ภาค ประมง ไทย จับตาผลกระทบสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง ดันราคาอาหารทะเลแพงขึ้น
BTimes
อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 13.10 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 06.45 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizนายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา เปิดเผยว่า สมาคมการ ประมง แห่งประเทศไทยได้ทำหนังสือถึงนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเข้าหารือเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับภาคการประมง เนื่องจากมีความกังวลว่าหากภาครัฐมีมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมัน อาจส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันเขียวที่ใช้กับเรือประมง โดยปกติเรือประมงจะใช้น้ำมันเขียว ซึ่งมีรูปแบบการจำหน่ายผ่านเรือบรรทุกน้ำมัน หรือ “แทงเกอร์” ที่รับน้ำมันจากโรงกลั่นภายในประเทศ ก่อนลำเลียงไปจำหน่ายให้เรือประมงที่ออกทำการประมงในทะเล อย่างไรก็ตาม ภาคประมงได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันว่า โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศที่ผลิตน้ำมันเขียวมีแนวโน้มลดปริมาณการจำหน่ายลง จากเดิมประมาณ 40 ล้านลิตรต่อเดือน เหลือประมาณ 20 ล้านลิตรต่อเดือน หรือคิดเป็นการลดลงราว 50%
ทั้งนี้ น้ำมันเขียวเป็นน้ำมันในกลุ่มน้ำมันส่งออกและไม่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาจึงปรับตัวตามกลไกตลาดและราคาหน้าคลัง ปัจจุบันราคาน้ำมันเขียวอยู่ที่ประมาณลิตรละ 23.90 บาท ซึ่งยังเป็นราคาจากสต็อกเดิม แต่หากสต็อกหมดและมีการนำเข้าน้ำมันล็อตใหม่ ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลก
หากราคาน้ำมันเขียวปรับตัวสูงขึ้นจนเกินประมาณ 28–30 บาทต่อลิตร ผู้ประกอบการประมงจำนวนมากอาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ เนื่องจากชาวประมงไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาสัตว์น้ำในตลาด ขณะที่ต้นทุนสำคัญอย่างค่าแรงลูกเรือต้องจ่ายตามกฎหมายแรงงาน
ซึ่งภาคประมงไม่สามารถลดจำนวนเที่ยวเรือเพื่อลดต้นทุนได้ เพราะแม้จะออกเรือน้อยลงก็ยังต้องจ่ายค่าแรงลูกเรือเท่าเดิม หากต้นทุนสูงเกินไป ผู้ประกอบการบางส่วนอาจต้องตัดสินใจจอดเรือและเลิกจ้างแรงงานชั่วคราว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมประมงไทย ทั้งด้านการจ้างงาน การจับสัตว์น้ำที่ลดลง และราคาสินค้าอาหารทะเลในประเทศที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด