โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดผลชันสูตร “พลายสีดอหูพับ” พบเศษอาหารอุดตันหลอดลม แจงข้อจำกัดยาซึม

WeR NEWS

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 11.06 น.
ภาพจากเฟซบุ๊ก ลุงเกรียง หมีแบกกล้อง

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 กรมอุทยานฯ แจงข้อจำกัดยาซึม เปิดไทม์ไลน์-สาเหตุการเสียชีวิต “พลายสีดอหูพับ” พบเศษอาหารอ้อย-มันสำปะหลังอุดตันหลอดลมและช่องปาก นำไปสู่ภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลว

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายนเรศ ชมบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น, สัตวแพทย์หญิงนันทิตา รักษาชาติ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8, สัตวแพทย์หญิงศุภลักษณ์ ประจันทร์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสอยดาว และสัตวแพทย์หญิงอารียา ปอมโคก สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีการเสียชีวิตของ พลายสีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 15–20 ปี ที่เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายจาก จ.ขอนแก่น ไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง จ.เลย

นายณัฐวัฒน์ ระบุว่า จุดเริ่มต้น พลายสีดอหูพับ และพลายงาจิ๋ว ได้เริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง บริเวณบ้านโคกสูง ต.ศรีสุข อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 67 แม้เจ้าหน้าที่จะผลักดันคืนสู่ป่าได้สำเร็จ แต่วันที่ 28 ธ.ค. 67 สีดอหูพับได้กลับเข้ามาในเขตอุทยานฯ ภูเวียงอีกครั้ง และเริ่มเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และได้เกิดเหตุที่น่าเศร้าใจที่สุดคือ ทำร้ายประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่บ้านโนนสูง ต.ในเมือง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น และพื้นที่บ้านกุดน้ำใส ต.นาชุมแสง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น นอกจากนี้ ยังมีพลายงาจิ๋ว และพลายคุถัง เคลื่อนตัวเข้ามาในเขตพื้นที่ดังกล่าวด้วย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีประชาชนรวม 6 คน ในพื้นที่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ยื่นร้องต่อศาลปกครองขอนแก่น เพื่อขอให้กรมอุทยานฯ ปฏิบัติหน้าที่ดูแลช้างป่า ซึ่งศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 68 ให้ดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างป่า 4 ตัว คือ งาจิ๋ว คุถัง สีดอหูพับ และสีดอน้อย ไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ ดำเนินการตามกฎหมายควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้านเทคนิค โดยมีการยื่นขอขยายระยะเวลาหลายครั้ง เนื่องจากต้องพิจารณางบประมาณ กำลังเจ้าหน้าที่ และความปลอดภัยในการวางยาสลบ รวมไปถึงความจำเป็นในการศึกษาปัจจัยแวดล้อมของพื้นที่รองรับใหม่ ทั้งด้านแหล่งน้ำ อาหาร และการยินยอมของประชาชนในพื้นที่ใหม่ จนกระทั่งกรมอุทยานฯ ได้รับความเห็นชอบให้เคลื่อนย้ายสีดอหูพับ เพื่อปรับพฤติกรรมที่ป่าห้วยหินลับและโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวงฯ และได้กำหนดการ ปฏิบัติการ ในวันที่ 3-4 ก.พ. 69

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 69 ซึ่งเป็นวันปฏิบัติการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ร่วมกับทุกภาคส่วน เปิดศูนย์บัญชาการติดตาม ณ วัดถ้ำกวาง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น โดยสัตวแพทย์ได้ยิงยาซึมเข็มแรก เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 3 ก.พ. 69 และนำช้างขึ้นรถได้สำเร็จ เวลา 22.00 น. แต่ในระหว่างเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ไม่นาน สีดอหูพับได้ล้มลงกะทันหัน เวลาประมาณ 23.00 น.

จากผลชันสูตรซากอย่างละเอียด เมื่อวันที่ 4 ก.พ. พบเศษอาหารประเภทอ้อยและมันสำปะหลังปริมาณมากในหลอดลมและช่องปาก รวมถึงฟองอากาศในหลอดลม และภาวะเลือดออกในอวัยวะภายในหลายจุด สัตวแพทย์จึงวินิจฉัยเบื้องต้นว่า สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากการสำลักอาหารเข้าไปอุดตันในหลอดลม ก่อให้เกิดภาวะแคปเจอร์ไมโอพาธี (Capture Myopathy) หรือ กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากการถูกจับบังคับแบบเฉียบพลัน นำไปสู่ภาวะช็อกและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

นอกจากนี้ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ยังได้ชี้แจงข้อจำกัดในการวางยาซึม ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ว่า ในสัตว์ป่าพื้นที่ธรรมชาติต้องปฏิบัติการระยะไกล ซึ่งยากต่อการตรวจสอบพฤติกรรมการกินอาหารก่อนรับยาอย่างละเอียด เมื่อช้างได้รับยาซึมแล้ว ยาจะไม่ออกฤทธิ์ทันที ทำให้ช้างยังสามารถเดินและกินอาหารต่อไปได้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการสูญเสียในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และเสียดายการสูญเสียสัตว์ป่าซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญ พร้อมจะนำบทเรียนครั้งนี้มาปรับปรุงแผนการจัดการช้างป่าที่เหลืออยู่ให้มีความปลอดภัยสูงสุดต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...