โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

อัปเดตกลุ่มนิคมอุตฯ หุ้นอะไรได้ไปต่อ?

ทันหุ้น

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 04.25 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 04.25 น.

#ทันหุ้น – บล.เคจีไอ มองคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ปี 2568 ทำสถิติสูงสุดที่ 1.8 ล้านลบ. (+67% YoY) โดยภาคดิจิทัลที่มูลค่า 7.46 แสนลบ. (+207% YoY) เป็นตัวผลักดันหลักในการเติบโต ตามด้วยภาคไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ที่ 2.77 แสนลบ. (+21% YoY) สวนทางกับคำขอรับส่งเสริมฯ จากภาคยานยนต์และชิ้นส่วนและภาคการเกษตรและอาหารที่ลดลง 15% YoY เหลือ 8.4 หมื่นลบ. และลดลง 10% YoY ที่ 7.6 หมื่นลบ. ตามลำดับ

ส่วนคำขอฯ ภาคการแพทย์และเทคโนโลยีชีวภาพกับภาคการบินและอวกาศพุ่งก้าวกระโดดมากกว่า 60% YoY โดย 3 ประเทศแรกที่เป็นแหล่ง FDI คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน โดยรวมแล้วมูลค่า FDI ปี 2568 พุ่งขึ้น 66% YoY ที่ 1.36 ล้านลบ. คิดเป็น 72% ของคำขอทั้งหมด

ทั้งนี้ มูลค่าคำขอฯ Q4/68 อยู่ที่ 5.02 แสนลบ. (+60% YoY และ +22% QoQ) ส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ปี 2568 มีมูลค่า 1.6 ล้านลบ. (+66% YoY) โดยที่ มาตรการ “FastPass” ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลชุดก่อนหน้า มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความล่าช้าจากขั้นตอนราชการและเร่งลงทุนได้มากกว่า 80 โครงการ (มูลค่ารวมราว 4.80 แสนลบ.) ที่ได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว ดังนั้น ฝ่ายวิจัยคาดว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าทำมาตรการนี้ในระยะต่อไปเพื่อเลือกโครงการต่าง ๆ ที่สามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว

สรุปผลงานปี 2568

ความไม่แน่นอนจาก reciprocal tariff ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ยอดขายที่ดินนิคมฯ รวมลดลงอย่างมีนัยยะเหลือ 2.576 พันไร่ (-54% YoY) ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ลดลง 5% YoY เหลือ 3.720 พันไร่ แต่ รายได้รวมปี 2568 (AMATA กับ WHA) ยังเพิ่มขึ้น 13% YoY ที่ 2.95 หมื่นลบ.และกำไรสุทธิปี 2568 รวมก็เพิ่มขึ้น 21% YoY ที่ 8.3 พันลบ. ในสองบริษัทนี้ กำไรสุทธิของ Amata Corp (AMATA) แข็งแกร่งขึ้นกว่าโดยเพิ่มขึ้น 27% YoY ที่ 3.15 พันลบ. แม้ยอดโอนที่ดินจะลดลงอยู่ที่ 1.646 พันไร่ (-14% YoY) ผลจากราคาขายที่ดินเฉลี่ยสูงขึ้นและ margin ดีขึ้น ขณะที่กำไรของ WHA Corp (WHA) เติบโต 18% YoY อยู่ที่ 5.1 พันลบ. หนุนจากราคาขายที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ยอดโอนที่ดินจะทรงตัวที่ 2.074 พันไร่ (+3% YoY) และประสิทธิภาพการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี

แนวโน้มปี 2569

ทั้ง AMATA และ WHA ตั้งเป้ายอดขายที่ดินเชิงรุกที่ 2.80 พันไร่ (+127% YoY) และที่ 2.50 พันไร่ (+86% YoY) ตามลำดับ โดยทั้งสองบริษัทหวังว่าลูกค้าจะกลับมาลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินใหม่ หลังจากชะลอการตัดสินใจมา 4 ไตรมาสติดต่อกันตั้งแต่ Q2/68 เมื่อสหรัฐได้ประกาศใช้ reciprocal tariffs แต่ด้วยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ฝ่ายวิจัยจึงใช้สมมติฐานแบบระมัดระวัง โดยคาดว่า WHA จะมียอดขายและโอนที่ดินที่ 2 พันไร่ และ 1.65 พันไร่ ตามลำดับ ส่วน AMATA จะมีทั้งยอดขายและโอนที่ดินที่ 1.50 พันไร่ (ใช้ราคาขายที่ดินเฉลี่ยราว 5.5–5.6 ลบ.ต่อไร่) ส่วน รายได้ที่ไม่ใช่การขายที่ดินฯ เช่น ธุรกิจไฟฟ้า, สาธารณูปโภค, การให้เช่าและบริการ (คิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้ทั้ง AMATA และ WHA) คาดจะเติบโตเป็นเลขหลักเดียวต่อปี ดังนั้น กำไรรวมปี 2569F อาจอยู่ราว 8 พันลบ. (-3% YoY)

วิเคราะห์ความอ่อนไหว (ใช้สมมติฐานยอดโอนที่ดินต่ำสุดช่วง COVID-19) ท่ามกลางภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลางล่าสุด ฝ่ายวิจัยได้ทำ downside stress test บนสมมติฐานยอดโอนที่ดินลดลงที่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ราว 350 ไร่ (ใกล้เคียงกับระดับที่เกิดขึ้นช่วง วิกฤต COVID-19 ปี 2563) โดยในช่วงนั้นพบว่าคำขอรับการส่งเสริมจาก BOI ลดลงเหลือ 4.05 แสนลบ. ส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัติอยู่ที่ 3.61 แสนลบ. ซึ่งคิดเป็นเพียงหนึ่งในสี่ของระดับปี 2568 ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว กำไรปี 2569F ของ AMATA อาจลดลงเหลือ 1.5 พันลบ. (-52% YoY) ส่วน WHA อาจลดเหลือ 2.8 พันลบ. (-45% YoY) แต่ด้วย net gearing แข็งแกร่งที่ 0.5x ของ AMATA และที่ 1.1x ของ WHA

ดังนั้น งบดุลของทั้งสองบริษัทถือว่าแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ราคาหุ้นในปี 2563 เคยร่วงแรงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดย AMATA แตะ: 8 บาท หรือ PE ที่ 8x (-1SD) และ WHA: ที่ 1.68 บาท หรือ PE ที่ 10x (-1.5SD) ซึ่งถือเป็นแนวรับที่สำคัญ

ทั้งนี้ แม้ธุรกิจนิคมฯ จะต้องเผชิญความท้าทายใหม่ต่อเนื่องใน 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ทั้ง AMATA และ WHA ก็ ยังคงทำกำไรปี 2568 เติบโตดีจาก backlog ที่แข็งแกร่งและกระแสะ FDI ไหลเข้าที่แข็งแรง กรณีเลวร้ายที่สุดที่การโอนที่ดินลดลงต่ำเหลือ 350 ไร่ ผลการวิเคราะห์ชี้ว่าทั้งสองบริษัทก็ยังสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ขณะนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มนิคมฯ (IE) “เท่ากับตลาดฯ” โดยแนะนำ “ซื้อ” WHA และ “ถือ” AMATA ราคาเป้าหมาย SOTP ของ WHA ที่ 5.0 บาท และ AMATA ที่ 18.50 บาท

โดยความรวดเร็วในอัตราการเติบโต GDP, การเพิ่มขึ้นของต้นทุนสาธารณูปโภคและค่าแรงงานขั้นต่ำ, ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ความรวดเร็วในการโอนที่ดินนิคม ฯ และเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...