โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วางบิล/เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์/บทกำหนด 'บรรณาธิการ' และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ก.พ. 2563 เวลา 04.27 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2563 เวลา 04.27 น.

วางบิล/เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

บทกำหนด ‘บรรณาธิการ’

และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

 

เหตุผลการลาออกของกรรมการผู้แทนองค์กรสื่อมวลชนทั้ง 4 คน ที่ระบุไว้ในหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี คือ พบว่าการพิจารณาและความเห็นของกรรมการส่วนใหญ่ ต่อการยกร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้หารือเบื้องต้นกับรองศาสตราจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้

แถลงการณ์ร่วม เรื่องการลาออกจากคณะกรรมการร่างกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์

ระบุว่า

 

ในการประชุมคณะทำงานร่วมของผู้แทนองค์กรวิชาชีพ 6 องค์กร ได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกันมีมติให้ออกแถลงการณ์เพื่อความเข้าใจและประโยชน์ของประชาชน ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนดังนี้

  • การพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ตามที่นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบด้วยก่อนจะมีการแต่งตั้งผู้แทนขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย
  • องค์กรวิชาชีพทั้งหลายยังยืนยันให้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ทั้งฉบับ และไม่ให้นำเอาส่วนหนึ่งส่วนใดของพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นแบบหรือร่างของพระราชบัญญัติฉบับใหม่
  • หลักการและเหตุผลรวมทั้งบทมาตราที่สำคัญในพระราชบัญญัติ พ.ศ.2484 มีเนื้อหาที่ขัดกับมาตรา 19 ของปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งมาตรา 3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 รับรองไว้
  • ผู้ยกร่างกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นส่วนใหญ่มีความเห็นแตกต่างกับวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่มักมีการตรวจสอบจริยธรรมและกฎหมายของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นหน้าที่หลักของวิชาชีพหนังสือพิมพ์ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จึงเห็นว่าการใช้มาตรการที่มีลักษณะควบคุมประกอบกับการจดแจ้งการพิมพ์ย่อมขัดกันอย่างชัดเจน
  • องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งหลาย เห็นว่าร่างกฎหมายจดแจ้งการพิมพ์ที่ฝ่ายวิชาชีพได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาก่อนหน้านี้ มีหลักการดีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่นานาอารยประเทศที่พัฒนาแล้วดำเนินการอยู่

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงขอยืนยันต่อผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและประชาชนทั้งหลายว่า จะดำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และสนับสนุนการถอนตัวของผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกจากคณะกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์ เพื่อยืนยันถึงหลักการความเป็นอิสระของวิชาชีพหนังสือพิมพ์

 

พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2550

หนังสือ “คำอธิบาย พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พุทธศักราช 2550” ที่เรียบเรียงโดยมานิจ สุขสมจิตร และคณะบทที่ว่าด้วย “บทวิเคราะห์ศัพท์ตามกฎหมายใหม่” อธิบายขยายความถึงกรณีหลากหลายในความเป็นสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ เช่นนิยาม “บรรณาธิการ” หมายความว่า

“บุคคลผู้รับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหา ข้อความหรือภาพที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ รวมทั้งวัสดุหรือเอกสารที่แทรกในหนังสือพิมพ์โดยความเห็นชอบของบรรณาธิการด้วย”

ทั้งตำแหน่ง “บรรณาธิการ” มีเฉพาะสิ่งพิมพ์ที่เรียกว่า “หนังสือพิมพ์ ” เท่านั้น ผู้ใดจะเป็นบรรณาธิการต้องไปจดแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกับผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์

คุณสมบัติของบรรณาธิการบัญญัติไว้ในมาตรา 14 ว่า

  • มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
  • มีสัญชาติไทยหรือสัญชาติแห่งประเทศซึ่งมีสนธิสัญญากับประเทศไทย
  • มีถิ่นที่อยู่ประจำในราชอาณาจักร
  • ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
  • ไม่เคยต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี หรือเป็นความผิดโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

 

หลังจากกฎหมายจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มีผลประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดไว้ในมาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ คุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือป้องกันสุขภาพของประชาชน

เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น

มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้

การให้นำข่าวสารหรือข้อความใดๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย

เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...