โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิด “ยุทธศาสตร์จีน” ฝังลึก-ผูกแน่นระบบการค้าโลก รับมือยุคทรัมป์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 14.39 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 07.39 น.

ช่วงเวลาความปั่นป่วน "จีน" เร่งเชื่อมฐานการผลิตเข้ากับกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ของโลก และเร่งปิดดีลการค้ากว่า 20 ฉบับ หวังฝังตัวในระบบการค้าโลกให้ลึกจนยากต่อการแยกตัว

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.37 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนกำลังมองเห็นช่องเปิดเชิงยุทธศาสตร์จากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพยายามใช้ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในระบบการค้าโลก เปลี่ยนให้กลายเป็นโอกาสระยะยาวในการจัดวางบทบาทของตนใหม่ในเศรษฐกิจโลก โดยเป้าหมายสำคัญคือการปรับโครงสร้างเครือข่ายการค้าในลักษณะที่ช่วยป้องกันเศรษฐกิจจีนมูลค่าราว 19 ล้านล้านดอลลาร์จากแรงกดดันของสหรัฐ และลดความเสี่ยงจากการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในอนาคต

การตรวจสอบเชิงลึกของ Reuters พบว่าจีนกำลังเร่งเชื่อมโยงฐานการผลิตขนาดมหาศาลของจีนเข้ากับกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และความตกลงการค้าเสรีข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก (CPTPP) พร้อมเดินหน้าเร่งรัดการเจรจาข้อตกลงการค้ารวมราว 20 ฉบับ ซึ่งหลายฉบับลากยาวมาหลายปี แม้จะยังเผชิญข้อกังวลจากนานาชาติเกี่ยวกับภาวะผลิตล้นตลาดของจีน การเข้าถึงตลาดที่ไม่สมดุล และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังซบเซา

เบื้องหลังการขับเคลื่อนดังกล่าว คือชุดความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของที่ปรึกษานโยบายจีน ซึ่งสะท้อนผ่านบทความภาษาจีนกว่า 100 ชิ้น ตั้งแต่ปี 2017 ที่พยายามถอดรหัส นโยบายการค้าของสหรัฐ เพื่อหาวิธีลดทอนประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์สกัดกั้นจีนของสหรัฐ บทความเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของฐานงานวิจัยกว่า 2,000 ชิ้น ที่ได้รับการสนับสนุนโดยสถาบันชั้นนำ เช่น สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อผู้นำระดับสูง

นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่จีนบางรายยอมรับว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศอาจสร้างความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่ถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อการครองความเป็นผู้นำด้านการค้าโลกในระยะยาว หนึ่งในเจ้าหน้าที่จีนกล่าวถึงนโยบายการค้าของทรัมป์ว่า “อย่าขัดจังหวะคู่แข่งตอนที่เขากำลังทำผิดพลาด” สะท้อนความเชื่อว่าความปั่นป่วนจากฝั่งสหรัฐกำลังเปิดพื้นที่ให้จีนจัดวางเกมใหม่

ข้อตกลงที่จีนบรรลุกับแคนาดา ระหว่างการเยือนปักกิ่งของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ถูกมองว่าเป็นดีลแรกในชุดยุทธศาสตร์เพื่อลดอำนาจต่อรองของสหรัฐ นักการทูตตะวันตกสองรายระบุว่า หากจีนเดินเกมนี้สำเร็จ ปักกิ่งอาจพลิกทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐที่ดำเนินมากว่าทศวรรษ และวางตัวเองเป็นศูนย์กลางของระเบียบการค้าพหุภาคีรูปแบบใหม่ที่จีนมีบทบาทกำหนดทิศทาง

สัญญาณสำคัญอีกประการคือ การเปลี่ยนโทนทางการทูตของจีน จากที่เคยใช้ถ้อยคำชาตินิยมเชิงแข็งกร้าว กลายเป็นการรณรงค์ปกป้องพหุภาคีและการค้าเสรี ขณะที่จีนเตรียมต้อนรับทรัมป์เยือนในเดือนเมษายน นักการทูตจีนได้เดินสายไปยังหลายประเทศ เพื่อเชิญชวนให้ร่วมกันปกป้องระบบการค้าแบบเปิด

จีนส่งนักการทูตระดับสูงไปยังเลโซโท ซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กที่เคยถูกสหรัฐตั้งกำแพงภาษีสูง พร้อมให้คำมั่นความร่วมมือด้านการพัฒนา นอกจากนี้จีนประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจาก 53 ประเทศในแอฟริกา และเสนอระบบศุลกากรที่ขับเคลื่อนด้วย AI ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับการค้า

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์คือ ทำให้จีนฝังตัวอยู่ในระบบการค้าโลกอย่างลึกซึ้งจนคู่ค้าไม่สามารถแยกตัว (decouple) ได้ง่ายภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐ นักวิชาการจีนบางรายระบุว่า“anti-decoupling” ควรเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์จีนในการรับมือการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐ

ในเชิงรูปธรรม จีนกำลังเร่งรัดการเจรจาการค้ากับหลายประเทศ เช่น ฮอนดูรัส ปานามา เปรู เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศหวัง อี้ ได้หยิบยกแนวคิดข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปขึ้นมาในการหารือกับนักการทูตยุโรป และผลักดันให้กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับเร่งสรุปการเจรจา FTA ที่ค้างคามานาน

จีนยังผลักดันอย่างจริงจังต่อการเข้าร่วม CPTPP ซึ่งมีรากฐานมาจากความตกลง TPP ที่สหรัฐเคยหนุนเพื่อถ่วงดุลจีนก่อนถอนตัวในปี 2560 อย่างไรก็ตามดุลการค้าเกินดุลขนาดใหญ่ของจีนทำให้บางประเทศกังวลว่าผู้ผลิตจีนอาจใช้ช่องทางการค้าเสรีเป็นทางระบายสินค้าราคาถูกออกสู่ตลาดโลก

นักเจรจาการค้าสหรัฐในยุคโอบามาอย่าง เวนดี้ คัตเลอร์ ชี้ว่าแม้จีนจะมีโอกาสชูบทบาทผู้นำด้านการค้า แต่ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริง เพราะดุลการค้าเกินดุลและมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อบางประเทศ ทำให้ความน่าเชื่อถือของจีนยังถูกตั้งคำถาม

ความเสี่ยงจากดุลการค้าเกินดุลของจีนที่แตะระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ยังเป็นประเด็นใหญ่ต่อภาคการผลิตของคู่ค้า อดีตผู้อำนวยการ WTO ระบุว่า จีนส่งออกสินค้ามายุโรปมากกว่าที่ตลาดจะรองรับได้ และตั้งคำถามว่าทำไมจีนจึงยังไม่สามารถปรับสมดุลโมเดลเศรษฐกิจได้สำเร็จ

เอกสารนโยบายจีนหลายฉบับเสนอให้ศึกษาวิธีที่สหรัฐใช้สถาบันโลกเป็นอาวุธเพื่อสกัดคู่แข่ง และแนะนำให้จีนใช้ช่องว่างจากการที่ทรัมป์ลดบทบาทองค์กรพหุภาคี เช่น WTO ให้เป็นโอกาสในการขยายอิทธิพล จีนจึงเร่งกำหนดมาตรฐานในสาขาต่าง ๆ ตั้งแต่ทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึง AI ผ่านโครงการ Belt and Road และการมีบทบาทในความตกลง RCEP ซึ่งครอบคลุมราว 30% ของ GDP โลก

ตัวอย่างหนึ่งคือ ท่าเรือ “Friendship Port” บริเวณชายแดนเวียดนาม ซึ่งจีนระบุว่าใช้ระบบ AI เพื่อลดเวลารอคอยสินค้าได้ราว 20% สะท้อนความพยายามสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างด้านโลจิสติกส์

ในภาพรวม จีนกำลังเล่นเกมยาว เพื่อสร้างระบบการค้าโลกที่มีตนเองเป็นแกนกลาง แม้ทรัมป์จะเหลือเวลาในตำแหน่งอีกสามปี แต่รัฐบาลสหรัฐชุดถัดไปอาจกลับมาใช้ยุทธศาสตร์สร้างพันธมิตรเพื่อสกัดจีนอีกครั้ง ดังนั้นจีนจึงต้องเร่งฝังตัวเองในเครือข่ายการค้าโลกให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างไรก็ดีความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของจีนในการกระตุ้นการบริโภคภายใน ลดความไม่สมดุลทางการค้า และคลายความกังวลของนานาชาติเกี่ยวกับการเข้าถึงตลาดและการแข่งขันที่เป็นธรรม

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...