วิกฤตแรงงานในไทย เด็กเกิดไม่ถึง 5 หมื่นคน เพราะกลัว ‘ภาระค่าใช้จ่าย’ อนาคตเสี่ยงไม่มีคนทำงาน
ปัจจุบันคนไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น โดย 11 เดือนปี 2568 คนไทยกว่า 60,000 คนเลือกหารายได้นอกประเทศไทย และอาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สถานการณ์ในประเทศด้านตลาดแรงงานกำลังวิกฤต ทั้งอัตราการเกิดต่ำ กลุ่มคนสูงอายุเยอะขึ้น ลามเป็นปัญหาโครงสร้างประชากรที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยรายงาน “สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569”โดยชี้ว่าไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างประชากรที่สำคัญมาก เพราะว่าประเทศจะเกิดปรากฎการณ์ ‘เกิดน้อย อายุยืน และแรงงานหดตัว’ อย่างรวดเร็ว (เปิดรายงาน 12 ม.ค. 2569)
[ คนสูงอายุจะเพิ่มเร็วขึ้น ภายในช่วงไม่ถึง 10 ปี ]
ความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาโรคที่ทันสมัยทำให้คนมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวขึ้น จนเกิดภาวะ Longer Life Expectancy (หรืออายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น) ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีในแง่ของเทคโนโลยีที่ดีขึ้นในไทย
แต่สิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) คล้ายที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ คือมีผู้สูงอายุ 60 ปีมากกว่า 28% หรืออายุ 65 ปีเกิน 20% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ
โดยรายงานดังกล่าวระบุว่า ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า เพราะคนสูงอายุจะแตะ 28% อีกไม่กี่ปีข้างหน้า
[ เด็กไทยเกิดไม่ถึง 50,000 คน ]
ข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 จำนวนเด็กเกิดในไทยลดลงมากถึง 416,574 คน เทียบปี 2567 และปีหน้าอาจจะลดต่ำกว่า 400,000 คน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นในปัจจุบัน
ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราการเพิ่มประชากรไทย ‘ติดลบ’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยจำนวนประชากรรวมตอนนี้ไม่ถึง 66 ล้านคน (ราวๆ 65.8 ล้านคน)
โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ได้คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงอย่างต่อเนื่องจนใกล้ระดับเดียวกับเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 ซึ่งเป็นคนสูงอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 28% นั่นเอง
ที่น่ากังวลกว่าก็คือ ขนาดตลาดแรงงานในไทยจะเล็กลงเรื่อยๆ เพราะไม่มีแรงงานทำงาน โดยคาดการณ์ว่า ประชากรวัยแรงงานในไทยจะหายไปกว่า 2.5 ล้านคน หรืออาจะมากกว่านั้นถ้าแรงงานไทยเลือกไปทำงานในต่างประเทศมากกว่านี้
[ Gen Y และ Gen Z ยังอยากมีลูก แต่สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว ]
หลายคนอาจจะบอกว่า“คนสมัยนี้ไม่อยากมีลูกกันแล้ว” ความจริงอาจไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด เพราะผลสำรวจออนไลน์ความคิดเห็นของประชาชนชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน (สถานการณ์ประชากรและสังคม ปี 2568) กลับบอกว่า ยังอยากมีลูก เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว
ปัญหาคือ ‘กับดักทางเศรษฐกิจและสังคม’ โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ระบุว่า กลุ่มคน Gen Y กับ Gen Z กลายเป็นกลุ่มที่ยังอยากมีลูกมากที่สุด แต่ไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจในไทย ตั้งแต่ค่าครองชีพ, รายได้, ภาระหนี้สิน, การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ ไปจนถึง เวลาทำงานที่อาจจะไม่เอื้อต่อการมีลูก เพราะไม่ยืดหยุ่น
พวกเขามองว่า มาตรการ ‘แจกเงิน’ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะผู้คนให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา เวลา การทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัวมากกว่าปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นอกจากปัญหาอัตราการเกิดต่ำยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในไทยคือ ผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2567 โดยสำนักงาน สถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นสถานการณ์ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง มีจำนวนสูงถึง 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าใน รอบ 30 ปี
ส่วนหนึ่งมาจากการแต่งงานที่ลดลง การเลือกที่จะอยู่เป็นโสดสูงขึ้น ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่แฝงมากับการมีคู่ การแต่งงาน และการมีลูกนั่นเอง
ดังนั้น สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วน เพื่อพลิกสถานการณ์วิกฤตประชากร หนึ่งในนั้นก็คือ การลงทุนใน ‘ทรัพยากรคน’ การเพิ่มคุณภาพคน ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวในไทย เพื่อเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพประเทศในระยะยาวได้
รวมไปถึงการถอดบทเรียนจากปัญหาในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด “การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration)” ก็คือ การเปิดรับแรงงานข้ามชาติ
โดยผลสำรวจจาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบความน่าสนใจ ดังนี้
- ควรเปิดรับแรงงานข้ามชาติทักษะสูง (54.0%)
- เปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติที่เติบโตและผ่านการศึกษาในไทย สามารถทำงานได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ (64.3%)
- อยากให้ปรับนิยาม ‘ผู้สูงอายุ’ โดยเริ่มต้นที่ 65 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ พนักงานบริษัท และผู้ที่มีการศึกษาสูง (53.0%)
ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างประชากรในไทย และ ‘ดัชนีความสุข’ ของคนไทยก็เป็นหนึ่งในปัจจัยชี้วัดว่า คนอยากมีลูกหรือไม่
ปี 2568 พบค่าดัชนีความสุขค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.05 จาก 10 คะแนน แต่มีความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างกลุ่มวัยและอาชีพ โดย Gen Z มีความสุขต่ำที่สุด ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรมีคะแนนความสุขต่ำ เพียง 5.50 คะแนน มาจากปัญหาเรื่องรายได้และคุณภาพชีวิตที่บั่นทอนการสร้างครอบครัวและการมีลูก
เรื่องของตลาดแรงงานที่กำลังเข้าขั้นวิกฤต น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาชี้วัดผลงานของรัฐบาลแต่ละสมัยได้ ในช่วงเวลาการหาเสียงเลือกตั้งสำหรับการผลัดเปลี่ยนผู้นำ การหยิบยกปัญหาโครงสร้างประชากรขึ้นมากาง เพื่อหาทางแก้ไขอาจเป็นนโยบายที่ชี้นำอนาคตของประเทศได้ไม่ต่างกัน