โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดทุนสำรอง 'เอเชีย' รับมือสงคราม ‘ไทย-อินเดีย-ฟิลิปปินส์’ มีกันชนแกร่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บลูมเบิร์กรายงานว่า เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของ “เอเชีย” ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังกลายเป็น "อาวุธสำคัญ" ที่ช่วยให้ธนาคารกลางในภูมิภาคมีความพร้อมมากขึ้นในการปกป้องค่าเงิน ท่ามสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหลักต่อเศรษฐกิจในเอเชียที่ส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

จับตาสเถียรภาพ 'ค่าเงิน' เอเชีย

ค่าเงินทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ตลอดจนผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและดุลการคลัง

นอกจากนี้ การที่ค่าเงินอ่อนตัวลงอย่างรุนแรงยังสร้างความเสี่ยงที่จะทำให้เงินทุนไหลออกจากประเทศอีกด้วย

ในขณะนี้ ธนาคารกลางของอินโดนีเซีย อินเดีย และไต้หวัน ได้เริ่มเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินแล้ว ขณะที่จีนใช้วิธีส่งสัญญาณสนับสนุนค่าเงินหยวนผ่านการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงรายวัน

กลุ่มผู้ค้าเงินในมุมไบระบุว่า ธนาคารกลางอินเดียได้เข้าแทรกแซงด้วยการ เทขายเงินดอลลาร์ เพื่อพยุงค่าเงินรูปีหลังจากร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะเดียวกันทางฝั่งไต้หวัน ยูจีน ไช่ หัวหน้าแผนกเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางไต้หวัน ได้แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ทางธนาคารกลางได้เข้ามาดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงสัปดาห์นี้เช่นกัน เนื่องจากมี เงินทุนไหลออกจากประเทศในปริมาณมหาศาล

ในส่วนของประเทศอื่น ๆ ทางการเน้นไปที่การส่งสัญญาณเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ได้กำชับให้คณะรัฐมนตรีเร่งตอบโต้และรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นและค่าเงินอย่างใกล้ชิด

ในฝั่งของจีน ธนาคารกลางได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายสวนทางกับตลาด โดยการประกาศกำหนด อัตราแลกเปลี่ยน (Daily Reference Rate) ให้แข็งค่าขึ้นในสัปดาห์นี้ เพื่อสกัดกั้นผลกระทบแม้ว่าเงินดอลลาร์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ในสัปดาห์นี้ เราได้เห็นผลกระทบที่ชัดเจน โดยค่าเงิน “รูปี” ของอินเดีย ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ค่าเงิน วอนของเกาหลีใต้ ทรุดตัวลงไปอยู่ในระดับที่เคยเห็นครั้งล่าสุดในช่วงวิกฤติการเงินโลก และค่าเงิน รูเปียห์ของอินโดนีเซีย ก็อ่อนค่าลงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์เช่นกัน

Madhavi Arora หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Emkay Global Financial Services Ltd. อธิบายว่า "เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน" คือรากฐานสำคัญที่ช่วยประคองเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวมเอาไว้ หากค่าเงินนิ่ง เศรษฐกิจส่วนอื่น ๆ ก็จะมั่นคงตามไปด้วย

สรุป ‘ทุนสำรอง’ เอเชีย

ทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางหลักๆ ในภูมิภาคเอเชียพุ่งสูงขึ้นกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปี 2567 ตามการคำนวณของ Bloomberg โดยสาเหตุสำคัญมาจากความพยายามของทางการในแต่ละประเทศที่ทยอยเก็บ หรือสะสมเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคตลอดปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของ ราคาทองคำและการอ่อนค่าของ เงินดอลลาร์สหรัฐ ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยดันให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

ในขณะนี้ ผู้กำหนดนโยบายกำลังนำเงินทุนสำรองที่สะสมไว้มาใช้เป็น "กันชน" เพื่อบริหารจัดการผลกระทบที่เกิดจากสงครามในอิหร่าน เนื่องจากสถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค

ข้อมูลจาก Nomura Holdings Inc. ระบุว่า ทุกๆ 10% ของราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของเอเชียลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.3% ของ GDP ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าราคาพลังงานที่แพงขึ้นกำลังกัดเซาะความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาคโดยตรง

ความอยู่รอดของแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับว่าธนาคารกลางมี "กระสุน" หรือเงินทุนสำรองในมือมากน้อยเพียงใด และเงินสำรองเหล่านั้นเพียงพอที่จะเป็นกันชนได้นานแค่ไหน

ข้อมูลจาก BNY ระบุว่า จีน ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ คือกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมสูงสุดในเอเชีย เมื่อวัดจากสัดส่วนเงินทุนสำรองต่อมูลค่าการนำเข้าสินค้า

ในขณะที่ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีสัดส่วนดังกล่าวต่ำที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางที่มากกว่าหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ

โซนัล วาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น จาก Nomura ระบุว่า อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความพร้อมของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

“ในขณะที่ ไทย อินเดีย และฟิลิปปินส์ ถือเป็นกลุ่มที่มีเงินทุนสำรองสะสมไว้มากเกินพอ ซึ่งเพียงพอที่จะนำมาใช้บริหารจัดการและรับมือกับความผันผวนของค่าเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

วี คูน ชง นักยุทธศาสตร์จาก BNY ในฮ่องกง ให้ความเห็นว่า ในสภาวะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเช่นนี้ "เงินทุนสำรอง" จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปริมาณเงินทุนสำรองที่มีอยู่นั้นยังถือว่าเพียงพอต่อการเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ เนื่องจากสถานการณ์ค่าเงินที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการถูกโจมตีโดยนักเก็งกำไรโดยตรง แต่เป็นผลกระทบสะท้อนจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และความไม่แน่นอนของตลาดโลกเป็นหลัก

อ้างอิง Bloomberg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...