อัปเดตกลุ่มนิคมอุตฯ หุ้นอะไรได้ไปต่อ?
#ทันหุ้น – บล.เคจีไอ มองคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ปี 2568 ทำสถิติสูงสุดที่ 1.8 ล้านลบ. (+67% YoY) โดยภาคดิจิทัลที่มูลค่า 7.46 แสนลบ. (+207% YoY) เป็นตัวผลักดันหลักในการเติบโต ตามด้วยภาคไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ที่ 2.77 แสนลบ. (+21% YoY) สวนทางกับคำขอรับส่งเสริมฯ จากภาคยานยนต์และชิ้นส่วนและภาคการเกษตรและอาหารที่ลดลง 15% YoY เหลือ 8.4 หมื่นลบ. และลดลง 10% YoY ที่ 7.6 หมื่นลบ. ตามลำดับ
ส่วนคำขอฯ ภาคการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพกับภาคการบินและอวกาศพุ่งก้าวกระโดดมากกว่า 60% YoY โดย 3 ประเทศแรกที่เป็นแหล่ง FDI คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน โดยรวมแล้วมูลค่า FDI ปี 2568 พุ่งขึ้น 66% YoY ที่ 1.36 ล้านลบ. คิดเป็น 72% ของคำขอทั้งหมด
ทั้งนี้ มูลค่าคำขอฯ Q4/68 อยู่ที่ 5.02 แสนลบ. (+60% YoY และ +22% QoQ) ส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ปี 2568 มีมูลค่า 1.6 ล้านลบ. (+66% YoY) โดยที่ มาตรการ “FastPass” ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลชุดก่อนหน้า มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความล่าช้าจากขั้นตอนราชการและเร่งลงทุนได้มากกว่า 80 โครงการ (มูลค่ารวมราว 4.80 แสนลบ.) ที่ได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว ดังนั้น ฝ่ายวิจัยคาดว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าทำมาตรการนี้ในระยะต่อไปเพื่อเลือกโครงการต่าง ๆ ที่สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว
สรุปผลงานปี 2568
ความไม่แน่นอนจาก reciprocal tariff ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ยอดขายที่ดินนิคมฯ รวมลดลงอย่างมีนัยยะเหลือ 2.576 พันไร่ (-54% YoY) ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ลดลง 5% YoY เหลือ 3.720 พันไร่ แต่ รายได้รวมปี 2568 (AMATA กับ WHA) ยังเพิ่มขึ้น 13% YoY ที่ 2.95 หมื่นลบ.และกำไรสุทธิปี 2568 รวมก็เพิ่มขึ้น 21% YoY ที่ 8.3 พันลบ. ในสองบริษัทนี้ กำไรสุทธิของ Amata Corp (AMATA) แข็งแกร่งขึ้นกว่าโดยเพิ่มขึ้น 27% YoY ที่ 3.15 พันลบ. แม้ยอดโอนที่ดินจะลดลงอยู่ที่ 1.646 พันไร่ (-14% YoY) ผลจากราคาขายที่ดินเฉลี่ยสูงขึ้นและ margin ดีขึ้น ขณะที่กำไรของ WHA Corp (WHA) เติบโต 18% YoY อยู่ที่ 5.1 พันลบ. หนุนจากราคาขายที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ยอดโอนที่ดินจะทรงตัวที่ 2.074 พันไร่ (+3% YoY) และประสิทธิภาพการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี
แนวโน้มปี 2569
ทั้ง AMATA และ WHA ตั้งเป้ายอดขายที่ดินเชิงรุกที่ 2.80 พันไร่ (+127% YoY) และที่ 2.50 พันไร่ (+86% YoY) ตามลำดับ โดยทั้งสองบริษัทหวังว่าลูกค้าจะกลับมาลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินใหม่ หลังจากชะลอการตัดสินใจมา 4 ไตรมาสติดต่อกันตั้งแต่ Q2/68 เมื่อสหรัฐได้ประกาศใช้ reciprocal tariffs แต่ด้วยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ฝ่ายวิจัยจึงใช้สมมติฐานแบบระมัดระวัง โดยคาดว่า WHA จะมียอดขายและโอนที่ดินที่ 2 พันไร่ และ 1.65 พันไร่ ตามลำดับ ส่วน AMATA จะมีทั้งยอดขายและโอนที่ดินที่ 1.50 พันไร่ (ใช้ราคาขายที่ดินเฉลี่ยราว 5.5–5.6 ลบ.ต่อไร่) ส่วน รายได้ที่ไม่ใช่การขายที่ดินฯ เช่น ธุรกิจไฟฟ้า, สาธารณูปโภค, การให้เช่าและบริการ (คิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้ทั้ง AMATA และ WHA) คาดจะเติบโตเป็นเลขหลักเดียวต่อปี ดังนั้น กำไรรวมปี 2569F อาจอยู่ราว 8 พันลบ. (-3% YoY)
วิเคราะห์ความอ่อนไหว (ใช้สมมติฐานยอดโอนที่ดินต่ำสุดช่วง COVID-19) ท่ามกลางภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุด ฝ่ายวิจัยได้ทำ downside stress test บนสมมติฐานยอดโอนที่ดินลดลงที่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ราว 350 ไร่ (ใกล้เคียงกับระดับที่เกิดขึ้นช่วง วิกฤต COVID-19 ปี 2563) โดยในช่วงนั้นพบว่าคำขอรับการส่งเสริมจาก BOI ลดลงเหลือ 4.05 แสนลบ. ส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัติอยู่ที่ 3.61 แสนลบ. ซึ่งคิดเป็นเพียงหนึ่งในสี่ของระดับปี 2568 ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว กำไรปี 2569F ของ AMATA อาจลดลงเหลือ 1.5 พันลบ. (-52% YoY) ส่วน WHA อาจลดเหลือ 2.8 พันลบ. (-45% YoY) แต่ด้วย net gearing แข็งแกร่งที่ 0.5x ของ AMATA และที่ 1.1x ของ WHA
ดังนั้น งบดุลของทั้งสองบริษัทถือว่าแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ราคาหุ้นในปี 2563 เคยร่วงแรงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดย AMATA แตะ: 8 บาท หรือ PE ที่ 8x (-1SD) และ WHA: ที่ 1.68 บาท หรือ PE ที่ 10x (-1.5SD) ซึ่งถือเป็นแนวรับที่สำคัญ
ทั้งนี้ แม้ธุรกิจนิคมฯ จะต้องเผชิญความท้าทายใหม่ต่อเนื่องใน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ทั้ง AMATA และ WHA ก็ ยังคงทำกำไรปี 2568 เติบโตดีจาก backlog ที่แข็งแกร่งและกระแสะ FDI ไหลเข้าที่แข็งแรง กรณีเลวร้ายที่สุดที่การโอนที่ดินลดลงต่ำเหลือ 350 ไร่ ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าทั้งสองบริษัทก็ยังสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ขณะนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มนิคมฯ (IE) “เท่ากับตลาดฯ” โดยแนะนำ “ซื้อ” WHA และ “ถือ” AMATA ราคาเป้าหมาย SOTP ของ WHA ที่ 5.0 บาท และ AMATA ที่ 18.50 บาท
โดยความรวดเร็วในอัตราการเติบโต GDP, การเพิ่มขึ้นของต้นทุนสาธารณูปโภคและค่าแรงงานขั้นต่ำ, ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ความรวดเร็วในการโอนที่ดินนิคม ฯ และเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)