โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยยังเนื้อหอม แม้ถูกมองเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย กรุงศรี ชี้ต้องแก้เชิงโครงสร้าง วางเป้าสินเชื่อโต 4%

Thairath Money

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 10.11 น.
ภาพไฮไลต์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก และถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจอ่อนแอกว่าเพื่อน แต่ในสายตานักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยยังไม่ใช่ตลาดที่ถูกมองข้าม โดยเฉพาะเงินลงทุนจากญี่ปุ่นที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

และย้ำว่านี่ไม่ใช่ “โรคร้าย” ที่ไร้ทางรักษา หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ควบคู่กับนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและปูทางการเติบโตระยะยาว

นอกจากนี้ ยังย้ำถึงบทบาทของธนาคารต้องเป็นมากกว่าผู้ให้สินเชื่อ โดยมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ พร้อมกางแผนการเติบโตในปี 2569 หวังสินเชื่อปีนี้ขยายตัว 2-4%

ไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ลงทุน แม้ถูกมองเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย"

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรี อยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ชี้ให้เห็นว่า ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติในประเทศไทย (FDI) ยังคงมีสัญญาณที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างเซมิคอนดักเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์

ซึ่งผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นยังเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งในไทย ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ จนบริษัทหลายแห่งมีการตัดสินใจตั้งสำนักงานใหญ่ในไทย

โดยนักลงทุนกลุ่มนี้ยังไม่มีท่าทีกังวลหรือชะลอการลงทุน สอดคล้องกับแนวโน้มจาก BOI ที่ระบุว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนหลั่งไหลเข้ามาเพิ่มเติม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์รายใหญ่ที่จะขยายไลน์ผลิต EV พร้อมดึงดูดกลุ่มซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาลงทุนร่วมกัน

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูงอย่างโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ว่าในปัจจุบันทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะพยายามแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ

แต่ด้วยความโดดเด่นของไทยที่มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง จึงยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักลงทุนและบริษัทชั้นนำระดับโลกเลือกที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในช่วงหลังการเลือกตั้ง เคนอิจิ ได้แสดงความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ให้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการออกมาตรการหรือนโยบายที่ช่วยสนับสนุนนักลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

เนื่องจากหากทุกอย่างมีความลงตัวและมีนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เห็นภาพการลงทุนในระยะยาวที่ชัดเจนและมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับภาคธุรกิจ

เคนอิจิ กล่าวอีกว่า สำหรับกระแสข่าวในช่วงที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยถูกเปรียบเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยอาจดูอ่อนแอกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาคจริง แต่ความป่วยนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย

เนื่องจากเราทราบถึงต้นตอของปัญหาอย่างชัดเจน เพียงแต่การรักษาให้หายขาดต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาที่รากเชิงโครงสร้างในระยะยาว จึงคาดหวังจะเห็นรัฐบาลชุดใหม่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักความอ่อนแอนี้ไปได้อย่างยั่งยืน

เจาะลึกเป้าหมายปี 2569 ตั้งเป้าสินเชื่อรวมโต 2-4%

เคนอิจิ ยามาโตะ เน้นย้ำว่า ธนาคารตระหนักถึงบทบาทการเป็นสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ ธนาคารจึงวาง 5 วาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง เพื่อแก้ปัญหาสนับสนุนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ การเสริมแกร่งให้ SME ไทย การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับภูมิภาค การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของระบบการเงิน

จาก 5 วาระเร่งด่วนนี้ นำมาสู่กลยุทธ์หลักในปี 2569 จะถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่

  • Customer First ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เชื่อมต่อบริการอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสำหรับลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจ และนัก ลงทุน
  • Transform with Al & Technology เร่งการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ดำเนินงานและเสริมความแข็งแกร่งด้านการบริหารความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และระบบ Core Banking เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
  • ONE Krungsri Collaboration ผสานพลังความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงิน แบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร พร้อมใช้จุดแข็งจากเครือข่ายระดับโลกของ MUFG เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระดับภูมิภาค

พร้อมตั้งเป้าการเติบโตของเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 2-4% โดยมองว่าจะเป็นการเติบโตมาจากสินเชื่อลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะในประเทศที่มีศักยภาพอย่าง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ท่ามกลางภาวะสินเชื่อในประเทศที่ค่อนข้างชะลอตัว

ปัจจุบันธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศ 5% ของสินเชื่อรวม คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% ของรายได้รวม ปัจจุบันธนาคารไม่ปิดโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งรูปแบบ organic และ inorganic หรือการเข้าซื้อกิจการ

นอกจากนี้ ตั้งเป้าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ซึ่งตั้งเป้ารวมไว้ที่ 4.0-4.3% ซึ่งพอร์ตในอาเซียนที่ตั้งเป้า NIM สูงถึง 20.00-22.00% ขณะที่ NIM ภายในประเทศคาดการณ์ไว้ที่ 3.25-3.50%

ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ธนาคารคาดว่าจะเติบโตในระดับ Mid-Single Digit พร้อมมุ่งเน้นประสิทธิภาพการบริหารงานโดยตั้งเป้าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมไว้ที่ระดับ Mid-40s

สำหรับความแข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อ ธนาคารวางเป้าหมายอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ให้อยู่ที่ 3.25-3.50% พร้อมตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมที่ 200-230 bps และรักษาอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (LLR) ไว้ที่ 120-135%

นอกจากนี้ หนึ่งในเป้าหมายคือการก้าวสู่ Net Zero โดยกรุงศรีได้ปรับเพิ่มเป้าหมายพอร์ตการสนับสนุนทางการเงินเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) ขึ้นเป็น 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ด้วย

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยยังเนื้อหอม แม้ถูกมองเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย กรุงศรี ชี้ต้องแก้เชิงโครงสร้าง วางเป้าสินเชื่อโต 4%

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...