เปิดผลชันสูตร “พลายสีดอหูพับ” พบเศษอาหารอุดตันหลอดลม แจงข้อจำกัดยาซึม
สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 กรมอุทยานฯ แจงข้อจำกัดยาซึม เปิดไทม์ไลน์-สาเหตุการเสียชีวิต “พลายสีดอหูพับ” พบเศษอาหารอ้อย-มันสำปะหลังอุดตันหลอดลมและช่องปาก นำไปสู่ภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลว
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายนเรศ ชมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น, สัตวแพทย์หญิงนันทิตา รักษาชาติ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8, สัตวแพทย์หญิงศุภลักษณ์ ประจันทร์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว และสัตวแพทย์หญิงอารียา ปอมโคก สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของ พลายสีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 15–20 ปี ที่เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายจาก จ.ขอนแก่น ไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จ.เลย
นายณัฐวัฒน์ ระบุว่า จุดเริ่มต้น พลายสีดอหูพับ และพลายงาจิ๋ว ได้เริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง บริเวณบ้านโคกสูง ต.ศรีสุข อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 67 แม้เจ้าหน้าที่จะผลักดันคืนสู่ป่าได้สำเร็จ แต่วันที่ 28 ธ.ค. 67 สีดอหูพับได้กลับเข้ามาในเขตอุทยานฯ ภูเวียงอีกครั้ง และเริ่มเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และได้เกิดเหตุที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ ทำร้ายประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่บ้านโนนสูง ต.ในเมือง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น และพื้นที่บ้านกุดน้ำใส ต.นาชุมแสง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น นอกจากนี้ ยังมีพลายงาจิ๋ว และพลายคุถัง เคลื่อนตัวเข้ามาในเขตพื้นที่ดังกล่าวด้วย
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีประชาชนรวม 6 คน ในพื้นที่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ยื่นร้องต่อศาลปกครองขอนแก่น เพื่อขอให้กรมอุทยานฯ ปฏิบัติหน้าที่ดูแลช้างป่า ซึ่งศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 68 ให้ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว คือ งาจิ๋ว คุถัง สีดอหูพับ และสีดอน้อย ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมภายใน 30 วัน
ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ ดำเนินการตามกฎหมายควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้านเทคนิค โดยมีการยื่นขอขยายระยะเวลาหลายครั้ง เนื่องจากต้องพิจารณางบประมาณ กำลังเจ้าหน้าที่ และความปลอดภัยในการวางยาสลบ รวมไปถึงความจำเป็นในการศึกษาปัจจัยแวดล้อมของพื้นที่รองรับใหม่ ทั้งด้านแหล่งน้ำ อาหาร และการยินยอมของประชาชนในพื้นที่ใหม่ จนกระทั่งกรมอุทยานฯ ได้รับความเห็นชอบให้เคลื่อนย้ายสีดอหูพับ เพื่อปรับพฤติกรรมที่ป่าห้วยหินลับและโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงฯ และได้กำหนดการ ปฏิบัติการ ในวันที่ 3-4 ก.พ. 69
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ซึ่งเป็นวันปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ร่วมกับทุกภาคส่วน เปิดศูนย์บัญชาการติดตาม ณ วัดถ้ำกวาง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น โดยสัตวแพทย์ได้ยิงยาซึมเข็มแรก เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 3 ก.พ. 69 และนำช้างขึ้นรถได้สำเร็จ เวลา 22.00 น. แต่ในระหว่างเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ไม่นาน สีดอหูพับได้ล้มลงกะทันหัน เวลาประมาณ 23.00 น.
จากผลชันสูตรซากอย่างละเอียด เมื่อวันที่ 4 ก.พ. พบเศษอาหารประเภทอ้อยและมันสำปะหลังปริมาณมากในหลอดลมและช่องปาก รวมถึงฟองอากาศในหลอดลม และภาวะเลือดออกในอวัยวะภายในหลายจุด สัตวแพทย์จึงวินิจฉัยเบื้องต้นว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากการสำลักอาหารเข้าไปอุดตันในหลอดลม ก่อให้เกิดภาวะแคปเจอร์ไมโอพาธี (Capture Myopathy) หรือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการถูกจับบังคับแบบเฉียบพลัน นำไปสู่ภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลวในที่สุด
นอกจากนี้ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ยังได้ชี้แจงข้อจำกัดในการวางยาซึม ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ว่า ในสัตว์ป่าพื้นที่ธรรมชาติต้องปฏิบัติการระยะไกล ซึ่งยากต่อการตรวจสอบพฤติกรรมการกินอาหารก่อนรับยาอย่างละเอียด เมื่อช้างได้รับยาซึมแล้ว ยาจะไม่ออกฤทธิ์ทันที ทำให้ช้างยังสามารถเดินและกินอาหารต่อไปได้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และเสียดายการสูญเสียสัตว์ป่าซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญ พร้อมจะนำบทเรียนครั้งนี้มาปรับปรุงแผนการจัดการช้างป่าที่เหลืออยู่ให้มีความปลอดภัยสูงสุดต่อไป