหลากหลาย

ตามหลักจิตวิทยา มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายว่าสีแบบไหนมีอิทธิผลต่อความรู้สึกเรายังไงเวลามองเห็น เช่น เห็นคนใส่เสื้อสีเจ็บ อย่าง “สีแดง” มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าคนใส่นั้นดูแซ่บและมั่นใจมากก หรือบางครั้ง เวลามองไปที่สีใดสีหนึ่งมันก็จะช่วยให้รู้สึกจรรโลงใจขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เช่น การมองวัตถุสีเขียวที่ช่วยให้ตาของเราได้ผ่อนคลายหลังจากจ้องจอมาเป็นเวลาหลายชัวโมงนั่นเอง
แต่ประเด็นคือ…เราได้ยินมาว่าหลายคนพูดถึงสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเหลือง สีเขียว ในทำนองที่ว่า สีเหล่านี้สามารถนำมาใช้บำบัดโรคได้จริงๆ  แล้วสรุป…สีบำบัดโรคคืออะไร มันมีอยู่จริงหรือเปล่า?  มาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่า 
สีบำบัดคือ…?
สีบำบัด (Color Therapy) พูดให้เข้าใจง่ายๆ มันก็คือกระบวนการที่นักจิตวิทยาเขานำสีแต่ละสีมาทำการรักษาเยียวยาผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทางกายและจิตใจให้รู้สึกดีขึ้น ถ้าคุณเคยดูละครเรื่องวัยแสบสาแหรกขาด จะมีฉากที่อาจารย์แนะแนวได้ลองใช้สีต่างๆ อธิบายอารมณ์ของเด็กน้อยผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย โดยสอนให้เขารู้จักเลเวลความโกรธพร้อมเทียบความรู้สึกนั้นกับสี เช่น สีแดงแปลว่าโกรธมาก เมื่อเขารู้สึกแบบนี้ เด็กน้อยต้องควบคุมตัวเองให้ได้
แล้วทำไม? “สี” ถึงใช้บำบัดโรคได้
เชื่อว่าคุณอาจเข้าใจเหมือนกับเรา คือการมองสีตางๆ มันอาจมีเอฟเฟคที่ช่วยบำบัดโรคทางใจและกายได้ ความจริง…ฟังดูแล้วไม่ค่อยเมคเซ็นส์เท่าไหร่ เพราะอิทธิพลของสีเนี่ย หลักๆ แล้วมีผลในเชิงจิตวิทยาและความรู้สึกซะมากกว่า ซึ่งการนำมันมารักษาโรคทางกายอย่างที่บางคนเข้าใจนั้นอาจต้องมีการศึกษางานวิจัยทางการแพทย์เพิ่มเติมว่าเขานำมารักษาผู้ป้วยแบบไหน แล้วได้ผลจริงหรือเปล่า 
 
เพราะเหตุนี้เอง เราเลยลองตีความให้ลึกขึ้น โดยแบ่งความเข้าใจต่างๆ เกี่ยวกับ “สีบำบัดโรค” ไว้ดังนี้ 
#1 “ สีรักษาโรคได้”…หมายถึงการพิจารณาสีของผักและผลไม้ต่างๆ  
สีต่างๆ ที่เห็นแล้วรักษาโรคได้นั้น แท้จริงแล้วคือสีของผลไม้หรือผักที่จะช่วยรักษาและป้องกันร่างกายจากโรคต่างๆ เมื่อคุณเห็นสีของผลไม้ก็ต้องมาทำความเข้าใจต่อด้วยว่าผลไม้แต่ละสีนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร เช่น ผลไม้สีแดงอย่างแอปเปิ้ลแดงนั้น ต้องรู้โดยทันทีว่าเมื่อทานผลไม้สีนี้เข้าไป มันจะมีโคปีนที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ มีเบตาไซซีนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง หรือมีคุณสมบัติช่วยลดปริมาณไขมันเลวในร่างกายได้ด้วย พอรู้ครบทุกสี ก็จะทำให้คุณเลือกทานผลไม้สีต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงขึ้นยังไงหล่ะ  

red apple in person's palm

                                                                                          Photo Credit: Radu Marcusu
                                                                                                   
#2 ความจริง Color Therapy สามารถใช้บำบัดโรคทางจิตได้
Yağmur Ünal นักวิจัยเกี่ยวกับ “อิทธิพลและผลกระทบของสีต่อร่างกายและจิตใจของมนุษย์” บอกว่า สีต่างๆ สามารถใช้บำบัดโรคทางจิตเวชได้ ซึ่งการที่ผู้ป่วยได้สัมผัสหรือมองเห็นสีนั้นจัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษานั่นเอง
โดยเคยมีครั้งหนึ่ง ที่แพทย์จากสถานบำบัดใน Wards Islands ประเทศสหรัฐฯ ใช้เหล่าแม่สี แดง น้ำเงิน เหลืองกับผู้ป่วยจิตเวช โดยให้พวกเขาอยู่ในห้องเดียวกัน ภายในห้องมีวัตถุต่างๆ ที่เพ้นท์ด้วยแม่สี แสงที่ส่องเข้ามาในห้องนั้น ได้ถูกกรองให้เป็นสีของแม่สีเช่นกัน  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป็นการสังเกตพฤติกรรมหรือความเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยนั่นเอง…
…และต่อมา ทีมแพทย์ได้ลองแบ่งเคสคนไข้ออกตามลำดับเบสตามอาการของพวกเขา แล้วเพ้นท์สีห้องอย่างละสี โดยครั้งนี้ ทีมทดลองได้เพ้นท์สีห้องแต่ละห้องเพียงสีเดียว และใน 1 ห้องจะมีผู้ป่วยแค่1 คนเท่านั้น  
ผลลัพธ์ที่ได้คือหญิงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าในห้องสีแดงนั้น มีปฎิกิริยาตอบสนองด้วยการชะโงกหัวขึ้นทันที พร้อมทั้งระบบสั่นสะเทือนภายในห้องแดงสามารถจับความรู้สึกของเธอได้อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่า การทดลองเพื่อหาแนวทางการรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยสีและแสงนี้ “เป็นเรื่องจริง”  
ถือว่าเป็นศาสตร์ในการบำบัดที่น่าสนใจมาก เราว่าเรื่องของสีมีอิทธิผลทางใจกับคนเราในทุกด้านหล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดวงชะตา การงาน การเงิน ยังไงการที่จะมีสุขภาพทางใจและดีแบบชัวร์ๆ บำบัดด้วยสีอาจไม่เพียงพอ คุณต้องสร้างมันด้วยตัวเองเสียก่อน เช่น การมองโลกอย่างเข้าใจ และออกกำลังกายให้จิตใจแข็งแรงอยู่เสมอ
 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...