พ่อหายไปไหน - อั๋น ภูวนาท
ช่วงที่ผ่านมานี้เดินเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นเลยครับ
ผมไม่ได้ป่วยเองหรอก แต่เป็นทั้ง "น้องพอล" ที่ไข้ขึ้นสูง 40 กว่าไม่ลงเลย จนต้องนอนให้น้ำเกลือครั้งแรกในชีวิตหนูรวมถึงคุณแม่ผมด้วย ที่ปวดท้องหนักถึงขนาดที่ต้องเรียกให้รถพยาบาลมารับถึงบ้านต้องใช้เปลหามจากเตียงไปถึงมือหมอเลยทีเดียว
ตอนที่พี่สาวโทรมาบอก ผมตกใจจนแทบจัดรายการวิทยุไม่รู้เรื่องเลย ไม่เคยบอกใครเลยว่าวันนั้นระหว่างที่กำลังขับรถขึ้นไปที่จอดรถโดยที่ยังไม่รู้ว่าคุณแม่เป็นอะไร อยู่ดีๆน้ำตาก็ไหลไม่หยุดเลย โชคดีที่สุดท้ายเป็นแค่ไส้ติ่งอักเสบเท่านั้น
“คุณอั๋น ป่าป๊าไปไหนน่ะ เห็นเก็บเสื้อผ้าออกไป เมื่อคืนก็ไม่กลับบ้าน อยู่กับมามี้เหรอครับ”
แม่บ้านคนสนิทถาม กึ่งฟ้องอย่างอดสงสัยไม่ได้ว่าอยู่ๆ ทำไมถึงไม่มีใครอยู่บ้านเลยนอกจากผมคนเดียว
“ไม่รู้เหมือนกัน”
แต่แอบนึกได้ว่าเมื่อคืนป่าป๊าไม่ได้อยู่กับมามี้นี่นา เอาละว้า แมวไม่อยู่หนูร่าเริงละสิพลันแอบโมโหว่าแม่ป่วยอยู่แท้ๆ ใจคอจะไม่ห่วงไม่คิดจะมาดูแลเลยหรือไง
หากใครพอรู้จัก ติดตามกันมาจะเห็นว่า ผมพูดถึงคุณแม่บ่อยมาก แต่เกือบจะไม่มีเลยสักครั้งที่ผมเขียนถึงคุณพ่อ ใช่ครับ ผมสนิทกับคุณพ่อน้อยกว่าคุณแม่มาก เพราะผมกับพ่อมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน
ผมชอบอาหารอิตาเลียน แต่คุณพ่อชอบกินข้าวแกง
ถ้าผมกับคุณแม่จะกินร้านอาหารดีๆ คุณพ่อจะขอไปรอที่ KFC ทุกที
ตอนเรียนจบผมจะซื้อรถเบ็นซ์โฟร์วิว พ่อพาไปดูรถกระบะแทนแล้วบอกว่าคุ้มกว่านะ
ตอนพ่อเดินเข้ามาเห็น TV จอแบนจอบางในห้องผมที่ซื้อมา 2 แสนกว่าเมื่อหลายปีก่อนพ่อก็ไปต่อว่าคุณแม่ที่ตามใจลูกจนมือเติบใจใหญ่ ในขณะที่แม่ผมเอาแต่หัวเราะแล้วถามพ่อกลับไปว่าไม่ภูมิใจเหรอที่ลูกทำงานหาเงินมาซื้อเองได้ ไม่ต้องขอใคร
หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่าพ่อผมประหยัดเกินเหตุ จนบางทีถึงขั้นงก แต่พ่อก็ดูแลพวกเราทุกคนมาได้อย่างสุขสบายเหลือแสนไม่เคยขาดตกบกพร่องอะไรเลย
“คุณหมอครับ อีกกี่วันคุณแม่ถึงจะกลับบ้านได้ครับ”
ผมถามคุณหมอขณะมาเยี่ยมดูอาการหลังผ่าตัด
“4 วันครับคุณอั๋น ว่าแต่นี่ไปเยี่ยมคุณพ่อรึยังล่ะ อยู่ห้องตรงข้ามนี่เอง” อีกครั้งที่ผมตกใจเหมือนกับถูกจับเหวี่ยงให้ตีลังกาม้วนหน้าตามด้วยใส่เกลียว 3 ตลบ แล้วถูกตบซ้ำอีกที
“พ่อผมอยู่ที่นี่เหรอ พ่อผมเป็นอะไรครับหมอ”
“อ้าว… นี่ไม่รู้เลยเหรอว่าพ่อไม่สบาย” หมอแซวผมยิ้มๆ เพราะคิดว่าผมพูดเล่น แต่ผมยิ้มไม่ออก
ผมค่อยๆ เดินช้าๆ ไปหยุดที่หน้าประตูของห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องที่คุณแม่นอนอยู่เอื้อมมือจับลูกบิดเปิดประตูแล้วย่องเข้าไป ภาพของใบหน้าที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่จำความได้ กำลังนอนหลับตาสงบนิ่งอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือระโยงระยางอยู่พอให้ใจหาย ผมยืนมองพ่อนิ่งงันอยู่อย่างนั้น รู้สึกเหมือนไม่เคยมีโอกาสได้มองหน้าพ่อนานๆ อย่างนี้มาก่อน จะว่าไปผมจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าคุยกับคุณพ่อนานๆ จริงๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แม้จะกอดพ่อทุกเทศกาล ไม่เคยลืมวันสำคัญ แต่ทั้งผมและพ่อต่างไม่เคยบอกว่ารักกันซักเท่าไหร่ แม้จะรู้อยู่ในใจว่าพ่อรักผม และลูกทุกคนมากมายขนาดไหน
อยู่ดีๆ ก็เหมือนมีอะไรวูบหนึ่งผ่านเข้ามาห้วงความคิดให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่าแล้วพ่อผมล่ะ จะเคยสงสัยบ้างไหมว่าผมรักเค้าขนาดไหน
ผมเดินไปขยับผ้าห่มตั้งใจมาปิดให้คอพ่ออุ่น แต่ดันกลายเป็นการปลุกให้พ่อลืมตาขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ
………………………………………………
“มามี้เป็นไงบ้าง” นั่นคือประโยคแรกที่คนป่วยคนนี้ถามผมในทันทีที่ลืมตา และยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรออกไป ประโยคต่อไปก็ตามมาว่า
“ดึกแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องไปจัดวิทยุตอนตี 5 เหรอ”
สั้นๆ ห้วนๆ ตามแบบของพ่อผมตัวจริงเสียงจริง
2 ประโยคที่ไม่มีคำว่า “รัก” อยู่เลยซักนิด
แต่ผมกลับรู้สึกถึงความรักที่เติมเต็มหัวใจได้อย่างเต็มตื้นมาจนถึงวินาทีนี้เลยทีเดียว
กว่าจะถึงวันพ่อปีนี้ ยังอีกหลายเดือน อั๋นยังไม่เตรียมของขวัญอะไรให้เลย เพราะตามสไตล์ป่าป๊าคงอยากให้เก็บเงินไว้มากกว่า
ผมนั่งเงียบๆ อยู่ในห้องกับพ่ออีกพักใหญ่ โดยไม่มีคำพูดใดๆ เลยระหว่างเรา
ทั้งที่จริงๆ แล้วในหัวใจกำลังตะโกนโหวกเหวกโวยวายหนักมาก
“รักป่าป๊าที่สุดในโลกเลยครับ” ไม่เคยพูดเลยนะเนี่ย เขินจัง…
-
ติดตามบทความใหม่ ๆ จากอั๋น ภูวนาท ได้ทุกวันจันทร์ บน LINE TODAY