โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาสนาและการเมืองที่วัดจุฬามณี ที่พิษณุโลก การเลียนแบบปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ต.ค. 2564 เวลา 05.32 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 05.16 น.
(รูปที่ 1) ปรางค์วัดจุฬามณี สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพื่อใช้ในงานทรงผนวชของพระองค์ เปรียบได้กับเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

จุฬามณี คือชื่อพระเจดีย์ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งทรงผนวช และเป็นที่บรรจุพระทาฒธาตุที่พระอินทร์อัญเชิญมาจากมวยผมของโทณพราหมณ์ ซึ่งซ่อนไว้ในคราวแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ โดยนัยดังกล่าวพระจุฬามณีจึงเป็นพระมหาธาตุเจดีย์นั่นเอง

การที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างวัดจุฬามณีใน พ.ศ. 2007 เพื่อใช้ในพิธีผนวชในปีถัดมานั้น [1] ปรางค์ประธานของวัดย่อมเกี่ยวข้องกับพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อย่างมิต้องสงสัย นัยต่างๆ ของการเสด็จออกผนวชในครั้งนี้ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ได้ศึกษาวิจัยไว้บ้างแล้ว รวมทั้งรูปแบบของปรางค์ประธานองค์ดังกล่าว

งานวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าปรางค์วัดจุฬามณี (รูปที่ 1) เป็นปรางค์ที่เกิดจากการผสมผสานแรงบันดาลใจหลายแหล่งเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งแบบอย่างที่สืบทอดมาจากปรางค์สมัยอยุธยาตอนต้น แบบอย่างที่สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์กับศิลปะจีน-ล้านนา และเหนืออื่นใดคือความจงใจเลียนแบบจากปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี(รูปที่ 2) ซึ่งเป็นหัวข้อที่จะกล่าวถึงในบทความนี้

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและลวดลายประดับหลายอย่าง ที่แสดงความจงใจเลียนแบบจากปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี เช่น การทำประตูหลอกที่ด้านทั้งสามของเรือนธาตุ(รูปที่ 3) ชุดลวดบัวเชิงที่สลักนูนออกมาจากผนังเรือนธาตุ(รูปที่ 4) ลวดลายประดับอื่นๆ เช่น กลีบบัวบางแบบ หงส์ที่ประดับชั้นเชิงบาตร(รูปที่ 4) ลายกรวยเชิงบางแบบ เป็นต้น [2]

บทความชิ้นนี้จะวิเคราะห์เบื้องหลัง ว่าเหตุใดงานสร้างวัดจุฬามณีจึงเลือกใช้ปรางค์เป็นตัวแทนของพระเจดีย์จุฬามณี และเหตุใดจึงต้องเลียนแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และลวดลายปูนปั้นบางอย่างจากปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี

วัดจุฬามณี: ศาสนาและการเมือง 

มีผู้สันนิษฐานว่าการเสด็จออกผนวชของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ น่าจะเป็นพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงกระทำเลียนแบบสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย เช่น

จารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร ระบุข้อความอันเป็นอุดมคติไว้ว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย “…ทรงอธิษฐานอย่างนี้ว่า ผลบุญที่อาตมาบวชในศาสนาของพระพุทธ พระผู้เป็นเจ้าในครั้งนี้ อาตมาไม่อยากได้จักรพรรดิสมบัติ พรหมสมบัติ อาตมาอยากขอมอบอาตมา ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อนำสัตว์ทั้งปวงข้ามไตรภพนี้…” [3]

ความต้องการเป็นพระพุทธเจ้าอันเป็นเรื่องในอุดมคตินี้ ได้เห็นในการเสด็จออกผนวชของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถด้วย ทั้งการให้คนจำนวน 5 คน ออกบวชก่อนที่พระองค์จะทรงผนวช [4] ประหนึ่งว่ามีความหมายถึงปัญจวัคคีย์ทั้งห้า การปลงพระเกศาแล้วนำพระเกศาเหล่านั้นบรรจุอยู่ในปรางค์ (เจดีย์) วัดจุฬามณี [5] อันเทียบได้กับการบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้าในพระเจดีย์จุฬามณีเมื่อคราวทรงผนวช และโดยนัยดังกล่าวนี้ก็อาจถือได้ว่าพระปรางค์วัดจุฬามณีนี้เป็นมหาธาตุเจดีย์องค์หนึ่งนั่นเอง [6]

อย่างไรก็ตาม ศาสนาและการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เช่นกรณีเสด็จออกผนวชของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย จากพระราชกรณียกิจที่ดำเนินนโยบายศาสนาควบคู่กับการเมืองมาโดยตลอด ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเหตุที่พระองค์เสด็จออกผนวชอาจเนื่องมาจากต้องการบิณฑบาตเมืองพิษณุโลกคืนจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการดำเนินนโยบายดังกล่าวก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้เมืองพิษณุโลกกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรสุโขทัยอีกครั้งหนึ่ง แม้อาจจะเป็นการปกครองที่มีเงื่อนไขบางอย่างแฝงอยู่ก็ตาม [7]

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นนี้ผนวกเข้ากับหลักฐานจากอาณาจักรล้านนา ทำให้สันนิษฐานได้ว่าการเสด็จออกผนวชของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อาจมีเป้าหมายอยู่ที่การขอบิณฑบาตเมืองศรีสัชนาลัยคืนจากอาณาจักรล้านนาของพระเจ้าติโลกราช เพราะก่อนที่พระองค์จะทรงผนวช เมืองศรีสัชนาลัยได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนาแล้ว ระหว่างที่พระองค์ทรงผนวชจึงได้ส่งพระโพธิสมภารเถระไปเจรจาขอบิณฑบาตเมืองศรีสัชนาลัยคืน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ [8]

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าการเสด็จออกผนวชของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แม้มีอุดมคติของความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย แต่เป้าหมายหลักอย่างหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับเรื่องของการเมืองนั่นเอง

หากการบวชในครั้งนี้แฝงเร้นไว้ด้วยความต้องการทางการเมืองแล้ว เป็นสิ่งที่น่าคิดต่อไปว่าการเลือกใช้ปรางค์เป็นตัวแทนของพระเจดีย์จุฬามณี และการเลียนแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและลวดลายประดับบางอย่างของพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี อาจจะมีนัยแฝงเอาไว้ด้วย

ปรางค์ : สัญลักษณ์ของกรุงศรีอยุธยา

ปรางค์ เป็นเจดีย์แบบหนึ่งที่สืบทอดรูปแบบมาจากปราสาทในวัฒนธรรมเขมร นิยมสร้างกันตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เช่น ปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี เรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น เช่น วัดพุทไธสวรรย์ วัดราชบูรณะ เป็นต้น

เป็นที่น่าสังเกตว่าเมืองต่าง ๆ ทางภาคกลางที่อยู่ในเครือข่ายการปกครองของกรุงศรีอยุธยา มักทำพระมหาธาตุเจดีย์อันเป็นหลักของเมืองให้อยู่ในทรงปรางค์ เช่น วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

นอกจากนี้พระมหาธาตุเจดีย์ประจำเมืองเชลียงและเมืองพิษณุโลก ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ [9] ก็เป็นเจดีย์ทรงปรางค์ด้วยกันทั้งสิ้น

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปรางค์หรือเจดีย์ทรงปรางค์เป็นที่นิยมในสมัยอยุธยา คงสืบเนื่องมาจากมรดกทางวัฒนธรรมของเขมรที่เคยแพร่กระจายสู่ทางภาคกลางของประเทศไทย เมื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีผู้คนในแถบนี้จึงเลือกรับสถาปัตยกรรมแบบเขมรมาปรับปรุงให้กลายเป็นแบบอย่างของตน

ความสำคัญดังกล่าวของปรางค์สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนในกรุงศรีอยุธยามีความคุ้นเคยและมีสำนึกร่วมกันว่าพระปรางค์คือทรงของมหาธาตุเจดีย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ อันถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของราชธานี

อนึ่งการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ประจำเมืองเชลียงและพิษณุโลกให้อยู่ในทรงปรางค์ ย่อมเปรียบเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของธงชัยที่กรุงศรีอยุธยาที่ได้ปักไว้ในเมืองทั้งสองด้วย [10]

พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี : มหาธาตุเจดีย์สำคัญของกรุงศรีอยุธยา

หลักฐานทางประวัติศาสตร์สื่อให้เห็น ว่าการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนี้ เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของบ้านเมืองสองแว่นแคว้น ซึ่งเอกสารจีนของหวังต้าหยวนเรียกว่าเสียนกับหลอฮู แม้เสียนยังไม่เป็นที่ยุติว่าหมายถึงบ้านเมืองใด เช่น สุพรรณบุรี เพชรบุรี สุโขทัย หรืออโยธยา แต่หลอฮูเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าหมายถึงลพบุรี [11]

และจากเหตุการณ์ที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยาได้โปรดให้สมเด็จพระราเมศวรเสด็จไปครองเมืองลพบุรี [12] ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองลพบุรีได้เป็นอย่างดี จึงเปิดโอกาสให้สามารถคิดต่อไปได้ว่าเมื่อคราวสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเรื่อยมาในสมัยอยุธยาตอนต้นเป็นอย่างน้อย ผู้คนส่วนหนึ่งของราชธานีแห่งใหม่นี้ย่อมมีความสัมพันธ์กับเมืองลพบุรีอย่างมิต้องสงสัย

จึงมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กับเมืองลพบุรีได้นำเอาคติความเชื่อถือที่มีต่อองค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ซึ่งสร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มาสู่บ้านเมืองแห่งใหม่ด้วย และในที่สุดได้ก่อให้เกิดความสำนึกร่วมที่มีต่อพระศรีรัตนมหาธาตุองค์ดังกล่าวในฐานะที่เป็นมหาธาตุเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความเก่าแก่และมีความสำคัญ

ความสำคัญของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรีนี้ ยังสะท้อนออกมาในรูปศิลปกรรมด้วย เช่น วัดในสมัยอยุธยาตอนต้นที่ใช้ปรางค์เป็นประธานของวัด เป็นต้นว่า วัดพุทไธสวรรย์ วัดพระราม วัดมหาธาตุ และวัดราชบูรณะ อย่างน้อยก็มีแผนผังที่แสดงให้เห็นการถ่ายทอดมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี [13] นอกจากนี้ความสำคัญของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ยังสืบมาอย่างต่อเนื่องถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย ดังเห็นได้จากสิ่งก่อสร้างหลายอย่างที่มีอายุอยู่ในสมัยดังกล่าวนี้ด้วย

ความสำคัญของพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ผนวกกับมรดกทางวัฒนธรรมของเขมรที่แพร่หลายอยู่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ทำให้ผู้คนในกรุงศรีอยุธยาคุ้นเคยกับปรางค์ และเกิดความรู้สึกร่วมกันว่าเป็นทรงเจดีย์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะราชธานีของตน ดังนั้นปรางค์จึงนิยมสร้างขึ้นในขอบเขตของอาณาจักรอยุธยา วัดมหาธาตุที่เป็นหลักของเมืองสำคัญที่อยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา จึงใช้พระปรางค์เป็นที่สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ด้วยเหตุนี้พระจุฬามณีเจดีย์ที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสร้างขึ้น จึงทำเป็นทรงปรางค์

สุดท้ายนี้จึงอธิบายได้ว่า เหตุที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเมื่อทรงสร้างวัดจุฬามณีได้ใช้ปรางค์เป็นตัวแทนของพระเจดีย์จุฬามณี เป็นเพราะปรางค์เป็นแบบอย่างของเจดีย์คู่บ้านคู่เมือง และเป็นสัญลักษณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา

ส่วนความจงใจเลียนแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และลวดลายประดับบางอย่างจากปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี คงเนื่องมาจากความศักดิ์สิทธิ์ ความสำคัญ และเป็นมหาธาตุเจดีย์อันเก่าแก่ที่มีอยู่ในสำนึกของคนกรุงศรีอยุธยา เป็นเหตุให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงประสงค์ที่จะถ่ายทอดสำนึกที่มีต่อพระศรีรัตนมหาธาต ุลพบุรี มาสู่พระจุฬามณีเจดีย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น

 

เชิงอรรถ :

[1] “พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์,” ใน คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. (พระนคร : คลังวิทยา, 2515), หน้า 450.

[2] สันติ เล็กสุขุม. ปรางค์และลายปูนปั้นประดับ วัดจุฬามณี พิษณุโลก. (สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2539), หน้า 14-106.

[3] กรมศิลปากร. “ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร,” ใน จารึกสมัยสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2527), หน้า 237.

[4] “จารึกศิลาวัดจุฬามณี,” ใน ประชุมพงศาวดารภาคที่ 1. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนาวาโท พระศรการวิจิตร (ช้อย ชลทรัพย์) ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ วันที่ 10 พฤษภาคม 2499. (มปท. : กองการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล, 2499), หน้า 140.

[5] พระวิเชียรปรีชา (น้อย). พงศาวดารเหนือ. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนายชุมพร ศรีสัชชนกุล 21 มกราคม 2516. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิฆเณศ, 2516), หน้า 41-42.

[6] สันติ เล็กสุขุม. ปรางค์และลายปูนปั้นประดับ วัดจุฬามณี พิษณุโลก. หน้า 5.

[7] พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. “บทบาทของพระมหาธรรมราชาลิไท ศาสนาและ/หรือการเมือง,” ใน ศาสนาและการเมืองในประวัติศาสตร์สุโขทัย-อยุธยา. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2545), หน้า 116-119.

[8] พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค). พงศาวดารโยนก. (พระนคร : คลังวิทยา, 2516), หน้า 335.

[9] ดูความเห็นว่าพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เชลียง สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ใน สันติ เล็กสุขุม. ปรางค์และลายปูนปั้นประดับ วัดจุฬามณี พิษณุโลก. หน้า 16. สำหรับพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ระบุว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุเมื่อ พ.ศ. 2025 ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่าพระองค์โปรดให้สร้างพระปรางค์องค์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบศิลปะที่ปรากฏในวัดนี้ด้วย

[10] คำอธิบายนี้ ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ได้แสดงความเห็นกับผู้เขียนเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2545

[11] ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. อยุธยา ประวัติศาสตร์และการเมือง. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2542), หน้า 151-152.

[12] พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) เล่ม 1. (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2504), หน้า 1-2.

[13] สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะอยุธยา งานช่างหลวงแห่งแผ่นดิน. (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2542), หน้า 44-47.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...