โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรงงานระยองวิกฤตขาดน้ำ ขอส่งน้ำคลองวังโตนดช่วย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 เม.ย. 2563 เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2563 เวลา 11.44 น.

หอการค้าระยองร้องเหลือน้ำใช้แค่ต้น พ.ค. หลัง MOU ขอแบ่งน้ำจากคลองวังโตนดครบกำหนด วอนกรมชลฯเจรจาขอน้ำอีก 10-15 ล้าน ลบ.ม. สทนช.ปัด บอกยังมีน้ำเหลือใช้ทันฝนตก ส่วนโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม EEC ได้อีสท์วอเตอร์ส่งน้ำให้

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกกลับมาวิกฤตอีกครั้ง หลังจากที่กรมชลประทานได้ทำข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด จ.จันทบุรี เพื่อขอแบ่งปันน้ำไปช่วยเหลือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ใน 3 จังหวัด (ระยอง-ชลบุรี-ฉะเชิงเทรา) โดยใช้ระบบสูบน้ำผ่านสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด ไปลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ในปริมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งครบระยะเวลาสูบน้ำตามที่ขอไปแล้ว (26 มีนาคม 2563)

ล่าสุดปรากฏ ณ วันที่ 21 เม.ย. 2563 ในภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำใช้การได้เหลือเพียง 189 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 13 โดยอ่างเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 6 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การได้เหลือ “ต่ำกว่า” ร้อยละ 50 ได้แก่ เขื่อนนฤบดินทรจินดา 88 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 32, เขื่อนขุนด่านปราการชล 37 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 17, อ่างเก็บน้ำคลองสียัด 25 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 6%, อ่างประแสร์ 16 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 6%, อ่างบางพระ 13 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 12% และอ่างหนองปลาไหล 10 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 7% ท่ามกลางความกังวลกันว่า ฤดูฝนปีนี้มีแนวโน้มจะล่าออกไปจากเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างที่เหลืออยู่ตกอยู่ในขั้นวิกฤต

ระยองน้ำเหลือใช้แค่ต้น พ.ค

นายบุญยืน เลาหวิทยะรัตน์ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดระยอง กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารการจัดการน้ำ ครั้งที่ 5/2563 (โครงการชลประทานระยอง) เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ใน 4 อ่างหลัก คือ ดอกกราย-หนองปลาไหล-คลองใหญ่-ประแสร์ คาดว่าจะเหลือปริมาณน้ำใช้การได้ถึงวันที่ 6 พฤษภาคมนี้เท่านั้น ดังนั้น ที่ประชุมจึงเห็นควรให้ชลประทานระยองประสานไปยังกรมชลประทาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อส่งตัวแทนไปเจรจากับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาคลองวังโตนด เพื่อขอแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จังหวัดจันทบุรี มาลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง อีกครั้งในปริมาณประมาณ 10-15 ล้านลูกบาศก์เมตร ในช่วงสัปดาห์หน้า

ขณะที่จังหวัดระยองมีความต้องการใช้น้ำวันละ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันทางโรงงานอุตสาหกรรมเดือดร้อนกันหนัก หากอนาคตโครงการ EEC เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมแล้ว ความต้องการใช้น้ำต่อวันจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัญหาจะยิ่งหนักกว่านี้ เพราะแหล่งน้ำหลักของระยองจะรอฝนตกเพียงอย่างเดียว

“ผมมีแนวคิดว่า เราควรตอบแทนชาวจันทบุรี ซึ่งปัจจุบันหลายพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นพวกโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณมาก โรงงานปิโตรเคมีทั้งหลาย และบริษัทอีสท์วอเตอร์ ที่สูบน้ำไปขายให้โรงงานอุตสาหกรรม ควรจัดสรรเงินไปทำ CSR สนับสนุนการทำโครงการวางท่อผันน้ำให้หมู่บ้านต่าง ๆ ในจังหวัดจันทบุรี ที่อยู่ห่างไกลให้มีน้ำใช้เพียงพอก่อน น้ำที่เหลือจะได้ผันมาช่วยชาวระยองและชลบุรีได้ โดยคนจันทบุรีไม่เดือดร้อน”

ด้านนายสงวน แสงวงศ์กิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในจังหวัดระยองน่าเป็นห่วงมาก ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ยังเป็นระดับที่วิกฤต ประกอบกับในภาคอุตสาหกรรมมีการดึงน้ำไปให้จังหวัดชลบุรี อีกประมาณ 600,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมน้ำใช้ทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร

เกาะสีชัง-พนัสนิคมแล้งหนัก

นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวถึงปริมาณน้ำในจังหวัดชลบุรีเริ่มลดลงมาก คาดว่าจะมีใช้ได้แค่ถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ขณะนี้ได้มีการสูบน้ำจากอ่างคลองหลวง เข้าไปอ่างบางพระ ประมาณ 4.7 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำที่เหลือในอ่างเก็บน้ำทั้งหมด 11 แห่ง มีอยู่ 294 ล้านคิว ส่วนน้ำที่ใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งมีแหล่งน้ำสาธารณะทั้งจังหวัดเหลือประมาณ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยพื้นที่ประสบภัยแล้งหนักสุดในจังหวัด คือ เกาะสีชัง กับ อ.พนัสนิคม

สทนช.บอกให้ระยองช่วยตัวเอง

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวยืนยันว่า ยังไม่มีการเจรจาขอน้ำจากคณะกรรมการลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี เพิ่มเติม หลังจากขอมารอบแรกครบ 10 ล้านลูกบาศก์เมตรไปแล้ว สถานการณ์ขณะนี้ขอความร่วมมือให้แก้ไขใน จ.ระยองเองก่อน รวมทั้งเจรจาเอกชนเพิ่มเติม ประกอบกับกรมฝนหลวงได้ทำการปฏิบัติการจนได้รับน้ำ

“ซึ่งยังเพียงพอ ไม่ต้องขอน้ำอีก”

และบางส่วนมีการดึงน้ำบางปะกงจนถึงสิ้นมิถุนายนยังสามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ยังได้หารือกับบอร์ด EEC และการนิคมอุตสาหกรรม ให้เร่งรัดศึกษาแนวทางลงทุนในการผันน้ำทะเลมาเป็นน้ำจืด เพื่อเป็นน้ำสำรองในอนาคตสำหรับพื้นที่ EEC โดยก่อนหน้านี้มีนักลงทุนจีนสนใจอาจใช้ 2 แนวทาง คือ PPP กับสัมปทาน

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ กล่าวว่า ได้จัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมจาก “บ่อดินเอกชน” เข้ามาเสริมในพื้นที่ชลบุรี และฉะเชิงเทรา พร้อมทั้งเร่งดำเนินการเพื่อซื้อแหล่งน้ำจากเอกชน การเตรียมความพร้อมระบบสูบน้ำสระสำรองที่ดำเนินการแล้ว รวมทั้งโครงการด้านน้ำต่าง ๆ ในพื้นที่

EEC ต้องลดใช้น้ำ 10%

นายภคิน ชลรัตนหิรัญ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิคมในพื้นที่ จ.ชลบุรี ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้งเล็กน้อย เนื่องจากมีจำนวนโรงงานยังไม่เต็มพื้นที่ โดยนิคมซื้อน้ำจากอีสท์วอเตอร์ ซึ่งทางอีสท์วอเตอร์ลดกำลังการผลิตลง บวกกับรัฐบาลมีมาตรการให้โรงงานในนิคมลดการใช้น้ำลง 10% การหาน้ำมาทดแทนส่วนที่หายไปแม้จะไม่มาก แต่จำเป็นที่จะต้องบริหารน้ำให้เพียงพอ ซึ่งปัจจุบันใช้น้ำอยู่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร จึงลงทุนสร้างระบบพัฒนาน้ำขึ้นมาใหม่เมื่อต้นปี 2563 โดยการนำน้ำเสียกลับมารีไซเคิลเก็บไว้ใช้ทั้งในนิคมและโรงงาน ส่วนนิคมที่ จ.ระยองไม่ได้ซื้อน้ำจากอีสท์วอเตอร์ จึงไม่ได้รับผลกระทบ

แหล่งข่าวในภาคอุตสาหกรรมกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะยืนยันว่า ปริมาณน้ำมีเพียงพอตลอดฤดูแล้ง 2563 และเร่งเจรจาซื้อน้ำจากแหล่งน้ำเอกชนปริมาณ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ต้องขอความร่วมมือลดการใช้น้ำจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ต้องลดการใช้น้ำลง 10% ลดการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าเอกชนโดยให้เดินระบบ stand by หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...