โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

4 ชาร์ตนี้กำหนดการตัดสินใจ Lockdown ประเทศ!

ไทยโพสต์

อัพเดต 29 มี.ค. 2563 เวลา 17.01 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2563 เวลา 17.01 น. • ไทยโพสต์

            4 ชาร์ตนี้คือข้อมูลและแนวโน้ม ที่จะกำหนดทางเลือกให้รัฐบาลไทยว่าจะต้องตัดสินใจเดินเส้นทางไหน เลือกระหว่างที่ทำอยู่ปัจจุบัน (จากเบาไปหาหนัก) หรือ Lockdown ประเทศอย่างจริงจังเพื่อสกัดไม่ให้ไวรัส Covid-19 แพร่กระจายรุนแรงหนักหน่วงไปกว่านี้

                กราฟแสดงเส้นไต่ขึ้นอย่างชันของอเมริกากับที่ "เบนออกข้าง" ของจีนอาจเป็นข้อมูลช่วยในการกำหนดเส้นทางของไทยในไม่กี่วันข้างหน้านี้

                อีกชาร์ตหนึ่งของคณะแพทย์ไทยที่ทำนาย "แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยและจำนวนคาดการณ์" จาก 25  มีนาคมถึง 15 เมษายนปีนี้ ใน 3 กรณี

                กรณีที่หนึ่ง หากไม่มีมาตรการป้องกัน…จะมีผู้ป่วยสะสม 25,225 คน

                กรณีที่สอง Social Distancing 50% จะมีผู้ป่วยสะสม 17,635

                กรณีที่สาม Social Distancing 80% จะมีผู้ป่วยสะสม 7,745

                อีกสองชาร์ตสะท้อนถึงทิศทางของอาเซียนกับไทย…และแนวโน้มการไต่ขึ้นของจำนวนผู้ป่วยของไทยเองถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา

                ในฐานะผู้มีอำนาจเด็ดขาดภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินขณะนี้ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาต้องตัดสินใจว่าจะใช้ "ยาแรง" ขนาดไหนเพื่อให้ประเทศชาติรอดจากความเสียหายในระดับต่างๆ ตามที่นำเสนอโดยทีมงานรอบตัวท่าน ทั้งในคณะรัฐมนตรีและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.

                ดูระดับโลกจะเห็นภาพชัดว่ายุทธศาสตร์ของจีนกับของสหรัฐฯ และอิตาลีไปกันคนละทาง

                ดูระดับอาเซียนไทยเราอยู่ในเส้นโค้งใกล้เคียงกับมาเลเซีย ขณะที่สิงคโปร์วิ่งไปอีกแนวทางหนึ่ง

                ดูจากสถิติวันต่อวันของประเทศต่างๆ น่าจะเห็นภาพว่าถ้าเรา "ค่อยทำค่อยไป" แนวโน้มจะเป็นแบบสหรัฐฯ และยุโรป

                หากเราจะเข้มข้นจริงจัง ต้องเดินแบบจีน, สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

                ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้คือ Flatten the Curve หรือบีบให้เส้นโค้งในกราฟเบนออกไปทางข้างหรือให้  ไแบน" ลงไป

                การตัดสินใจของรัฐบาลไทยย่อมอยู่กับปัจจัยหลักที่ต้องจัดลำดับความสำคัญ เช่น

                1.ศักยภาพของทรัพยากรทางการแพทย์ว่าจะรับได้แค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์,  อุปกรณ์, งบประมาณ

                นั่นหมายความว่าจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลว่ามีหมอ, พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เพียงพอสำหรับตั้งรับที่ตัวเลขผู้ป่วยแค่ไหน

                เพราะแม้จะมีเตียงจำนวนหนึ่งหรืองบประมาณเพิ่มขึ้น หากบุคลากรรับได้ในจำนวนหนึ่งเท่านั้น ก็จะต้องเดินหน้า "กดเส้นกราฟให้แบน" ลงอย่างจริงจัง

                ลงท้ายอยู่ที่ "คน" และคุณภาพในการตัดสินใจของ "ผู้นำ"

                หากเราไม่เอาจริง อาจเจอกับสถานการณ์แบบเดียวกับอิตาลีและสเปน ที่ถึงจุดหนึ่งหมอต้องตัดสินใจว่าจะเลือกรักษาเฉพาะคนไข้ประเภทไหน และอาจต้อง "ทิ้ง" คนกลุ่มไหน

                2.หากจะ "ปิดเมือง" หรือ "ปิดประเทศ" อย่างจริงจัง ต้องมีแผน Logistics ที่ทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการแจกจ่ายอาหารให้แก่ประชาชนตามชุมชนต่างๆ…รวมไปถึงปฏิบัติการฉุกเฉินสำหรับให้คนป่วยหาหมอหรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วน

                ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อน จึงจำเป็นต้องระดมสรรพกำลังเพื่อให้การ Lockdown เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

                3.พร้อมๆ กับการ Lockdown เพื่อควบคุมอัตราคนติดเชื้อให้อยู่ใน "ระดับที่ควบคุมได้" จะต้องมีฝ่ายปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ ที่จะต้องมีปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพให้ผ่านพ้นช่วงระหว่าง "ปิดประเทศ" และหลังจากนั้นอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีหรือนานกว่านั้น

                4.ต้องมีทีมงานเฉพาะด้านดูแลปัญหาเศรษฐกิจภาพรวมและเฉพาะด้าน เพื่อการประเมินสถานการณ์ด้านปากท้องและการฟื้นฟูกิจกรรมเศรษฐกิจตลอดเวลา

                นี่เป็นเพียงเรื่องหลักๆ ที่ต้องทำเพื่อให้การ Lockdown 90-100% สามารถตอบโจทย์ที่กำลังต้องการให้ผู้นำตัดสินใจอย่างเร่งด่วนและชัดเจนจากนี้ไป

                ไม่มีสูตรไหนรับรองผล 100% แต่การรีรอ ค่อยเป็นค่อยไปอาจยิ่งทำให้โอกาสสำเร็จกลายเป็นความล้มเหลวที่น่าหวาดหวั่นก็ได้

                การบริหารความ "ไม่แน่นอน" อันตรายกว่าการบริการ "ความเสี่ยง" แน่นอน. 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...