รัชกาลที่ 5 ทรงสูญเสียลูกรัก “เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร” คราวงานพระศพพระราชธิดาอีกพระองค์
เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ผู้สิ้นพระชนม์ไล่เลี่ยกับ “กรมขุนสุพรรณภาควดี” พระราชธิดาอีกพระองค์
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 (นับตามปีแบบเก่าของไทยสมัยนั้น) เป็นเดือนที่ชาววังเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก เพราะในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ทรงถือว่าเป็น “ลูกคู่ทุกข์คู่ยาก” เนื่องด้วยประสูติแต่ครั้งพระองค์ยังไม่ทรงขึ้นครองราชย์ พระราชธิดาอีกพระองค์ที่ทรงรักมาก คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ ก็สิ้นพระชนม์ช่วงนั้น
เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร หรือ “สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่” ประสูติแต่พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ หรือ “ท่านองค์กลาง” (ทรงอยู่ในราชสกุลลดาวัลย์) เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2416 ทรงเป็นหนึ่งในกลุ่มพระราชโอรสและพระราชธิดารุ่นใหญ่ เพราะประสูติหลังจากรัชกาลที่ 5 ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์เพียง 5 ปี
พระองค์ทรงเป็นที่รักของพระบรมวงศ์ทั้งหลาย ทั้งทรงได้รับความเมตตา และความเอ็นดูเป็นพิเศษจากพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร (ต่อมา คือ สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร) หรือ “ทูลกระหม่อมแก้ว” ผู้อภิบาลรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ รัชกาลที่ 5 จึงทรงยกย่องทูลกระหม่อมแก้วเสมอสมเด็จพระบรมราชชนนี
ทูลกระหม่อมแก้วทรงพระเมตตาท่านองค์กลางอยู่แต่ก่อน เมื่อทรงพระครรภ์ก็ทรงฝนพระโอสถทาพระนาภีให้ เมื่อมีพระประสูติการก็ทรงช่วยอภิบาลเป็นอย่างดี จนเจ้านายที่ทรงเห็นน้ำพระทัยทูลกระหม่อมแก้วรับสั่งกันว่า “ใครจะประจบทูลกระหม่อมแก้วก็ต้องไปอุ้มสมเด็จหญิงใหญ่ ลูกท่านองค์กลางให้ทอดพระเนตรเห็น เท่านั้นแหละโปรดเกิ๊กก๊ากทีเดียว”
สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ทรงสนิทสนมกับกรมขุนสุพรรณภาควดี หรือ “เสด็จพระองค์ใหญ่” ซึ่งมีพระชันษาแก่กว่าราว 5 ปี วันใดไม่ได้ทรงพบปะกันในที่ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระบรมชนกนาถบนพระที่นั่งในเวลาเสวยกลางวัน สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่จะต้องเสด็จไปตำหนักเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ พระมารดาในเสด็จพระองค์ใหญ่อยู่เสมอ
เมื่อเสด็จพระองค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2447 สิริพระชันษา 36 ปี สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ทรงโทมนัสอย่างยิ่ง โดยไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ต่อมาพระองค์จะสิ้นพระชนม์ในการพระราชพิธีพระศพเสด็จพระองค์ใหญ่
เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร พระราชธิดาผู้สิ้นพระชนม์คราวงานพระศพเสด็จพระองค์ใหญ่
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 ผู้อยู่ในเหตุการณ์ บันทึกไว้ว่า
พ.ศ. 2447 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพกรมขุนสุพรรณภาควดี มีพระราชดำรัสสั่งให้เชิญพระโกศทองทรงพระศพจากหอธรรมสังเวชในพระบรมมหาราชวัง ไปถวายพระเพลิงยังที่ตั้งพระเมรุ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน ซึ่งเป็นที่ฝังเครื่องประกอบทารกในครรภ์ (รก) ของกรมขุนสุพรรณภาควดี โดยเชิญพระศพด้วยกระบวนรถไฟพิเศษ
รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ล่วงหน้าพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและฝ่ายในส่วนหนึ่ง เพื่อทรงเตรียมความเรียบร้อย เมื่อรถไฟถึงสถานีรถไฟบางปะอิน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เวลาราวเที่ยงวัน อากาศร้อนจัด รัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จฯ ไปรอรับพระศพ
เมื่อสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่เสด็จกลับถึงตำหนักวรนาถสัณฐาคาร พระราชวังบางปะอิน ก็มีพระอาการปวดพระเศียร ประชวรไข้ ไม่ได้เสด็จงานพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับบรรยายถึงตำหนักวรนาถสัณฐาคารว่า เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ชั้นบนมีห้องเรียงเป็นแถว 9 ห้อง มีเฉลียงหน้ากว้างเท่ากับตัวห้อง แล้วยื่นเป็นมุขโถงใหญ่อยู่กลางเป็นที่ประทับ และที่เสวยพร้อมกัน เฉลียงหลังห้องแคบราว 4 ศอก มีบันได 2 ช่องหัวท้าย ที่เฉลียงกั้นเป็นห้องสรงน้ำ 2 ห้อง เหลือที่สำหรับข้าหลวงคอยปฏิบัติเจ้านาย หลังห้องของพระองค์ใด ข้าหลวงก็นั่งเฉพาะห้องนั้น
ห้องเจ้านายในตำหนักนี้เป็นห้องของพระภรรยาเจ้า พระราชธิดา และเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ห้องพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ หรือ “ท่านองค์เล็ก”, ห้องสัมภาระของท่านองค์เล็ก, ห้องสมเด็จฯ เจ้าฟ้านิภานพดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี, ห้องสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา, ห้องสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี, ห้องเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร, ห้องพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา, ห้องพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี และห้องเจ้าจอมมารดาชุ่ม
ส่วนชั้นล่างมี 3 ห้องใหญ่ ๆ ห้องกลางเป็นกองกลางใช้สารพัดอย่าง สำหรับธุระของเจ้านายทุกพระองค์ เช่น รับแขกที่ไม่ถึงจะขึ้นถึงชั้นบน เป็นต้น อีก 2 ห้องซ้ายขวา ห้องหนึ่งเป็นบริเวณของเจ้าจอมมารดาชุ่ม อีกห้องหนึ่งเป็นบริเวณของท่านองค์เล็ก ซึ่งข้าหลวงของเจ้านายจะรวมอยู่ที่ห้องนี้
“ท่านผู้อ่านท่านผู้ฟังเรื่องนี้ลองหลับตานึกดูว่าสถานที่ห้องนั้นจะเป็นอย่างไร ส่วนหลังคาวรนาถนั้นเป็นสังกะสีร้อนอบอ้าวทุกห้อง ร้อนถึงม้าดำลั่นดังเปรี๊ยะ ๆ แทบทุกห้องในเวลากลางวันแดดจัดที่สุด ห้องที่สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ประชวรอยู่ต้องมีพระบรมราชกระแสดำรัสสั่งให้ทหารเรือสูบน้ำจากสระและทำน้ำขึ้นฉีดหลังคาแต่ให้ฉีดสูง ๆ จะให้เหมือนฝนตกถูกหลังคาเพื่อให้คลายร้อน แต่ขณะที่ทำนั้นพระอาการเพียบเสียแล้วจึงไม่ได้ผลดีอย่างไร
แต่คนโดยมากตกใจเสียงน้ำจากท่อใหญ่กระทบหลังคาสังกะสี กลัวจะทำให้ตกพระทัย แต่ความจริงทรงเงียบเสียแล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะทรงรู้สึกสะดุ้งสะเทือนเลย แต่กลับเป็นสะดุ้งหวาดหวั่นอย่างโครมครามใจแก่ผู้ที่ได้ประสบการของความเอะอะโครมครรมชุลมุนวุ่นวายในขณะนั้นเป็นอย่างมาก
บางคนประสาทอ่อนพอได้ยินเสียงน้ำดังลงหลังคาโครมก็ร้องไห้โฮ วิธีรักษาของพระยาประเสริฐ (ไรเตอร์) จะให้ไข้ลดเรียกมัสตาดละลายพอเผลอะ ๆ แล้วพอกฝ่าพระบาทกี่กระป๋องก็ไม่พอ กี่ขวดก็ไม่พอจะกลับมาซื้อกรุงเทพฯ ก็ไม่ทันเหตุการณ์ คราวนี้อลเวงอลหม่านกันใหญ่โตอย่างที่จะพรรณนาได้ยาก”
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับเล่าอีกว่า หลังจากสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ประชวรได้ 2 คืน รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสสั่งให้เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา, เจ้าฟ้านิภานพดล, เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล, พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา, พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี และเจ้าจอมมารดาชุ่ม ไปพำนักที่พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ ภายในพระราชวังบางปะอิน ซึ่งเวลานั้นเจ้าฟ้ามาลินีนภดารา และเจ้าฟ้านิภานพดลประชวรไข้เหมือนกัน ทรงพระดำเนินไม่ไหวต้องทรงพระเก้าอี้ คงเหลือแต่ท่านองค์เล็กประทับที่ตำหนักวรนาถสัณฐาคารพระองค์เดียว
หลังจากประชวรหลายวัน เจ้าฟ้าจันทราสรัทวารก็สิ้นพระชนม์ ณ ตำหนักวรนาถสัณฐาคาร เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 สิริพระชันษา 30 ปี
ทรงกรม “กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์”
เมื่อพระราชธิดา 2 พระองค์สิ้นพระชนม์ในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 4 เดือน ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงเศร้าโศกอย่างยิ่ง หลังจากทรงสรงน้ำพระศพเจ้าฟ้าจันทราสรัทวารแล้ว วันรุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องทรงส่งพระศพ พระองค์ก็มีพระอาการคล้ายกับจะประชวรพระวาโย ดังที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับบันทึกว่า
“เมื่อสิ้นพระชนม์สรงน้ำพระศพเสร็จในวันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประทับยืนส่งพระศพอยู่บนพรมกาบมะพร้าวที่เชิงบันไดชั้นล่าง สักครู่หนึ่งก็ร้องขึ้นว่า อุ๊ย ๆ เอะอะ แล้วก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงทรุดพระองค์ลงประทับนั่งอยู่บนกาบมะพร้าวพิงเสาบันได ที่ร้องกันอุ๊ย ๆ เอะอะไม่รู้ว่าใครต่อใครร้องบ้าง เพราะเห็นทรงยืนโงนเงนเหมือนจะล้ม แต่ไม่ทันล้มก็ทรงทรุดพระองค์ลงได้ทัน เสียงร้องเอะอะกันนั้นเองทำให้ทรงรู้สึกพระองค์ทรุดลงประทับนั่ง (นึกคาดคะเนเอาเอง)”
กระบวนพระศพเคลื่อนจากตำหนักวรนาถสัณฐาคารจวนค่ำ โดยออกทางประตูพระราชวังบางปะอินด้านหลัง แล้วเชิญพระโกศลงประทับเรืออัคเรศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ตามพระโกศมาส่งถึงเรือเป็นอันมาก
จากนั้นเชิญพระโกศขึ้นดาดฟ้าเรือ มีหม่อมเจ้าลอองนวล ลดาวัลย์, หม่อมเจ้าพิศวง ลดาวัลย์, หม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ (บิดาเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ-ผู้เขียนบทความออนไลน์), หม่อมเจ้าพร้อม ลดาวัลย์, เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ พร้อมด้วยข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยในหน้าที่สนม พลเรือน ข้าหลวงมหาดเล็กข้าในกรม ตามเสด็จ
เรือออกจากท่าบางปะอินราว 18.00 น. ระหว่างการเดินทาง ข้าหลวงนั่งเฝ้าพระโกศต่างร้องไห้กันไปพลาง กระทั่งถึงกรุงเทพฯ ราว 03.00 น. เมื่อเชิญพระโกศขึ้นประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่บนพระราชยาน เคลื่อนจากท่าไปยังหอธรรมสังเวชในพระบรมมหาราชวังก็เป็นเวลาราว 04.30 น. พอดี
เมื่อพระศพถึงหอธรรมสังเวช ได้เชิญขึ้นตั้งเคียงคู่กับพระโกศพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา หรือ “ท่านองค์ใหญ่” ซึ่งโดยสายเลือดเป็น “ป้า” ของสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ เพราะพระมารดาในพระองค์ คือ “ท่านองค์กลาง” เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของท่านองค์ใหญ่ ภาพพระโกศที่ตั้งเคียงกันนี้ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับบรรยายว่า “เป็นภาพที่น่าสังเวชสลดแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง ทำให้ข้าหลวงร้องไห้ดังระงมไปหมด”
ความอาลัยรักในพระราชธิดา ทำให้ช่วงบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ขึ้นทรงกรม เป็น “กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์” ดังความตอนหนึ่งในกระแสพระบรมราชโองการว่า
“…ทรงพระราชดำริห์ไว้ว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปนเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน ตามขัตติยราชประเพณีมาแต่ก่อน ทรงรั้งรอไว้ด้วยเปนเวลาระหว่างทุกข์ ที่พระเจ้าลูกเธอ กรมขุนสุพรรณภาควดีประชวรแลสิ้นพระชนม์ต้องพระราชทานเพลิงแล้ว จึงจะพระราชทานพระสุพรรณบัตร์ แต่ก็มาเสด็จสิ้นพระชนม์เสียโดยเร็วพลัน เปนที่ทรงพระโทมนัสแลทรงพระอาไลยเปนอันมาก แต่ถึงว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอจะเสด็จสิ้นพระชนม์ไปแล้ว หาควรที่จะลืมความดีอันมีในพระองค์ และขัตติยราชประเพณีให้ผิดจากพระราชประสงค์ ซึ่งตั้งพระราชหฤทัยไว้ไม่
จึงมีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร วโรฬารลักษณสมบัติ รัตนกุมารี เปนเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจาฤกในพระสุพรรณบัตร์ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร วโรฬารลักษณสมบัติ รัตนกุมารี กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ ให้เปนพระเกียรติยศ ปรากฏชั่วกัลปาวสาน เทอญ”
อ่านเพิ่มเติม :
- ทูลกระหม่อม สมเด็จ และเสด็จ 3 คำนี้ใช้ต่างกันอย่างไร?
- พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี พระราชธิดา ร. 5 ที่ทรงเกือบได้ครองราชสมบัติ
- กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร รัชกาลที่ 5 ทรงให้ใช้ “สวรรคต” เสมอพระราชมารดา
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ธงทอง จันทรางศุ. ในกำแพงแก้ว. พิมพ์ครั้งที่ 3 (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพฯ: มติชน, 2566.
สดับ ลดาวัลย์, หม่อมราชวงศ์. “เรื่องบ่อเกิดของพระราชนิพนธ์ ‘เงาะป่า’” ใน, เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ ๕. ม.ล. พูนแสง (ลดาวัลย์) สูตะบุตร พิมพ์สนองพระคุณ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ 5 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2526.
“ประกาศตั้งกรม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร” ใน, ราชกิจจานุเบกษา. วันที่ 12 มีนาคม ร.ศ. 123 เล่ม 21 หน้า 930.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 5 ทรงสูญเสียลูกรัก “เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร” คราวงานพระศพพระราชธิดาอีกพระองค์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com