โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ไหวไหมถ้าเอาแค่ความมันส์? ส่องเส้นทาง เต้ – มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ จาก สส.ปัดเศษ สู่แคนดิเดตนายกฯ

TODAY

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 02.30 น. • TODAY

ปัดปลายทางว่าทำได้จริงหรือไม่ไว้ท้ายสุด ความรู้สึกชื่นชอบ ‘เพราะมันดี’ หรือถล่มติติงว่า ‘หลุดโลกดี’ ก็ทำให้ชื่อ ‘พี่เต้’ ทะลุขึ้นมายึดแถวหน้าสนามข่าว

อย่างที่ สำนักข่าว TODAY ในวันนี้ยังต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึง…

กลยุทธ์หาเสียงของพรรคการเมืองไทย มีทั้งที่พยายามเน้น ‘ตัวบุคคล’ เป็นจุดขาย และการแจกแจง ‘นโยบาย’ เพื่อดึงดูดโน้มน้าวใจประชาชน แต่บางพรรคก็โดดเด่นในการสร้างสีสันให้ผู้คนจดจำ และนำไปพูดถึงต่อ

‘พรรคทางเลือกใหม่’ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในโค้งสุดท้ายนี้ ที่ประกาศนโยบายมากมาย และกลายเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ แย่งพื้นที่พรรคใหญ่ๆ

โดยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลยุทธ์ลักษณะนี้ประสบความสำเร็จ เมื่ออยู่ในมือของ เต้ – มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์เจ้าของฉายา ‘เต้ พระราม 7’ ที่นั่งเป็นเลขาธิการ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหมายเลข 1 ของพรรคทางเลือกใหม่

เพราะต่อให้ไม่ได้ถูกใจ แต่บรรยากาศที่สังคมตั้งคำถามว่า ทำได้จริงหรือไม่ ต้องทำอย่างไร ก็เท่ากับนักการเมืองคนนั้นๆ เดินมาถูกทางแล้ว

มากไปกว่านั้น ผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งยังไม่มีพรรคใดในดวงใจ ก็อาจะปักหมุดพรรคทางเลือกใหม่ไว้พิจารณา เพราะนโยบายที่ดูหวือหวาท้าทายเหล่านี้ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และการที่กระแสส่ง ‘นักการเมือง’ คนหนึ่งหนึ่งเข้าสภาฯ ย่อมเท่ากับได้ส่งหนึ่งเสียงที่เป็นตัวแทนเจตจำนงประชาชน ไปกำหนดทิศทางประเทศนั่นเอง

นโยบายหลุดโลกรายวัน แย่งชิงพื้นที่สื่อได้ดีเกินคาด

ในศึกเลือกตั้ง 2569 พรรคทางเลือกใหม่ ประกาศส่งสมาชิกลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขต 43 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 20 คน โดยมี ราเชน ตระกูลเวียง และสิทธิศักดิ์ พัฒนชัย เป็นแคนดิเดตนายกฯ ร่วมกับมงคลกิตติ์

แม้จะเรียกได้ว่าเป็นพรรคเล็ก แต่พรรคทางเลือกใหม่ ก็แย่งชิงพื้นที่สื่อสารได้สำเร็จ ด้วยการประกาศนโยบายเรียกเสียงฮือฮารายวัน ผ่านปากของแคนดิเดตนายกฯ อย่างมงคลกิตติ์ ซึ่งพอจะเรียงลำดับได้ดังนี้

  • 1 ม.ค. – เพิ่มเงินซื้ออาวุธ และกำลังพลกองทัพ 200,000 ล้านบาท ต่อปี
  • 5 ม.ค. – นโยบาย Thailand First เน้นปกป้องคนไทย ไล่ชาวกัมพูชากลับประเทศทันที 200,000 คน และจัดซื้อระเบิดนิวเคลียร์ 10 ลูก ลูกละประมาณ 640 ล้านบาท เพื่อเพิ่มแสนยานุภาพของกองทัพไทย
  • 6 ม.ค. – จัดการฮุน เซน ประธานองคมนตรี ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เหมือนกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำกับ นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยมงคลกิตติ์ย้ำว่าจะทำให้ฮุน เซน มากราบเท้าร้องขอชีวิต
  • 8 ม.ค. – วิดพื้นเพิ่มเงินเดือน 10% สำหรับวัยทำงาน โดยผู้ชายวิดพื้นวันละ 100 ครั้ง ส่วนผู้หญิง วันละ 40 ครั้ง ได้ทั้งเงินและได้ออกกำลังกายรักษาสุขภาพ
  • 9 ม.ค. – ตรวจครรภ์ 2 ขีด รับ 10,000 บาท ดูแลเดือนละ 10,000 บาท รวม 100,000 บาท แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย
  • 10 ม.ค. – จัดตั้งกองทัพอวกาศ บรรจุนักรบ 3,000 อัตรา และตั้งฐานทัพอวกาศ
  • 12 ม.ค. – ผู้หญิงสามารถมีสามีได้ 4 คน
  • 13 ม.ค. – แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย รับยาชูกำลังฟรี ถ้ามีลูกงดเก็บภาษี 7 ปี14 ม.ค. – เตรียมทาบทาม อีลอน มัสก์ ผู้บริหารเทสลาและเครือข่ายสังคมออนไลน์ X เป็นประธานที่ปรึกษาด้านอวกาศ และจะเปิดห้างเซ็นทรัลบนดาวอังคาร
  • 15 ม.ค. – ส่งเสริมการมีลูกเพิ่ม ตกเเต่งศัลยกรรมรีเเพร์ยกกระชับฟรี 1-2 ครั้ง พร้อมยาบำรุง โดยให้อยู่ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับหญิงวัย 36-50 ปี
  • 16 ม.ค. – อัดฉีดเงินสนับสนุนฟุตบอลไทย ปีละ 2,000 ล้านบาท
  • 17 ม.ค. – นโยบายจัดหาคู่ หาคู่ครองให้ประชาชน ถ้าอยู่ด้วยเเล้วไม่ถูกใจ เปลี่ยนคู่ให้ใหม่ และนโยบายดูเเลความสุขให้ผู้สูงวัย ดึงหน้าดึงคอ ให้ 1 ครั้ง / 10 ปี19 ม.ค. – นโยบายการศึกษาเเนวใหม่ วิชาเลือกเสรีมากขึ้น เช่น วิชานักรบ นักบินอวกาศ
  • 21 ม.ค. –คืนชีพไดโนเสาร์ เพาะพันธุ์ส่งเสริมเศรษฐกิจไทย
  • 30 ม.ค. – เล็งซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษ 2 แห่ง ‘แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด’ และ ‘ลิเวอร์พูล’ เพื่อพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์โลกภายในปี 2030
  • 3 ก.พ. – ทำให้การขายบริการ (Sex Worker) เป็นอาชีพถูกกฎหมาย และผู้ที่เป็นพนักงานราชการเมื่อถึงวันหยุดปีใหม่ ‘เที่ยวหมอนวดฟรี’

นโยบายเหล่านี้ดึงดูดความสนใจ และเรียกเสียงหัวเราะจากคนไทยจำนวนไม่น้อย แต่ก็ถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า สามารถทำได้จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่การกล่าวอ้างเกินจริง เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ช่วงหาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น

ผู้ที่ร้องเรียนพรรคทางเลือกใหม่ และมงคลกิตติ์ คือ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะผู้สมัคร สส. กทม. เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบว่า นโยบายหาเสียงที่กล่าวมาเข้าข่ายกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

มงคลกิตติ์ ออกมาชี้แจงว่า นโยบายของพรรคทางเลือกใหม่ ‘ทำได้จริง’ และได้ส่งนโยบายของพรรคไปยัง กกต. หมดแล้ว มีการระบุงงบประมาณและระยะเวลาที่เป็นจริงแน่นอน อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้ถูกแจกแจงในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นทางการของพรรคแต่อย่างใด

ยกตัวอย่างกรณี ‘ตั๋วอวกาศ’ซึ่งมีการซื้อขายกันไปแล้วกว่า 800 ที่นั่งทั่วโลก ส่วนแผนโคจรรอบดวงจันทร์ ‘ไม่นานเกินรอ’ โดยอ้างถึงข้อมูลที่บ่งชี้ว่า สหรัฐอเมริกาได้สร้างโรงพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาแล้ว แต่ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมมากไปกว่านี้

จาก สส.ปัดเศษ สู่แคนดิเดตนายกฯ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสของพรรคทางเลือกใหม่ ส่วนหนึ่งเกิดจากความเคลื่อนไหวของแคนดิเดตนายกฯ มงคลกิตติ์’ ซึ่งเป็นนักการเมืองผู้สร้างสีสัน และมีความลื่นไหลทางอุดมการณ์การเมืองคนหนึ่ง ในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา

หากย้อนประวัติมงคลกิตติ์จะพบว่า เขาเคยเป็นอดีตเลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งยังลงสมัคร สส. มาก่อนในนามสมาชิกพรรคประชาราช และพรรคเสรีรวมไทย แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

จนกระทั่งการเลือกตั้งปี 2562 มงคลกิตติ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้เข้าไปทำหน้าที่ สส.ในสภาเป็นครั้งแรก ด้วยกลไกการนับคะแนนแบบ ‘ปัดเศษ’ ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกกำหนดโดย กกต. ที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลทหาร ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แม้ว่าพรรคไทยศรีวิไลย์จะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง 2562 เพียง 60,358 คะแนน ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์คะแนนเฉลี่ยต่อการได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน แต่กลับมี สส. ได้เข้าสภา 1 คน คือ มงคลกิตติ์ เนื่องจาก กกต. คำนวณคะแนนเสียงตามสูตรที่กำหนดเองใหม่ โดยยึดหลักจัดสรรปันส่วนที่นั่งในสภาให้แก่พรรคเล็กที่เหลือเศษทศนิยมมากที่สุด

ด้วยกลไกการคำนวณแบบปัดเศษทศนิยมของ กกต. ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กกว่าสิบพรรคที่ได้คะแนนเสียงต่ำกว่าเกณฑ์มี สส. แบบบัญชีรายชื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภา รวม 11 คน จนกลายเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ การเมืองไทยช่วงนั้น เพราะ สส.ปัดเศษ มีผลอย่างยิ่งในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลจนสำเร็จได้ในเวลาต่อมา

ท่าทีของมงคลกิตติ์ในช่วงแรก ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้งปี 2562 จนถึงช่วงที่มีการเจรจาหารือระหว่างพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล คือ การยืนยันว่า ‘ปิดสวิตช์ 3 ป.’ซึ่งหมายถึงการไม่เข้าร่วมสังฆกรรมกับ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้มาจากการรัฐประหาร รวมถึงเครือข่ายผู้มีอำนาจในรัฐบาลเดิม

พอการเมืองไทยเกิดฝุ่นตลบ หาข้อยุติในการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้อยู่นานนับเดือน มงคลกิตติ์ได้ปรับเปลี่ยนท่าทีไปเข้าร่วมกับกลุ่มพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ได้ สส.จากการปัดเศษ ลงนามในข้อตกลงร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ตามเดิม ซึ่งมงคลกิตติ์กล่าวถึงเรื่องนี้ผ่านสื่อว่า จำเป็นต้องเข้าร่วมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปต่อได้

มงคลกิตติ์ เคยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่าตนเองขอทำหน้าที่ ‘องครักษ์พิทักษ์ลุงตู่’ และเป็น สส.คนหนึ่งที่ออกเสียงรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งปี 2562

อย่างไรก็ดี จุดยืนของมงคลกิตติ์ สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น เพราะในเวลาต่อมา เขาประกาศแยกตัวจากขั้วรัฐบาลไปเป็น ‘ฝ่ายค้านอิสระ’ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อย่างแข็งขัน

ขณะที่ ช่วงเวลาหนึ่งเขากลับไปร่วมมือกับขั้วรัฐบาลประยุทธ์อีกครั้ง ก่อนปรับท่าทีอย่างดุดัน เมื่อเข้าร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงกลางวาระการดำรงตำแหน่ง โดยมีทั้งการท้าชกบนเวทีคาดเชือกและการตั้งฉายา พล.อ.ประยุทธ์เป็น ‘นายกฯ เกรด D’

ส่วนผลงานในสภาของมงคลกิตติ์ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สส. ปี 2562-2566 ถูกเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ Parliament Watch พบว่า เขามีสถิติการลาหรือขาดลงมติในสภา 78 มติ จากมติทั้งหมด 109 มติ หรือคิดเป็น 71.56% ของการลงมติในสภา

เมื่อถึงช่วงเลือกตั้งปี 2566 พรรคไทยศรีวิไลย์ส่งสมาชิกลงสนามการเมืองอีกครั้ง และเสนอชื่อมงคลกิตติ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่พรรคได้รับคะแนนเสียงต่ำกว่าเกณฑ์ จึงไม่มี สส.ทั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เข้าไปในสภา ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค จึงลงมติเห็นชอบให้แจ้งนายทะเบียนการเมืองว่าพรรคไทยศรีวิไลย์สิ้นสุดสภาพพรรคการเมือง และมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2568

หลังจากพรรคไทยศรีวิไลย์ปิดตัวลง มงคลกิตติ์ได้เข้าไปเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะถอนตัว และเข้าร่วมกับพรรคทางเลือกใหม่ กลายเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคสีสันการเมืองที่สร้างประเด็นใหม่ๆ ให้แก่การเลือกตั้งปี 2569

กลยุทธ์เน้นตลก อาจทำให้เกิดภาวะ ‘ตลกไม่ออก’?

หากเปรียบเทียบการเมืองไทยกับการเมืองโลก กลยุทธ์หาเสียงแบบเน้นสีสัน เรียกเสียงหัวเราะ หรือเน้นการสร้างกิจกรรมแปลกๆ ให้ผู้คนสนใจ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ผิดธรรมเนียมแต่อย่างใด

ตัวอย่างไม่ใกล้ไม่ไกลมีให้เห็นผ่านการเลือกตั้งในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2568 ซึ่งพรรคเสรีประชาธิปไตยหรือ Lib Dem คว้าที่นั่งในสภามากสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรค รวมทั้งหมด 71 ที่นั่ง

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ปัจจัยที่ทำให้พรรค Lib Dem ได้รับชัยชนะมากมายในปีที่แล้ว เป็นเพราะ เซอร์ เอ็ด เดวีย์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เลือกหาเสียงด้วยวิธีการที่แตกต่างจากพรรคการเมืองกระแสหลัก อย่างพรรคอนุรักษนิยม และพรรคแรงงาน ที่ขับเคี่ยวผลัดกันเป็นรัฐบาลมาเนิ่นนานหลายสมัย

เซอร์เดวีย์ทำกิจกรรมหาเสียงแบบแปลกๆ และเน้นฮา เพื่อหวังแย่งชิงพื้นที่สื่อ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินไต่เชือกหาเสียงกลางบึง และปล่อยให้ตัวเองหล่นลงไปในบึงโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ รวมถึงการกระโดดบันจีจัมป์ การขี่จักรยานลงเนินแบบไม่ใช้ตัวล็อกเท้า ไปจนถึงการเต้นแอโรบิกประกอบเพลงเทเลอร์ สวิฟต์

จริงๆ แล้วพรรค Lib Dem ประกาศนโยบายหาเสียงหลักๆ คือ การส่งเสริมตัวแทนและอำนาจในการบริหารปกท้องถิ่น พร้อมด้วยการปฏิรูประบบดูแลสุขภาพ แต่เหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนออกไปเลือกพรรคนี้มากเป็นประวัติการณ์ คือ ‘จดจำได้’ว่าเซอร์เดวีย์ผู้เป็นหัวหน้าพรรค ได้ทำอะไรตลกๆ เรียกเสียงหัวเราะให้กับสังคมในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า กลยุทธ์ที่ดูเหมือนบ้าๆ บอๆ เน้นตลกเน้นฮาอาจจะมีส่วนทำให้คนรู้จัก และพูดถึงพรรค Lib Dem ได้มากขึ้นก็จริง แต่การตัดสินใจเลือกพรรคอาจเป็นเพียงการสะท้อนความเบื่อหน่ายของผู้คน ที่มีต่อพรรคกระแสหลักสองพรรค ซึ่งไม่มีนโยบายหรือผู้นำที่โดนใจคนมานานหลายปีแล้ว

ผลสำรวจความเห็นประชาชนในสหราชอาณาจักร ช่วงปลายปี 2568 หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป จึงมีคนที่ตั้งข้อสงสัยเช่นกันว่า ต่อจากนี้สมาชิกพรรค Lib Dem ที่ได้เข้าไปทำงานในสภาจะทำอะไรต่อไป เพราะมีผู้สะท้อนความเห็นว่าการเน้นตลกเน้นฮาทำให้คนที่ออกเสียงเลือกพรรครู้สึกว่าพวกเขามีผู้แทนที่ไม่จริงจังกับการทำงานสักเท่าไหร่นัก

วกกลับมาที่การเมืองไทย ‘ผู้สมัคร’ ต่างก็มีอิสระทางความคิด และสามารถใช้ความสามารถโน้มน้าวใจคน ตราบเท่าที่ไม่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน ‘ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง’ ก็มีอำนาจในการตัดสินใจ ตราบเท่าที่ต้องการ เพื่อให้ปลายทางนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...