โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตลงทุน “ปีหนู” แนะ 4 หัวใจหลักรับมือตลาดผันผวน

Wealthy Thai

อัพเดต 13 ก.พ. 2563 เวลา 10.22 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2563 เวลา 10.22 น. • wealthythai

ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส โดยโอกาสจะเป็นของที่คนที่มองเห็น เป็นเรื่องที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์เช่นเดียวกับการลงทุนในปี 2563 นี้ ที่มีปัจจัยท้าทายรออยู่มากมาย ทั้งภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยแทรกซ้อนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมือง รวมไปถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในปัจจุบัน อาจกดดันอัตราผลตอบแทนการลงทุนให้ลงไปอยู่ระดับต่ำ แต่เชื่อว่ายังมีช่องทางและโอกาสกาสที่จะหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีได้

 

สำหรับภาพเศรษฐกิจโลกปีนี้  “จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์” หัวหน้าผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจทั่วโลกปีนี้อยู่ในภาวะสองต่ำ คือ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยเวลาที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ มักจะไม่ถูกกับหุ้น เพราะหุ้นชอบการขยายตัวเศรษฐกิจที่สูง ทำให้หุ้นทั่วโลกปีนี้อาจจะเติบโตไม่มากนัก และมี earning ต่ำ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำทำให้การฝากเงิน หรือการลงทุนในตราสารหนี้ได้รับผลตอบแทนต่ำ ดังนั้น ไม่ว่านักลงทุนจะหนีไปทางไหนก็ยาก หากวันนี้บอกว่าจะไม่รับความเสี่ยงโดยหลักการจะไม่ได้รับผลตอบแทนเลย เพราะหมายถึงต้องฝากเงินอย่างเดียว ซึ่งดอกเบี้ยเงินฝากในไทยก็ยังมีอยู่แต่ต่ำมาก ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากในต่างประเทศบางประเทศติดลบแล้ว เรียกว่าเป็นการหนีเสือปะจระเข้

 

“เราแนะนำลูกค้าว่าต้องยอมรับความเสี่ยง ถ้าไม่รับความเสี่ยงจะไม่เหลืออะไรเลยแต่ต้องรับความเสี่ยงแบบมีกลไกการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยหัวใจหลักที่แนะนำนักลงทุนจัดพอร์ต ได้แก่ 1.ต้องกระจายความเสี่ยงจริง ไม่ใช่แค่เพียงกระจายการลงทุน โดยพอร์ตต้องประกอบสัดส่วนของความเสี่ยงที่เท่ากัน ต้องไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีความเสี่ยงมากเกินจนทำให้เมื่อรับความเสี่ยงในสัดส่วนนั้นแล้วพอร์ตพังทั้งพอร์ต

 

2.พอร์ตต้อง Dynamic มีการปรับตัวแบบพลวัตและความคล่องตัว เพราะเมื่อสินทรัพย์บางอย่างมีความเสี่ยงสูงขึ้นต้องขายออก สินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยลงซื้อเพิ่มได้ หรือบางครั้งสินทรัพย์มีความเสี่ยงสูงขึ้นหมดก็ต้องขายออกถือเงินสด หรือหากเสี่ยงน้อยทั้งหมดก็อาจจะกู้มาลงทุนเพิ่มโดยใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อเพิ่มอัตราทด เรื่องนี้นักลงทุนรายย่อยอาจจะยาก เพราะต้องนั่งจ้องดูความเสี่ยง จะไม่เหมือนกับช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวสูง สามารถซื้อสินทรัพย์ปล่อยทิ้งไว้ในพอร์ตได้

 

และ 3.หากเมื่อไรที่มีโอกาสสามารถทำกำไรได้สร้างอัตราทด เพราเวลากระจายความเสี่ยงในพอร์ตจะเห็นว่าเมื่อตัวนี้ขึ้น ตัวนั้นลง ซึ่งช่วงเวลาที่ตลาดลงเราจะแฮปปี้ เพราะจะไม่ขาดทุน แต่เวลาที่ตลาดขาขึ้น อาจจะมีบางตัวที่เป็นตัวฉุดทำให้ไม่สามารถได้ผลตอบแทนเต็มที่ ก็ต้องสร้างอัตราทด โดยการเพิ่มความเสี่ยงที่สามารถทำได้ทั้ง การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม หรือถือสินทรัพย์ให้สมดุล

 

4.ต้องป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่า 16.5%  นักลงทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศแต่หากไม่ป้องกันความเสี่ยง เช่น ลงทุนตราสารหนี้ได้ผลอบแทน 16.5% จะได้ผลตอบแทนเท่ากับศูนย์ทันที ซึ่งสำหรับผลิตภัณฑ์ของธนาคารมีการป้องกันความเสี่ยง 100% ทำให้กรณีเดียวกันผลตอบแทนยังอยู่ที่กว่า 13-14%” 

 

ทั้งนี้สำหรับการจัดพอร์ตธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย ควรมีการแบ่งสัดส่วนพอร์ตออกเป็น พอร์ตหลัก (Core Portfolio) โดยให้น้ำหนักมากกว่า 50% ของพอร์ตรวม เน้นการลงทุนตามฟื้นฐานความเสี่ยงเท่านั้น โดยกระจายลงทุนในทุกสินทรัพย์ทั่วโลก เพราะไม่ว่าจะในช่วงเศรษฐกิจดีหรือเศรษฐกิจไม่ดีจะยังมีสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งที่สร้างผลตอบแทนได้ และส่วนที่เหลือเป็นพอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) ทั้งนี้ในช่วงไตรมาสแรกนี้ แนะนำสัดส่วนพอร์ตหลัก 70% และพอร์ตเสริม 30% ซึ่งพอร์ตส่วนนี้จะเน้นพิจารณาปัจจัยเศรษฐกิจหรือปัจจัยอื่น ๆ ด้วย สัดส่วนการลงทุน ควรเน้นตราสารหนี้ เพราะยังให้ผลตอบแทนดีและความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นเน้นตราสารหนี้ในตลาดเอเชียสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อลดความเสี่ยงค่าเงินสกุลเอเชีย ส่วนหุ้นต้องระมัดระวังการลงทุนเพราะราคาหุ้นทั่วโลกปรับขึ้นไปสูงแล้ว แต่หุ้นจีนที่ปรับตัวลงมาจากปัจจัยเฉพาะสามารถเข้าไปลงทุนได้ เน้นหุ้นที่เติบโตตามเมกาเทรนด์ และในระยะยาวยังมีโอกาสเติบโตได้ รวมทั้งควรมีทองคำไว้ด้วย

 

ในปีนี้ธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนราว 5% ถือว่าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยผลตอบแทนในระยะยาว แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่จัดพอร์ตตามคำแนะนำได้สูงถึง 14.3% ด้านความเสี่ยงบริหารจัดการอยู่ที่ 4.3% ทั้งนี้ประสิทธิภาพการลงทุนพิจารณาจากผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงอยู่ที่ 3.3%

 

ทั้งนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับความผันผวนของตลาด เป็นกองทุนรวมที่จะมีการลงทุนนนอกตลาด เช่น หุ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแล และอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อจัดทำการลงทุนกองทุนรวมที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศ หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงในต่างประเทศ โดยนักลงทุนจะได้รับทั้งผลตอบแทน และด้วยลักษณะที่เป็นการล็อคเงินลงทุนระยะ 3 5 หรือ 7 ปี จะช่วยสร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้นักลงทุนด้วย

 

นอกจากนี้ แม้ว่าจะมองว่าขณะนี้อยู่ในช่วงท้าย ๆ ของวัฎจักรการเติบโตเศรษฐกิจในรอบนี้แล้ว แต่ปีนี้ยังจะไม่เกิดภาวะถดถอย (Recession)  อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมพร้อมหารือกับพันธมิตรธนาคารระดับโลกเพื่อหากลยุทธ์การลงทุนหรือผลิตภัณฑ์ที่รองรับถ้าโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจริงไว้ได้วย ยังมีกองทุนรวมที่กระจายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก มีการจ่ายผลตอบแทนรายไตรมาสเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...