โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผลตอบแทน 10 ปีข้างหน้า สินทรัพย์ไหนน่าลงทุนที่สุด?

ทันหุ้น

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. เวลา 04.00 น.

#ทันหุ้น – บทความวันนี้จะพาไปดูภาพใหญ่ของ “ผลตอบแทนระยะยาว” ของสินทรัพย์ต่าง ๆ จากรายงานล่าสุดของ State Street Investment Management ว่าถ้ามองไกล 10 ปีขึ้นไป สินทรัพย์ลงทุนประเภทไหนบ้างที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันก็มองความเสี่ยงในระยะยาวว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการวางแผนพอร์ตลงทุนในระยะยาว

การคาดการณ์ในรายงานฉบับนี้ State Street ไม่ได้อาศัยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ใช้การวิเคราะห์หลายมิติประกอบกัน

  • ประการแรก คือ มูลค่าปัจจุบันของสินทรัพย์ หรือ Valuation ว่าแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐาน
  • ประการที่สอง คือ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทิศทางของเงินเฟ้อ
  • ประการที่สาม คือ ปัจจัยด้านความยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกการลงทุนยุคปัจจุบัน
  • และประการสุดท้าย คือ ระดับอัตราผลตอบแทน รวมถึงรูปแบบราคาในอดีต

นอกจากการคาดการณ์ระยะยาวแล้ว รายงานยังมีการประเมินผลตอบแทนระยะสั้น โดยใช้โมเดล Tactical Asset Allocation (การปรับสัดส่วนการลงทุนไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา) ที่วิเคราะห์จากหลายปัจจัยประกอบกันด้วย

จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการคาดการณ์ผลตอบแทน ก็คือ เงินเฟ้อ ทีมวิเคราะห์ของ State Street ใช้ข้อมูลสองส่วนหลักในการประเมินเงินเฟ้อระยะยาว

  • ส่วนแรก คือ การคาดการณ์เงินเฟ้อจากแบบจำลองของทีมวิเคราะห์เอง
  • ส่วนที่สอง คือ การคาดการณ์เงินเฟ้อที่ซ่อนอยู่ในอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งสะท้อนมุมมองของตลาด

ในที่นี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทป้องกันเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า TIPS มีบทบาทสำคัญ เพราะให้ข้อมูล Real Yield หรืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ

เมื่อนำอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปกติ มาลบด้วยอัตราผลตอบแทนของ TIPS ก็จะได้ตัวเลขที่เรียกว่า Breakeven Inflation ซึ่งบอกว่าตลาดคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวไว้ที่เท่าไหร่นั่นเอง

State Street คาดการณ์ผลตอบแทนระยะยาวหรือมากกว่า 10 ปี ของสินทรัพย์แต่ละประเภท ดังนี้

  • สินทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย (ต่อปี) สูงที่สุด คือ หุ้นตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market Equities อยู่ที่ราว 7.1% ต่อปี ตามมาด้วยหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว ที่ประมาณ 6.5% ต่อปี
  • ส่วนกลุ่มกองทุน Global REITs คาดการณ์ผลตอบแทน 5.9% และพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ คาดการณ์ผลตอบแทน 5.8% ต่อปี
  • ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์และพันธบัตรหุ้นกู้เอกชน อยู่ในระดับกลางที่ประมาณ 4% ต่อปี และพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดที่ราว 3.5% ต่อปี

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ควรจับตา คือ ทิศทางเงินเฟ้อทั่วโลก เพราะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดผลตอบแทนของสินทรัพย์ทุกประเภท หากเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ อาจยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่าพันธบัตร

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียง “การคาดการณ์” ที่อิงจากสมมติฐานและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ผลตอบแทนจริงอาจแตกต่างไปมาก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทางเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์

เงินสด

มาถึงสินทรัพย์ประเภทแรก ที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นก็คือ เงินสด

เมื่อพูดถึงเงินสดในบริบทของการลงทุน ไม่ได้หมายถึงธนบัตรที่เก็บไว้ในกระเป๋า แต่หมายถึงการฝากเงินระยะสั้น หรือการลงทุนในตราสารตลาดเงินที่มีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนตลาดเงิน หรือ Money Market Fund

ในการคาดการณ์ผลตอบแทนเงินสดระยะยาว ทีมวิเคราะห์ของ State Street ใช้แนวคิดเรื่องผลตอบแทนที่แท้จริงในภาวะปกติ หรือ Normal Real Return เป็นหลัก

พูดง่าย ๆ ก็คือ ในระยะยาว นักลงทุนที่ถือเงินสดควรได้รับผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย เพื่อรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินไว้ และจากข้อมูลในอดีตยืนยันแนวคิดนี้ โดยนักลงทุนที่ถือเงินสดมักจะได้รับผลตอบแทนเหนือเงินเฟ้อในระดับพอประมาณ แม้จะไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ไม่ได้อิงจากข้อมูลอดีตเพียงอย่างเดียว

ทีมวิเคราะห์ State Street ยังนำอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก มาประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน และทิศทางที่คาดว่าจะเป็นในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น หาก Fed ส่งสัญญาณว่าจะคงดอกเบี้ยสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ผลตอบแทนจากการถือเงินสดก็จะน่าสนใจมากขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มปรับลดดอกเบี้ย ผลตอบแทนจากเงินสดก็จะลดลงเช่นกัน

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องจำไว้ก็คือ เงินสดอาจดูน่าเบื่อ แต่ก็มีบทบาทสำคัญในพอร์ตการลงทุน เพราะในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงอย่างปัจจุบัน การถือเงินสดบางส่วนไว้ ไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า เพราะยังได้รับผลตอบแทนที่พอสมควร พร้อมกับมีสภาพคล่องไว้รอจังหวะลงทุนในสินทรัพย์อื่นเมื่อโอกาสมาถึง

ส่วนการคาดการณ์ผลตอบแทนตราสารหนี้ของ State Street เริ่มต้นจากการดูระดับ Yield หรืออัตราผลตอบแทนในปัจจุบันก่อน จากนั้นจึงประเมินว่า Yield Curve หรือเส้นอัตราผลตอบแทน จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต ทั้งในแง่ของ Real Yield ที่หักเงินเฟ้อแล้ว และ Nominal Yield ที่ยังไม่หักเงินเฟ้อ โดยเปรียบเทียบกับรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ทีมวิเคราะห์ยังแยกวิเคราะห์ตราสารหนี้ตามอายุคงเหลือ หรือ Maturity ด้วย เพราะตราสารหนี้ระยะสั้นกับระยะยาว มีพฤติกรรมและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

สำหรับหุ้นกู้เอกชน หรือ Corporate Bonds มีการวิเคราะห์เพิ่มเติมอีกหลายมิติ

  • ประการแรก คือ Credit Spread หรือส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างหุ้นกู้เอกชนกับพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกตราสาร
  • ประการที่สอง คือ Term Structure ของ Credit Spread หรือความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างความเสี่ยงกับระยะเวลาของตราสาร

ทีมวิเคราะห์แยกประเมินหุ้นกู้ออกเป็นสองกลุ่มหลัก

  • กลุ่มแรกคือ Investment Grade หรือหุ้นกู้ระดับน่าลงทุน ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับ BBB ขึ้นไป ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า
  • กลุ่มที่สองคือ High Yield หรือหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย บางครั้งเรียกว่า Junk Bonds

สำหรับหุ้นกู้ High Yield ยังมีปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ต้องพิจารณา นั่นคือ ความน่าจะเป็นที่ผู้ออกตราสารจะผิดนัดชำระหนี้

ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทที่มีฐานะการเงินอ่อนแอ อาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นได้ตามกำหนด

ดังนั้น การคาดการณ์ผลตอบแทนหุ้นกู้ High Yield จึงต้องหักลบความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ด้วย

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ควรจับตาคือ ทิศทางของ Yield Curve ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ หาก Yield Curve ยังคงชันอยู่ หมายความว่าตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจกดดันราคาตราสารหนี้ระยะยาว ในทางกลับกัน หาก Yield Curve เริ่มแบนราบหรือกลับหัว อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ High Yield

ดังนั้น การกระจายการลงทุนระหว่าง Investment Grade และ High Yield จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

มาถึงสินทรัพย์ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด นั่นก็คือ หุ้น โดยหุ้นตลาดเกิดใหม่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว ตามมาด้วยหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว คำถามคือ ตัวเลขเหล่านี้มาจากไหน

การคาดการณ์ผลตอบแทนหุ้นระยะยาวของ State Street ใช้องค์ประกอบหลักสามส่วนมาประกอบกัน

  • ส่วนแรกคือ Dividend Yield หรืออัตราเงินปันผล ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับเป็นเงินสดจริงๆ ในแต่ละปี
  • ส่วนที่สองคือ การเติบโตของกำไรที่แท้จริง หรือ Real Earnings Growth ซึ่งหักผลกระทบจากเงินเฟ้อออกไปแล้ว
  • และส่วนที่สามคือ การเปลี่ยนแปลงของ Valuation Multiple หรือตัวคูณมูลค่า เช่น P/E Ratio ว่าในอนาคตตลาดจะยอมจ่ายแพงขึ้นหรือถูกลงสำหรับหุ้นแต่ละตัว

เมื่อนำทั้งสามส่วนมารวมกัน ก็จะได้ตัวเลขคาดการณ์ผลตอบแทนที่แท้จริงของตลาดหุ้น

ในส่วนของการเติบโตของกำไร ทีมวิเคราะห์ไม่ได้ใช้ตัวเลขจากแหล่งเดียว แต่ผสมผสานข้อมูลหลายส่วนเข้าด้วยกัน

  • ประการแรกคือ การคาดการณ์ระดับ GDP ของแต่ละประเทศหรือภูมิภาค เพราะในระยะยาว กำไรของบริษัทมักจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโดยรวม
  • ประการที่สองคือ อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น หรือ EPS ในอดีต เพื่อดูว่าบริษัทในตลาดนั้น ๆ มีความสามารถในการสร้างกำไรเพิ่มขึ้นได้ดีแค่ไหน
  • และประการที่สามคือ สัดส่วนรายได้จากในประเทศและต่างประเทศ เพราะบริษัทที่มีรายได้จากหลายภูมิภาค จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกในรูปแบบที่แตกต่างกัน

วิธีการนี้ทำให้ทีมวิเคราะห์สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละภูมิภาค

สำหรับตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มักมี Dividend Yield ที่มั่นคง แต่การเติบโตของ GDP อาจไม่สูงนัก ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย มี GDP ที่คาดว่าจะเติบโตได้สูงกว่า จึงมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าในระยะยาว

นี่คือเหตุผลที่รายงานฉบับนี้คาดการณ์ว่า หุ้นตลาดเกิดใหม่จะให้ผลตอบแทนราว 7% ต่อปี สูงกว่าหุ้นตลาดพัฒนาแล้วที่ประมาณ 6.5%

สำหรับนักลงทุนไทย รายงานนี้ถือเป็นข่าวดี เพราะตลาดหุ้นไทยจัดอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าตลาดเกิดใหม่แต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะตัว ผลตอบแทนที่สูงกว่ามักมาพร้อมกับความผันผวนที่สูงกว่าเช่นกัน จึงควรพิจารณาการกระจายพอร์ตไปยังหลายตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...