โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัชกาลที่ 5 ทรงสูญเสียลูกรัก “เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร” คราวงานพระศพพระราชธิดาอีกพระองค์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 06.37 น.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ (ภาพจาก หนังสือ : เฉลิมพระยศเจ้านายมีพระรูป)

เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ผู้สิ้นพระชนม์ไล่เลี่ยกับ “กรมขุนสุพรรณภาควดี” พระราชธิดาอีกพระองค์

กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 (นับตามปีแบบเก่าของไทยสมัยนั้น) เป็นเดือนที่ชาววังเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก เพราะในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ กรมขุนสุพรรณภาควดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ทรงถือว่าเป็น “ลูกคู่ทุกข์คู่ยาก” เนื่องด้วยประสูติแต่ครั้งพระองค์ยังไม่ทรงขึ้นครองราชย์ พระราชธิดาอีกพระองค์ที่ทรงรักมาก คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ ก็สิ้นพระชนม์ช่วงนั้น

เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร หรือ “สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่” ประสูติแต่พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ หรือ “ท่านองค์กลาง” (ทรงอยู่ในราชสกุลลดาวัลย์) เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2416 ทรงเป็นหนึ่งในกลุ่มพระราชโอรสและพระราชธิดารุ่นใหญ่ เพราะประสูติหลังจากรัชกาลที่ 5 ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์เพียง 5 ปี

พระองค์ทรงเป็นที่รักของพระบรมวงศ์ทั้งหลาย ทั้งทรงได้รับความเมตตา และความเอ็นดูเป็นพิเศษจากพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร (ต่อมา คือ สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยยิกาเธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร) หรือ “ทูลกระหม่อมแก้ว” ผู้อภิบาลรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ รัชกาลที่ 5 จึงทรงยกย่องทูลกระหม่อมแก้วเสมอสมเด็จพระบรมราชชนนี

ทูลกระหม่อมแก้วทรงพระเมตตาท่านองค์กลางอยู่แต่ก่อน เมื่อทรงพระครรภ์ก็ทรงฝนพระโอสถทาพระนาภีให้ เมื่อมีพระประสูติการก็ทรงช่วยอภิบาลเป็นอย่างดี จนเจ้านายที่ทรงเห็นน้ำพระทัยทูลกระหม่อมแก้วรับสั่งกันว่า “ใครจะประจบทูลกระหม่อมแก้วก็ต้องไปอุ้มสมเด็จหญิงใหญ่ ลูกท่านองค์กลางให้ทอดพระเนตรเห็น เท่านั้นแหละโปรดเกิ๊กก๊ากทีเดียว”

สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ทรงสนิทสนมกับกรมขุนสุพรรณภาควดี หรือ “เสด็จพระองค์ใหญ่” ซึ่งมีพระชันษาแก่กว่าราว 5 ปี วันใดไม่ได้ทรงพบปะกันในที่ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระบรมชนกนาถบนพระที่นั่งในเวลาเสวยกลางวัน สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่จะต้องเสด็จไปตำหนักเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ พระมารดาในเสด็จพระองค์ใหญ่อยู่เสมอ

เมื่อเสด็จพระองค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2447 สิริพระชันษา 36 ปี สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ทรงโทมนัสอย่างยิ่ง โดยไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ต่อมาพระองค์จะสิ้นพระชนม์ในการพระราชพิธีพระศพเสด็จพระองค์ใหญ่

เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร พระราชธิดาผู้สิ้นพระชนม์คราวงานพระศพเสด็จพระองค์ใหญ่

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เจ้าจอมในรัชกาลที่ 5 ผู้อยู่ในเหตุการณ์ บันทึกไว้ว่า

พ.ศ. 2447 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพกรมขุนสุพรรณภาควดี มีพระราชดำรัสสั่งให้เชิญพระโกศทองทรงพระศพจากหอธรรมสังเวชในพระบรมมหาราชวัง ไปถวายพระเพลิงยังที่ตั้งพระเมรุ ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน ซึ่งเป็นที่ฝังเครื่องประกอบทารกในครรภ์ (รก) ของกรมขุนสุพรรณภาควดี โดยเชิญพระศพด้วยกระบวนรถไฟพิเศษ

รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ล่วงหน้าพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและฝ่ายในส่วนหนึ่ง เพื่อทรงเตรียมความเรียบร้อย เมื่อรถไฟถึงสถานีรถไฟบางปะอิน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เวลาราวเที่ยงวัน อากาศร้อนจัด รัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จฯ ไปรอรับพระศพ

เมื่อสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่เสด็จกลับถึงตำหนักวรนาถสัณฐาคาร พระราชวังบางปะอิน ก็มีพระอาการปวดพระเศียร ประชวรไข้ ไม่ได้เสด็จงานพระราชทานเพลิงพระศพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับบรรยายถึงตำหนักวรนาถสัณฐาคารว่า เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น ชั้นบนมีห้องเรียงเป็นแถว 9 ห้อง มีเฉลียงหน้ากว้างเท่ากับตัวห้อง แล้วยื่นเป็นมุขโถงใหญ่อยู่กลางเป็นที่ประทับ และที่เสวยพร้อมกัน เฉลียงหลังห้องแคบราว 4 ศอก มีบันได 2 ช่องหัวท้าย ที่เฉลียงกั้นเป็นห้องสรงน้ำ 2 ห้อง เหลือที่สำหรับข้าหลวงคอยปฏิบัติเจ้านาย หลังห้องของพระองค์ใด ข้าหลวงก็นั่งเฉพาะห้องนั้น

ห้องเจ้านายในตำหนักนี้เป็นห้องของพระภรรยาเจ้า พระราชธิดา และเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ห้องพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ หรือ “ท่านองค์เล็ก”, ห้องสัมภาระของท่านองค์เล็ก, ห้องสมเด็จฯ เจ้าฟ้านิภานพดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี, ห้องสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา, ห้องสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี, ห้องเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร, ห้องพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา, ห้องพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี และห้องเจ้าจอมมารดาชุ่ม

ส่วนชั้นล่างมี 3 ห้องใหญ่ ๆ ห้องกลางเป็นกองกลางใช้สารพัดอย่าง สำหรับธุระของเจ้านายทุกพระองค์ เช่น รับแขกที่ไม่ถึงจะขึ้นถึงชั้นบน เป็นต้น อีก 2 ห้องซ้ายขวา ห้องหนึ่งเป็นบริเวณของเจ้าจอมมารดาชุ่ม อีกห้องหนึ่งเป็นบริเวณของท่านองค์เล็ก ซึ่งข้าหลวงของเจ้านายจะรวมอยู่ที่ห้องนี้

“ท่านผู้อ่านท่านผู้ฟังเรื่องนี้ลองหลับตานึกดูว่าสถานที่ห้องนั้นจะเป็นอย่างไร ส่วนหลังคาวรนาถนั้นเป็นสังกะสีร้อนอบอ้าวทุกห้อง ร้อนถึงม้าดำลั่นดังเปรี๊ยะ ๆ แทบทุกห้องในเวลากลางวันแดดจัดที่สุด ห้องที่สมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ประชวรอยู่ต้องมีพระบรมราชกระแสดำรัสสั่งให้ทหารเรือสูบน้ำจากสระและทำน้ำขึ้นฉีดหลังคาแต่ให้ฉีดสูง ๆ จะให้เหมือนฝนตกถูกหลังคาเพื่อให้คลายร้อน แต่ขณะที่ทำนั้นพระอาการเพียบเสียแล้วจึงไม่ได้ผลดีอย่างไร

แต่คนโดยมากตกใจเสียงน้ำจากท่อใหญ่กระทบหลังคาสังกะสี กลัวจะทำให้ตกพระทัย แต่ความจริงทรงเงียบเสียแล้ว ไม่มีทีท่าว่าจะทรงรู้สึกสะดุ้งสะเทือนเลย แต่กลับเป็นสะดุ้งหวาดหวั่นอย่างโครมครามใจแก่ผู้ที่ได้ประสบการของความเอะอะโครมครรมชุลมุนวุ่นวายในขณะนั้นเป็นอย่างมาก

บางคนประสาทอ่อนพอได้ยินเสียงน้ำดังลงหลังคาโครมก็ร้องไห้โฮ วิธีรักษาของพระยาประเสริฐ (ไรเตอร์) จะให้ไข้ลดเรียกมัสตาดละลายพอเผลอะ ๆ แล้วพอกฝ่าพระบาทกี่กระป๋องก็ไม่พอ กี่ขวดก็ไม่พอจะกลับมาซื้อกรุงเทพฯ ก็ไม่ทันเหตุการณ์ คราวนี้อลเวงอลหม่านกันใหญ่โตอย่างที่จะพรรณนาได้ยาก”

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับเล่าอีกว่า หลังจากสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ประชวรได้ 2 คืน รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสสั่งให้เจ้าฟ้ามาลินีนภดารา, เจ้าฟ้านิภานพดล, เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล, พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา, พระองค์เจ้าสุจิตราภรณี และเจ้าจอมมารดาชุ่ม ไปพำนักที่พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ ภายในพระราชวังบางปะอิน ซึ่งเวลานั้นเจ้าฟ้ามาลินีนภดารา และเจ้าฟ้านิภานพดลประชวรไข้เหมือนกัน ทรงพระดำเนินไม่ไหวต้องทรงพระเก้าอี้ คงเหลือแต่ท่านองค์เล็กประทับที่ตำหนักวรนาถสัณฐาคารพระองค์เดียว

หลังจากประชวรหลายวัน เจ้าฟ้าจันทราสรัทวารก็สิ้นพระชนม์ ณ ตำหนักวรนาถสัณฐาคาร เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 สิริพระชันษา 30 ปี

ทรงกรม “กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์”

เมื่อพระราชธิดา 2 พระองค์สิ้นพระชนม์ในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 4 เดือน ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงเศร้าโศกอย่างยิ่ง หลังจากทรงสรงน้ำพระศพเจ้าฟ้าจันทราสรัทวารแล้ว วันรุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องทรงส่งพระศพ พระองค์ก็มีพระอาการคล้ายกับจะประชวรพระวาโย ดังที่เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับบันทึกว่า

“เมื่อสิ้นพระชนม์สรงน้ำพระศพเสร็จในวันรุ่งขึ้นพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประทับยืนส่งพระศพอยู่บนพรมกาบมะพร้าวที่เชิงบันไดชั้นล่าง สักครู่หนึ่งก็ร้องขึ้นว่า อุ๊ย ๆ เอะอะ แล้วก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงทรุดพระองค์ลงประทับนั่งอยู่บนกาบมะพร้าวพิงเสาบันได ที่ร้องกันอุ๊ย ๆ เอะอะไม่รู้ว่าใครต่อใครร้องบ้าง เพราะเห็นทรงยืนโงนเงนเหมือนจะล้ม แต่ไม่ทันล้มก็ทรงทรุดพระองค์ลงได้ทัน เสียงร้องเอะอะกันนั้นเองทำให้ทรงรู้สึกพระองค์ทรุดลงประทับนั่ง (นึกคาดคะเนเอาเอง)”

กระบวนพระศพเคลื่อนจากตำหนักวรนาถสัณฐาคารจวนค่ำ โดยออกทางประตูพระราชวังบางปะอินด้านหลัง แล้วเชิญพระโกศลงประทับเรืออัคเรศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ตามพระโกศมาส่งถึงเรือเป็นอันมาก

จากนั้นเชิญพระโกศขึ้นดาดฟ้าเรือ มีหม่อมเจ้าลอองนวล ลดาวัลย์, หม่อมเจ้าพิศวง ลดาวัลย์, หม่อมเจ้าเพิ่ม ลดาวัลย์ (บิดาเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ-ผู้เขียนบทความออนไลน์), หม่อมเจ้าพร้อม ลดาวัลย์, เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ พร้อมด้วยข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยในหน้าที่สนม พลเรือน ข้าหลวงมหาดเล็กข้าในกรม ตามเสด็จ

เรือออกจากท่าบางปะอินราว 18.00 น. ระหว่างการเดินทาง ข้าหลวงนั่งเฝ้าพระโกศต่างร้องไห้กันไปพลาง กระทั่งถึงกรุงเทพฯ ราว 03.00 น. เมื่อเชิญพระโกศขึ้นประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่บนพระราชยาน เคลื่อนจากท่าไปยังหอธรรมสังเวชในพระบรมมหาราชวังก็เป็นเวลาราว 04.30 น. พอดี

เมื่อพระศพถึงหอธรรมสังเวช ได้เชิญขึ้นตั้งเคียงคู่กับพระโกศพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา หรือ “ท่านองค์ใหญ่” ซึ่งโดยสายเลือดเป็น “ป้า” ของสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ เพราะพระมารดาในพระองค์ คือ “ท่านองค์กลาง” เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของท่านองค์ใหญ่ ภาพพระโกศที่ตั้งเคียงกันนี้ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับบรรยายว่า “เป็นภาพที่น่าสังเวชสลดแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง ทำให้ข้าหลวงร้องไห้ดังระงมไปหมด”

ความอาลัยรักในพระราชธิดา ทำให้ช่วงบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่ขึ้นทรงกรม เป็น “กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์” ดังความตอนหนึ่งในกระแสพระบรมราชโองการว่า

“…ทรงพระราชดำริห์ไว้ว่าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปนเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน ตามขัตติยราชประเพณีมาแต่ก่อน ทรงรั้งรอไว้ด้วยเปนเวลาระหว่างทุกข์ ที่พระเจ้าลูกเธอ กรมขุนสุพรรณภาควดีประชวรแลสิ้นพระชนม์ต้องพระราชทานเพลิงแล้ว จึงจะพระราชทานพระสุพรรณบัตร์ แต่ก็มาเสด็จสิ้นพระชนม์เสียโดยเร็วพลัน เปนที่ทรงพระโทมนัสแลทรงพระอาไลยเปนอันมาก แต่ถึงว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอจะเสด็จสิ้นพระชนม์ไปแล้ว หาควรที่จะลืมความดีอันมีในพระองค์ และขัตติยราชประเพณีให้ผิดจากพระราชประสงค์ ซึ่งตั้งพระราชหฤทัยไว้ไม่

จึงมีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร วโรฬารลักษณสมบัติ รัตนกุมารี เปนเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจาฤกในพระสุพรรณบัตร์ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร วโรฬารลักษณสมบัติ รัตนกุมารี กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ ให้เปนพระเกียรติยศ ปรากฏชั่วกัลปาวสาน เทอญ”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ธงทอง จันทรางศุ. ในกำแพงแก้ว. พิมพ์ครั้งที่ 3 (ฉบับปรับปรุงใหม่). กรุงเทพฯ: มติชน, 2566.

สดับ ลดาวัลย์, หม่อมราชวงศ์. “เรื่องบ่อเกิดของพระราชนิพนธ์ ‘เงาะป่า’” ใน, เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ ๕. ม.ล. พูนแสง (ลดาวัลย์) สูตะบุตร พิมพ์สนองพระคุณ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ 5 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2526.

“ประกาศตั้งกรม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร” ใน, ราชกิจจานุเบกษา. วันที่ 12 มีนาคม ร.ศ. 123 เล่ม 21 หน้า 930.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 5 ทรงสูญเสียลูกรัก “เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร” คราวงานพระศพพระราชธิดาอีกพระองค์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...