โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 4 ยุคสมัยที่เอไอและหุ่นยนต์ยึดพื้นที่การเกษตร

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 19.45 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 11.49 น.

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

เซ็นเซอร์สมัยใหม่ช่วยให้สามารถวิเคราะห์แปลงเพาะปลูกได้อย่างเจาะจงในระดับต้นพืช สามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น ตรวจสอบสุขภาพของพืช วิเคราะห์ความต้องการน้ำและสารอาหาร ตรวจจับการระบาดของศัตรูพืช คาดการณ์ผลผลิต ฯลฯ ที่มาภาพ: https://framos.com/articles/image-sensors-for-agriculture/

ตลอดช่วงเวลายาวนานที่ผ่านมา การเกษตรคือรากฐานอารยธรรมของมนุษยชาติ ทุกครั้งที่เกิดนวัตกรรมด้านการเกษตรที่โดดเด่นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนกลายเป็นการปฏิวัติเกษตรกรรม ซึ่งผ่านมาแล้ว 3 ครั้ง

ในศตวรรษที่ 21 โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 4 (The 4th Agricultural Revolution)” หรือบางทีก็เรียกกันว่า “การเกษตร 4.0 (Agriculture 4.0)” ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นยุคสมัยแห่งความแม่นยำและความยั่งยืน เพราะมีการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ไอโอที (Internet of Things) เซ็นเซอร์ และข้อมูลขนาดใหญ่เข้ากับระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จนเกิดเป็น “ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” ที่สามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อมไปได้พร้อมๆ กัน

การปฏิวัติครั้งแรก

เพื่อทำความเข้าใจการเกษตร 4.0 เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ เพราะการเกษตรเติบโตขึ้นจากเดิมโดยพัฒนาผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลายครั้ง

การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 1 ซึ่งรู้จักกันในชื่อของการปฏิวัติยุคหินใหม่ (Neolithic Revolution) เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10,000 – 12,000 ปีก่อน เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เปลี่ยนจากการเป็นผู้ล่าและผู้เก็บเกี่ยวมาเป็นผู้ผลิตเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อมนุษย์ที่เคยหากินด้วยการเร่ร่อนติดตามฝูงสัตว์เพื่อล่ามาเป็นอาหารและเก็บกินของป่า เริ่มสังเกตเห็นว่าเมล็ดพืชที่ตกลงบนพื้นดินสามารถงอกใหม่ได้ และสัตว์บางชนิดสามารถกักขังไว้เพื่อใช้งานหรือเป็นแหล่งอาหารได้

การค้นพบเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งและลงมือเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบ และเปลี่ยนโครงสร้างสังคมไปอย่างถาวร นับเป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมเมืองและระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม

มนุษย์เริ่มก่อกำเนิดชุมชนและเมือง สร้างที่อยู่อาศัยถาวร เกิดหมู่บ้านแห่งแรกของโลก มีการสะสมอาหาร เกิดผลผลิตเหลือใช้ มนุษย์บางรายจึงไม่จำเป็นต้องหาอาหารเองอีกต่อไป สังคมจึงเริ่มมีอาชีพใหม่ๆ เช่น ช่างปั้นหม้อ ช่างทอผ้า นักบวช และผู้ปกครอง นำไปสู่การกำเนิดของชนชั้นทางสังคม

อาหารที่เพียงพอทำให้อัตราการรอดชีวิตของทารกสูงขึ้น ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 5-8 ล้านคนก่อนยุคเกษตรกรรม สู่ระดับหลายร้อยล้านคนในเวลาต่อมา จึงอาจกล่าวได้ว่าการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 1 คือรากฐานที่ทำให้เกิดอารยธรรมในยุคหลัง

ปลูกเพื่อขาย

การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 2 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญในประวัติศาสตร์ยุโรป โดยเฉพาะในอังกฤษ ระหว่างศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นการวางรากฐานของการเติบโตทางประชากร เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสมัยใหม่

ในการปฏิวัติครั้งที่ 2 ได้เกิดนวัตกรรมสำคัญคือ ระบบปลูกพืชหมุนเวียน 4 ชนิด (Norfolk Four-Course System) โดยปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หัวเทอร์นิป และหญ้าโคลเวอร์ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกัน ทำให้ไม่ต้องมีการพักดินเหมือนในอดีต เพราะเทอร์นิปและโคลเวอร์ช่วยเติมไนโตรเจนกลับคืนสู่ดินและใช้เป็นอาหารสัตว์ในช่วงฤดูหนาวได้ด้วย

นอกจากนั้น รัฐบาลอังกฤษยังออกกฎหมายให้รวมที่ดินผืนเล็กผืนน้อยและที่ดินสาธารณะเข้าด้วยกัน แม้จะสร้างความลำบากให้ชาวนารายย่อย แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ กลับทำให้การบริหารจัดการที่ดินมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก

เมื่อผสานกับการนำเครื่องจักรกลมาช่วยทุ่นแรงมนุษย์และสัตว์ เช่น เครื่องหว่านเมล็ด เครื่องนวดข้าว ฯลฯ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงพันธุ์ปศุสัตว์ ผลผลิตต่อพื้นที่จึงเพิ่มขึ้น การเกษตรกลายเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เปลี่ยนจากการปลูกเพื่อยังชีพเป็นการปลูกเพื่อขายผลผลิต

ยุคนี้ยังเป็นการปฏิวัติเกษตรกรรมซึ่งเกิดขึ้นควบคู่กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกด้วย เนื่องจากการมีผลผลิตมากพอ ทำให้เกิดแรงงานส่วนเกินที่พร้อมจะเข้าไปทำงานในโรงงานทอผ้าหรือเหมืองถ่านหิน และสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับประเทศ

การปฏิวัติสีเขียว

การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 3 หรือ “การปฏิวัติสีเขียว (Green Revolution)” เป็นยุคสมัยของการใช้วิทยาศาสตร์และเคมีเพิ่มผลผลิตการเกษตรให้ทันต่อการขยายตัวของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1940 โลกเผชิญกับความกังวลว่าประชากรจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการผลิตอาหารจนนำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่ จึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติการเกษตรครั้งสำคัญ โดยผู้นำการปฏิวัติครั้งนี้คือ ดร. นอร์แมน บอร์ล็อก (Dr. Norman Borlaug) นักวิทยาศาสตร์การเกษตรชาวอเมริกันที่ภายหลังได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งการปฏิวัติเขียว”

บอร์ล็อกทำการทดลองในเม็กซิโก โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์และรัฐบาลเม็กซิโก เขาพัฒนาสายพันธุ์ข้าวสาลีลูกผสมที่แข็งแรง ทนทานต่อโรค และรับน้ำหนักของรวงข้าวได้โดยไม่หักล้ม การทดลองประสบความสำเร็จด้วยดี จนทำให้เม็กซิโกเปลี่ยนจากประเทศที่ต้องนำเข้าข้าวสาลี กลายเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวสาลีได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

การปฏิวัติเขียวไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่เมล็ดพันธุ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังใช้ชุดเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ นั่นคือ เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์พืชให้ตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดี มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าเดิม ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้มากกว่า 1 ครั้งต่อปี อีกทั้งมีการใช้สารเคมีการเกษตรอย่างปุ๋ยเคมีมาใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และใช้ยาปราบศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงเพื่อปกป้องผลผลิต

นอกจากนั้น ยังนำระบบชลประทานและเครื่องจักรมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง มีการสร้างเขื่อนและคลองส่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดปี พร้อมกับการนำรถแทรกเตอร์และเครื่องจักรมาแทนที่แรงงานสัตว์ ทำให้สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกได้กว้างขวางขึ้น

ความสำเร็จของการปฏิวัติสีเขียวส่งผลดีอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและละตินอเมริกา ในช่วงระหว่างปี 1960 ถึง 2000 ผลผลิตธัญพืชทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า250 % ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้นเพียง 10% เท่านั้น

สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) ระบุว่าการปฏิวัติเขียวช่วยให้คนกว่า 1 พันล้านคน รอดพ้นจากความหิวโหยและความตาย

แม้จะประสบความสำเร็จในแง่การเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่การปฏิวัติสีเขียวกลับทิ้งบาดแผลทางสิ่งแวดล้อมและสังคมไว้อย่างหนัก ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินขนาดทำให้ดินเสื่อมโทรม เกิดสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำและทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

ระบบเกษตรแบบนี้ยังสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมาก ต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล (ประมาณ 70% ของการใช้น้ำจืดทั่วโลก) และพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนัก อีกทั้งยังสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีทุนซื้อเมล็ดพันธุ์และสารเคมีมักเสียเปรียบและต้องเป็นหนี้สิน ทำให้ที่ดินกระจุกตัวอยู่ในมือนายทุนรายใหญ่

บทเรียนจากยุคนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 4 ที่เน้นการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) และความยั่งยืน

ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ในปี 2018 มีการเผยแพร่รายงานฉบับสำคัญที่นำเสนอแนวคิดของการเกษตร 4.0 อย่างเป็นทางการในการประชุม World Government Summit (WGS) โดยชี้ให้เห็นแรงกดดันสี่ประการที่โลกกำลังเผชิญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียอาหาร การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ และความขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องมีการปฏิวัติเกษตรกรรมอีกครั้ง

การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 4 เริ่มปรากฏร่องรอยที่ชัดเจนในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 โดยเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนรูปแบบเกษตรกรรมจากการตัดสินใจตามประสบการณ์ มาเป็นการตัดสินใจจากข้อมูล (data-driven farming)

แนวคิดพื้นฐานของการเกษตร 4.0 มีรากฐานมาจากแนวคิด “การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture)” ซึ่งเริ่มพัฒนาในสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับกระบวนการเกษตรกรรมอย่างครอบคลุม ตั้งแต่เซ็นเซอร์ ไอโอที หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการประมวลผลบนคลาวด์

ในแง่มูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลาดการเกษตร 4.0 โดยรวมทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 66.67 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 170.54 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2033 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 10.98% ต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่ออุตสาหกรรมนี้อย่างชัดเจน

โดรนและการสำรวจจากอากาศคือหนึ่งในเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุด โดรนยุคใหม่ติดตั้งเซ็นเซอร์มัลติสเปกตรัมและไฮเปอร์สเปกตรัมที่สามารถตรวจจับสุขภาพพืช การขาดแคลนสารอาหาร และการระบาดของโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก่อนที่ตาเปล่าจะมองเห็น

ขณะที่หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รวมกันแล้ว หุ่นยนต์และโดรนเกษตรกรรมรวมกันมีมูลค่าตลาดประมาณ 14.74 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 48.06 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งราว 23 % ต่อปี โดยอเมริกาเหนือครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 35–38 %

ไอโอทีและการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เข้ามาเป็นเสมือนระบบประสาทของฟาร์มอัจฉริยะ เซ็นเซอร์นับพันตัวกระจายอยู่ทั่วแปลงเกษตร ตรวจวัดความชื้นดิน ค่าพีเอช สารอาหาร และอุณหภูมิแบบเรียลไทม์ แล้วส่งข้อมูลทั้งหมดไปประมวลผลบนคลาวด์เพื่อสร้าง “แผนที่ความต้องการ” ของพืชในแต่ละจุด

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีชีวภาพและการแก้ไขปรับปรุงพันธุกรรมถือเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดของการปฏิวัติครั้งนี้ ทั้งการออกแบบพันธุ์พืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรค และให้ผลผลิตสูงได้เร็วกว่าการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม หรือเนื้อสัตว์จากห้องแล็บและอาหารสังเคราะห์ที่กำลังแทรกตัวเข้ามาในห่วงโซ่อาหารของมนุษย์

ไม่ใช่ทุกอย่างจะสวยงาม

ประโยชน์ที่ชัดเจนของการเกษตร 4.0 คือการเพิ่มผลผลิตเฉลี่ย 20% และลดการใช้ปัจจัยการผลิตลงได้อย่างมาก บางครั้งอาจถึง 30% นอกจากนี้ ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ถึงแม้จะให้ความหวังที่งดงาม ก็ยังมีคำถามและความท้าทายหลายประการที่ยังไม่มีคำตอบ

ประการแรกคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี เกษตรกรรายใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มที่จะโอบรับการเกษตร 4.0 อย่างเต็มใจ แต่เกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ผลิตอาหารให้โลก อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ประการที่สองคือการยอมรับของสาธารณะ ทั้งเรื่องการตัดแต่งพันธุกรรม เนื้อจากห้องแล็บ และการทำฟาร์มด้วยหุ่นยนต์ ล้วนยังเป็นประเด็นที่สังคมต้องถกเถียงกัน แม้ว่าสื่อจะนำเสนอเทคโนโลยีเกษตรกรรมยุคใหม่ในแง่บวก แต่การยอมรับจากผู้บริโภคอาจซับซ้อนกว่านั้น

ประการที่สามคือความปลอดภัยของข้อมูล ฟาร์มอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาย่อมเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ ข้อมูลแปลงเกษตรและผลผลิตของเกษตรกรรายย่อยอาจตกอยู่ในมือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่โดยเกษตรกรไม่รู้ตัว

และประการสุดท้ายคือการสูญเสียงาน แม้ว่าเทคโนโลยีจะสร้างงานใหม่ แต่ก็ทำลายงานแบบเก่าด้วยเช่นกัน ระบบอัตโนมัติในภาคเกษตรอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานภาคเกษตรในประเทศที่พึ่งพาแรงงานมนุษย์เป็นหลัก บางคนมองว่า ในอนาคต พื้นที่การเกษตรอาจถูกควบคุมจากศูนย์ข้อมูลและเกษตรกรจะกลายเป็นผู้จัดการข้อมูลการเกษตรโดยไม่ต้องออกแรงทำงานจริง

สรุปแล้ว การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 4 ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย หากมนุษยชาติต้องการจะเลี้ยงดูประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง แต่การปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งนี้ก็ยังต้องมีการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยม ทั้งในด้านนโยบาย การฝึกอบรม และการกระจายโอกาส จึงจะช่วยให้ภาคการเกษตรเปลี่ยนโฉมหน้าจากเดิมสู่ระบบอัจฉริยะได้อย่างราบรื่น ยั่งยืน และเป็นธรรม

อ้างอิง

http://www.paradigmshift.com.pk/the-fourth-agricultural-revolution/

https://www.farmprogress.com/technology/artificial-intelligence-powering-4th-agricultural-revolution

https://innovaromorir.com/en/agriculture-4-0-revolution-smart-agriculture-sustainable-future/

https://straitsresearch.com/report/agriculture-4.0-market

https://farmonaut.com/precision-farming/ai-agriculture-bots-7-top-robots-transforming-farming-2025

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...