โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้าวชาวนาร่วมใจพื้นที่ภาคกลาง ต้นแบบ “ข้าวโลว์คาร์บอน”

สยามรัฐ

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 07.23 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 07.18 น.

ปัจจุบันอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มข้าวขาวที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ส่วนข้าวหอมมะลิ (105 และ กข15) ยังคงรักษาตลาดพรีเมียมไว้ได้ แต่ปัญหาหลักพบว่าการทำนาในพื้นที่ภาคกลางที่มีระบบชลประทานดี ทำให้ชาวนาเร่งรอบการผลิตนาปรัง (ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง) ใน 1 ปี สามารถทำนาได้ถึง 3 ครั้งต่อปี จึงใช้ปัจจัยการผลิตสูง ทั้งปุ๋ย สารเคมี และน้ำ ส่งผลให้ต้นทุนสะสมสูงขึ้นจนเกษตรกรแบกรับภาระไม่ไหวเมื่อราคาตลาดโลกผันผวน

นาเปียกสลับแห้งลดปล่อยก๊าซมีเทน

สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ประเทศไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยภาคการเกษตรได้รับมอบหมายให้ลดลง 2 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 1 ล้านตัน มาจากภาคการปลูกข้าว เนื่องจากนาข้าวที่มีน้ำขัง เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่สำคัญจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจน ดังนั้นกรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมให้มีการทำนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ ข้าว CSA (Climate-Smart Agriculture) และข้าวโลว์คาร์บอน (Low Carbon) นอกจากขายข้าวได้แล้ว ชาวนายังขายคาร์บอนเครดิตได้

สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เผยว่าการทำนาเพื่อลดคาร์บอน จนได้ผลผลิตของข้าวโลว์คาร์บอน ใช้วิธีการทำนา “เปียกสลับแห้ง” โดยต้องปล่อยให้หน้าดินแห้งและระดับน้ำใต้ดินลดถึง 10 ซม. เมื่อถึงระดับจึงปล่อยน้ำเข้า แล้วปล่อยให้แห้งอีกครั้งจึงเติมน้ำเข้าสลับกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะทำให้ลดก๊าซมีเทนได้ 0.5 - 1 ตัน ต่อรอบต่อไร่ นอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรง ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลง และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากการสูบน้ำ

“การทำนาเปียกสลับแห้ง กรมการข้าวทดลองมาหลายสิบปีแล้วทำให้ได้ตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซมีเทน ส่วนวิธีอื่น ๆ เช่น การลดการใช้ปุ๋ย การไม่เผาตอซัง กำลังหาสมการของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน” ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าว

นอกจากขายข้าวได้ยังขายคาร์บอนเครดิตได้

รูปแบบการทำนาเปียกสลับแห้งนอกจากลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีแล้ว ชาวนายังสามารถขายคาร์บอนเครดิตจากการทำนาในรูปแบบนี้ได้ สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว อธิบายว่า การเข้าสู่กระบวนการขายได้ต้องให้หน่วยงานอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ขึ้นทะเบียนและรับรอง ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่ได้ หน่วยงาน อบก. จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นข้อมูลกลางของประเทศนำเสนอต่อ NDC (Nationally Determined Contributions) แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศกำหนดเอง ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 - 2 องศาเซลเซียส โดยทุกประเทศภาคีต้องส่งแผนนี้ทุก 5 ปี

เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับในระดับสากล กรมการข้าวได้บูรณาการร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในการวางระบบการตรวจประเมินและทวนสอบ (MRV) โดยหน่วยงานกลางที่ผ่านการขึ้นทะเบียน (VVB) จะลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาอย่างเป็นระบบ เพื่อรับรองว่าข้าวนั้นเป็น "ข้าวคาร์บอนต่ำ" จริง ซึ่งผู้ผลิตสามารถเลือกดำเนินการได้ทั้งการขาย "คาร์บอนเครดิต" หรือการขอใช้ตราสัญลักษณ์ "Carbon Footprint" บนบรรจุภัณฑ์ข้าวสารเพื่อสร้างจุดเด่นทางการตลาด

ข้าวภาคกลางได้รับรอง “ฉลากคาร์บอน”

ปัจจุบันกรมการข้าวได้สนับสนุนกลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเกษตรกรรมไทยด้วยการเป็นกลุ่มเกษตรกรภาคกลางรายแรกของประเทศที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการประเมินและได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

“ความสำเร็จของกลุ่ม ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่น ๆ ทั่วประเทศ ให้หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

กลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการพึ่งพาตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากโครงการนำร่องในเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ที่เกษตรกรได้รวมตัวกันเพื่อสร้างต้นแบบการผลิตข้าวครบวงจร จนเติบโตเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยสมาชิกภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชน 4 ศูนย์ ในจังหวัดปทุมธานี รวม 99 ราย บนพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2,482 ไร่ ความแข็งแกร่งของกลุ่มไม่ได้มีเพียงการรวมตัวกัน แต่ยังเกิดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการยึดมั่นในมาตรฐานสากล สมาชิกทุกรายได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP)

ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐานการผลิต (Good Manufacturing Practice: GMP) และกำลังอยู่ในกระบวนการขอการรับรองมาตรฐาน HACCP และมาตรฐานสินค้า Q เพื่อยกระดับความปลอดภัยของอาหารสู่ขั้นสูงสุด เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

ใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออก

จุดเปลี่ยนที่สำคัญของกลุ่มคือการเข้าร่วม "โครงการการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก" ของศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนากระบวนการตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) จากการดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ กลุ่มได้รวบรวมข้อมูลและยื่นขอการรับรองฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จในที่สุด ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนมีทั้งหมด 4 รายการ ดังนี้:

• ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม

• ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม

• ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม

• เมล็ดพันธุ์ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม

ฉลากดังกล่าวจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออกที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความมั่นคงให้กับข้าวไทยในระยะยาว

ตลาดโลกขานรับ เป้าหมาย 1 ล้านไร่

“ขณะนี้โมเดลข้าวคาร์บอนต่ำเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีการส่งออกไปยังห้างสรรพสินค้าในฮ่องกงแล้ว และได้รับการติดต่อจากตลาดคุณภาพสูงอย่างสิงคโปร์และออสเตรเลีย กรมการข้าวจึงมีแผนขยายผลพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำให้ครอบคลุม 1 ล้านไร่ ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ตะวันตก และตะวันออก เพื่อเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวถึงความสำเร็จ

นาเปียกสลับแห้ง ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

สมควร ปานเถื่อน ชาวนาวัย 59 ปี ใน จ.ปทุมธานี เล่าว่าทำนา 15 ไร่ ตัดสินใจก้าวเข้าสู่การทำนาแบบ "เปียกสลับแห้ง" มานานกว่า 3 ปี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการเพิ่มยอดผลิตจากที่เคยได้ไม่เกิน 800 กิโลกรัม (หรือ 0.8 ตัน) พุ่งสูงขึ้นถึง 1.1 - 1.2 ตันต่อรอบการผลิต

จุดเริ่มต้นในการทำนาเปียกสลับแห้ง เริ่มต้นด้วยการปรับระดับพื้นนาด้วยเลเซอร์ เพื่อให้หน้าดินเรียบเสมอกันทั้งผืน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ง่ายขึ้น เมื่อน้ำทั่วถึง วัชพืชจะลดลงโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้การใช้สารเคมีและค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำลดลงไปกว่าครึ่ง นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยทำให้ลดการใช้ปุ๋ยและเมล็ดพันธิ์อย่างเหมาะสมกับพื้นที่ และติดตั้งระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะคอยตรวจวัดระดับน้ำในท่อ หากน้ำลดต่ำกว่า 15 เซนติเมตร ระบบจะสั่งการให้มอเตอร์ทำงานอัตโนมัติ ช่วยลดภาระการเดินตรวจนา และทำให้ต้นข้าวเติบโตสมบูรณ์สม่ำเสมอกันเกือบ 100% จนรถเกี่ยวข้าวสามารถทำงานได้ง่ายโดยไม่ติดหล่มจากการปล่อยให้ดินแห้งสนิทก่อนเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังยึดถือแนวทางเกษตรยั่งยืนด้วยการไม่เผาฟางมานานกว่า 10 ปี โดยใช้วิธีไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดินแทน

มากกว่าข้าวคาร์บอนต่ำเป็นข้าวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

สมควร ปานเถื่อน เล่าว่า เลือกปลูกข้าวสายพันธุ์ กข43 และ กข97 เจาะกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและคนรักสุขภาพ เนื่องจากข้าวพันธุ์นี้มีคุณสมบัติเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลช้า ดังนั้นการขายข้าวเน้นแปรรูปสีข้าวขายเองทำให้เขาสามารถทำราคาได้สูงถึง 12,000 บาทต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาข้าวเปลือกทั่วไปในท้องตลาดที่อยู่เพียง 6,500 บาทต่อตัน และในปีนี้ยังได้รับการรับรองให้เป็นผู้ผลิต "ข้าวคาร์บอนต่ำ"

การฉีกกฎการทำนาในรูปแบบเดิมที่ปล่อยให้น้ำขังทั้งปี ชาวนาต้องต่อสู้กับวัชพืช ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก เมื่อเปลี่ยนมาทำนาเปียกสลับแห้ง นอกจากจะได้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดโลกร้อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...