โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

To fall from grace แม้สูญสลาย แต่ไม่เคยหายไป นิทรรศการที่ ‘บอล นรภัทร’ เล่าเรื่องวัฏจักรเกิด-ดับของดอกกล้วยไม้ สะท้อนช่วงเวลาแห่งการร่วงหล่น และค้นพบเพื่อหวนคืน

Mirror Thailand

อัพเดต 31 ม.ค. เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. เวลา 02.56 น.
ภาพไฮไลต์

‘เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป’

ทุกคนรู้ดีว่านี่คือสัจธรรมพื้นฐานของทุกอย่างบนโลก เช่นเดียวกับมนุษย์อย่างเราๆ ที่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของธรรมชาติที่ไม่อาจหนีพ้นความจริงข้อนี้

เช่นเดียวกับ‘บอล - นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์’ ศิลปินผู้ทำงานกับภาพถ่ายและศิลปะจัดวาง ที่เข้าใจกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นอย่างดี จากการที่เขาเลือกใช้ต้นไม้ดอกไม้เป็นตัวสะท้อนบริบททั้งการต่อสู้ภายในตัวเอง ไปจนถึงการต่อสู้ทางสังคม

ในผลงานชุดล่าสุดท่ีชื่อว่า ‘To fall from grace’ เป็นอีกครั้งที่เขาค้นพบเรื่องราวของดอกกล้วยไม้สายพันธุ์หนึ่งซึ่งเคยได้ฐานันดรเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้กับประเทศเมื่อหลายสิบปีก่อน ทว่าคุณงามความดีที่เคยสร้างไว้ อาจไม่ได้ทำให้มันอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้แต่อย่างใด เมื่อวันหนึ่งมันถูกแทนที่ด้วยกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ที่ผู้คนเชื่อว่าดีกว่า พิเศษกว่า เป็นตัวแทนของความหวังมากกว่า

และเรื่องราวของพันธุ์กล้วยไม้ที่หายสาบสูญนี้เอง ที่ไม่เพียงสะท้อนวัฏจักรการต่อสู้เพื่อการมีอยู่อย่างไม่จบสิ้นของสรรพสิ่ง มันยังเป็นเครื่องย้ำเตือนให้เราในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งไม่ลืมว่า แม้จะเคยมีช่วงเวลาที่สวยสดงดงามและรุ่งโรจน์มากเพียงใด หรือจะเคยมีประโยชน์บนโลกใบนี้มากมายแค่ไหน ก็อาจมีวันที่เราต่างต้องร่วงหล่น ไม่ใช่เพราะเหตุลผลของวงจรสัจธรรมเพียงอย่างเดียว หากบางครั้งมันอาจเป็นความพยายามของใครบางคน กับระบบบางอย่าง ที่บังคับให้เราถูกดูดกลืน จนในที่สุดก็สูญสลายหายไป

ทางเดียวที่พอจะอนุญาตให้เราอยู่รอดต่อได้ คือเงื่อนไขของการสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ ให้ตอบรับกับกลไกระบบ แม้ว่าเราอาจต้องยอมลดทอนคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง

Without Flowers, Not Yet Discovered

การเติบโตมาย่านบางแค ฝั่งธนบุรี ของนรภัทร ใน พ.ศ. 2534 ที่ยังมีกลิ่นอายธรรมชาติชานเมืองฝั่งตะวันตกกรุงเทพฯ อยู่ ทำให้เขาพอจะนึกภาพออกไม่ยากว่าหมอกตอนเช้าหน้าตาเป็นแบบไหน และความสนุกของการรอให้น้ำท่วมเพื่อออกไปจับปลาเล่นเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้เองที่มีส่วนหล่อหลอมให้เขาหยิบมันมาทำเป็นงานศิลปะได้เสมอ

“ผมใช้ดอกไม้ทำงานตอนที่เรียนศิลปกรรม ไม่เคยรู้ว่าชอบเพราะอะไร จนวันที่อาจารย์ถาม ผมกลับไปเปิดอัลบั้มรูปที่แม่เป็นคนถ่ายเก็บไว้ตอนผมเด็กๆ ก็เห็นว่าผมอยู่กับดอกไม้มาตลอด ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ผมก็จะไปอยู่บ้านป้าที่จังหวัดสุรินทร์ ที่บ้านป้าเขาปลูกดอกไม้ไว้รอบบ้าน และมีหนังสือเกี่ยวกับดอกไม้ไว้เต็มตู้เลย ผมก็ชอบหยิบมาอ่าน จำว่าดอกไม้มันชื่ออะไรกันบ้าง เวลาไปเดินตลาดต้นไม้ ผมจะบอกทุกคนได้ว่านั่นต้นอะไร นี่ต้นอะไร ตอนนั้นผมอยู่ ป.3 ป.4 เอง แต่ผมรู้จักว่าแบบไหนคือต้นนมแมว ทั้งที่ไม่มีใครรู้จัก ผมเคยไปเก็บดอกไม้บ้านป้ามาทำเป็นมงกฎใส่เดินรอบบ้าน เพราะอยากเป็นเจ้าหญิง จนแม่เริ่มเอ๊ะ บอกให้ผมไปเเกะออก วันหนึ่งผมเลยเข้าใจแล้วว่า ผมคอนเน็กต์กับดอกไม้มาตลอด ดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมค้นพบตัวเอง”

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่ได้เปิดตัวหรอกว่าเป็นเกย์ แต่ทุกครั้งที่วาดรูปส่งอาจารย์ไปก็มักจะมีดอกไม้กับผีเสื้ออยู่ในนั้นตลอดเวลา ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้จะสะท้อนตัวตน จนกระทั่งเริ่มเรียนเอกถ่ายภาพตอนปี 3 อาจารย์ให้เล่าประวัติศาสตร์บ้านตัวเองว่าชอบอะไร ผมบอกว่าผมชอบดอกไม้ อาจารย์ก็รู้แล้วละว่าเราเป็นอะไร ผมแค่ยังไม่พร้อมจะเปิดเผย ก็เลยจำได้ว่าเป็นช่วงที่ผมพยายามซ่อนตัวตนผ่านงานตัวเองมาเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วงานศิลปะมันไม่สามารถซ่อนได้ วันหนึ่งที่งานเข้มเเข็งมากพอ ยิ่งทำไปเรื่อยๆ ผมกลับไม่จำเป็นต้องพูดอีกต่อไปแล้วว่าผมเป็นอะไร เพราะงานศิลปะมันพูดแทนอย่างประนีประนอมมาตลอดตั้งนานแล้ว”

แต่เดิมพื้นที่เขตหนองแขม จนถึงอำเภอสามพราน เคยเป็นพื้นที่เพาะปลูกดอกกล้วยไม้ขนาดใหญ่ในอดีต บ้านของนรภัทรอยู่ตรงข้ามโรงงานกล้วยไม้หวายพันธุ์บอม (Dendrobium Sonia) ที่ทำการตัดและส่งออกไปยังต่างประเทศ ช่วงเวลาหนึ่งที่พ่อของเขาตกงาน แม่จึงต้องไปทำงานในโรงงานกล้วยไม้แห่งนี้ บางครั้งเขาขอเข้าไปดูแม่ทำงาน จนได้รู้ว่ากล้วยไม้แต่ละต้นต้องผ่านกระบวนการมาอย่างไรบ้าง รูปถ่ายหลายรูปที่แม่ถ่าย มีเขายืนอยู่กับโรงงานกล้วยไม้ มันกลายเป็นส่วนส่วนหนึ่งของตัวเขา และเป็นวัตถุดิบอันทรงพลังสำหรับเขาในการเล่าเรื่องมาตั้งแต่นั้น

“มันจะมีสิ่งที่เรียกว่าฮอร์โมน ช่วยให้กล้วยไม้สดอยู่ได้นาน แล้วผมก็จะชอบไปขอฮอร์โมนอันนี้แหละจากโรงกล้วยไม้มาแช่ดอกไม้ที่บ้าน”

“ผมจำกลิ่นมันได้ จำสัมผัสมันได้”

The Rise and Fall of the Grace

นรภัทรเล่าว่า งานชุดนี้เกิดจากการที่เขาสนใจการจัดประกวดดอกกล้วยไม้ สงสัยว่ามันต้องใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสิน แต่การรีเสิร์ชได้พาเขาไปไกลจนพบข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า เคยมีกล้วยไม้สายพันธุ์หนึ่งในปี พ.ศ. 2480 ที่ทำให้ตลาดกล้วยไม้ของไทยกลายเป็นสินค้าส่งออกเบอร์ต้นๆ ของประเทศ มันเป็นกล้วยไม้สีม่วงสดทั้งด้านหน้าและด้านหลังดอกที่เขารู้สึกคุ้นเหมือนเคยเห็นมาก่อน

เขารีเสิร์ชต่อไปจนพบว่าไม่ใช่กล้วยไม้ที่เขาคิดว่าเคยเห็น มันแค่หน้าตาคล้ายกัน และมันคือพันธ์ุปอมปาดัวร์ (Dendrobium Pompadour) กล้วยไม้ซึ่งผสมขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2480 ก่อนถูกนำมาปลูกในตำบลหลักสอง (เดิมอยู่ในอำเภอหนองแขม จังหวัดธนบุรี) โดย ครูบุญมา รัตนถาวร และขยายพันธุ์อย่างกว้างขวาง จนทำให้หนองแขมกลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ ในยุครุ่งเรืองระหว่างปี พ.ศ. 2493-2513 มันเป็นดอกกล้วยไม้ที่ขายดีจนคนไทยยุคนั้นถึงขั้นให้ศักดินาว่า ‘มาดาม’ ตามการถูกจดชื่อสายพันธ์ุที่ประเทศฝรั่งเศสของมัน

“ผมติดต่อไปหาสวนกล้วยไม้ที่รู้จักหลายๆ แห่งว่ายังมีกล้วยไม้ปอมปาดัวร์อยู่ไหม ปรากฏว่ามันเป็นสายพันธุ์ดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีใครปลูกแล้ว ทั้งที่เคยเป็นสินค้าส่งออกให้กับประเทศ ทำให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้ ซึ่งเมื่อก่อนปอมปาดัวร์จะนับขายเป็นดอก ลองนึกดูว่าในข่วงปี 2400 ดอกไม้ดอกละ 20 บาทถือว่าแพงมาก มันเคยเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ ในยุคหนึ่ง แต่พอวันหนึ่งที่มันถูกตัดนานๆ เข้า และไม่สามารถให้ดอกที่สมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิม กลายเป็นว่าเราไม่สามารถจะเพาะมันต่อไปได้ ตามสวนทุกวันนี้จึงหลงเหลือแค่ไม่กี่ต้นที่เก็บเอาไว้ดูต่างหน้าว่าครั้งหนึ่งเราเคยปลูกสิ่งนี้มาก่อน”

“โชคดีมากที่ผมไปเจอสวนแห่งหนึ่งยังปลูกสายพันธุ์นี้อยู่ ถ้าดูใน Map จะไม่รู้เลย เพราะไม่มีอะไรระบุว่าที่นั่นปลูกกล้วยไม้ อยู่ท่ามกลางสวนมะพร้าวแถวสามพราน และต้องเข้าไปพร้อมกับนายกสมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทยเท่านั้นด้วย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นกล้วยไม้พันธุ์หวายปอมปาดัวร์ของจริง ทำให้เข้าใจว่าไอ้สิ่งที่เราคิดว่าเราเคยเห็นน่ะ มันไม่ใช่มาโดยตลอด ผมขอเขาเอากลับมาถ่ายรูปที่บ้านหนึ่งต้น แต่เขาบอกว่าให้ไม่ได้ เพราะกลัวว่าเราจะเอามันไปขยายพันธุ์ต่อ เขาหวงแหนสิ่งนี้มากๆ ก็เลยได้มาแค่เป็นกิ่ง”

มาดามปอมปาดัวร์ มีความพิเศษตรงที่ทั้งหน้าและหลังดอกที่มีสีม่วงเข้ม เวลาตัดออกมาจากต้นแล้วไม่ได้ทนทาน อยู่สดนานเหมือนกล้วยไม้ทั่วไป มันทั้งเหี่ยวเร็วและบอบบาง นั่นทำให้มันยิ่งสวยงามและมีเสน่ห์

แต่ด้วยความบอบบางของมันที่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เกษตรกรจึงเปลี่ยนมาปลูกกล้วยไม้สายพันธุ์อื่นแทน พร้อมกับปัญหาสิ่งแวดอย่างน้ำเน่าเสีย และพื้นที่ที่ทำสวนไม่ได้ให้กำไรมากเท่ากับปล่อยเช่าทำอาคาร วันนั้นคือวันที่ชื่อของมาดามปอมปาดัวร์เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ตำนาน กลายเป็นบุคคลสาบสูญ…

“หลังจากนั้นจึงเกิดเป็นดอกกล้วยไม้สายพันธุ์หวายโซเนีย (Dendrobium Sonia) ขึ้นมาอย่างที่เราเห็นกันทั่วไปในทุกวันนี้ มันเป็นกล้วยไม้ที่ดอกใหญ่ ให้ดอกตลอดทั้งปี และที่สำคัญคือแข็งแรง สามารถตัดส่งออกไปได้ตลอดทั้งปีตามความต้องการของตลาด ขณะที่ปอมปาดัวร์เป็นกล้วยไม้ที่ออกดอกได้เป็นบางฤดู ถ้าโดนฝนก็ไม่รอด เพลี้ยลงบ่อย พอตัดมาแล้วก็ไม่สามารถจะอยู่คงทน สดได้ตลอดการส่งออกไปหาประเทศปลายทาง”

ภาพถ่ายที่เห็นบนผนัง แทนที่จะเป็นหน้าดอกกล้วยไม้มาดามปอมปาดัวร์ชัดๆ กลับถูกปิดด้วยกระดาษไข นั่นทำให้ไม่มีใครเคยได้เห็นว่าหน้าดอกของจริงว่าเป็นอย่างไร แม้แต่คิวเรเตอร์ของนิทรรศการครั้งนี้ มีแค่ตัวศิลปินเองและเจ้าของสวนเท่านั้นที่ได้เห็น แต่ละภาพตั้งชื่อตามการค้นพบเรื่องเพศสภาพของตัวเขาเอง ทั้งอัตลักษณ์ตัวตน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่เขาเคยรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องผิดปกติในเวลาหนึ่ง จนมาถึงวันนี้ที่เขาอยากให้คุณค่ากับมันอีกครั้ง เพราะนั่นคือตัวตนที่กำลังจะถูกลบเลือนหายไป

“เพราะมันเป็นดอกไม้ที่หายากและมีคุณค่ามาก เหมือนกับเรื่องราวการค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศในอดีตของผมที่เคยรู้สึกว่ามันทั้งประหลาดและแปลกแยก แต่ในวันที่ผมเข้าใจมันมากๆ แล้ว ผมพบว่านี่คือสิ่งที่ล้ำค่ำที่สุด”

ขณะที่อีกฟากหนึ่งของห้อง กล้วยไม้สายพันธุ์หวายโซเนีย กลายเป็นกล้วยไม้ที่แข็งแรง ทนทาน เราเกิดมาก็เจอกับกล้วยไม้น่าตาแบบนี้ หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง ลองจินตนาการว่าเมื่อก่อนคนไทยไม่เคยเห็นกล้วยไม้ที่ผสมสีม่วงกับสีขาวมาก่อน มันถูกตัดมาและสามารถอยู่โดยที่ไม่ต้องมีน้ำได้หลายอาทิตย์ เกิดขึ้นและเติบโตที่ประเทศเขตร้อนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี เจ้าของสวนถึงกับเคยบอกว่ามันเป็นความหวังของยุคสมัย เขาต้องการดอกไม้ที่พิเศษแบบนี้มานานแล้ว

บนผนังมีแสตมป์กล้วยไม้ชุดแรกของไทยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2510 เป็นช่วงที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างพยายามแข่งกันเพื่อสร้างอัตลักษณ์ผ่านอะไรสักอย่างที่บอกเล่าว่าประเทศนั้นๆ มีความพิเศษอย่างไรบ้าง ไทยเราจึงใช้แสตมป์ดอกกล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตในแต่ละท้องถิ่นของประเทศให้เป็นตัวแทนแห่งความรุ่งโรจน์

“ผมใช้ภาพถ่ายหวายโซเนียวางเลียนแบบกับภาพกล้วยไม้บนแสตมป์ เพื่อตั้งคำถามว่า ยังมีคุณค่าที่หลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนในอัตลักษณ์ที่ถูกปรับเปลี่ยนจนอยู่รอดได้แล้วอันนั้น เมื่อมันถูก Commercialize ถูกทำกลายเป็นสินค้า มันจะยังหลงเหลือคุณค่าอะไรอยู่บ้าง”

ทั้งปอมปาดัวร์และตัวเขา คือตัวแทนของสิ่งที่ไม่เคยเหมาะสมถูกที่ถูกทาง เพียงเพราะมันไม่ตอบโจทย์ ไม่ตรงตามมาตรฐาน จนกระทั่งต้องยอมให้หายไป ไม่ว่าจะตั้งใจทำให้มันหายหรือถูกทำให้หาย และต้องยอมถือกำเนิดใหม่เหมือนกับสายพันธุ์หวายโซเนีย

ทว่าความสดใหม่ ที่ใครๆ ต่างบอกว่า ‘พิเศษ’ กลับต้องแลกด้วยการ ‘หาได้ดาษดื่นทั่วไป’ ไม่ต่างอะไรจากของที่ปั๊มออกจากโรงงานเหมือนๆ กัน เมื่อเราต่างต้องพยายามเป็นตัวตนที่ผ่านการปรับเปลี่ยนมาเรียบร้อย และถูกคัดเลือกให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะอยู่รอดต่อไปได้ในสังคมนี้

A Quite Resilience

งานของนรภัทรบอกเล่าเรื่องตัวตนของเขาก็จริง แต่หากมองลึกลงไปในผลงานหลายชิ้นที่ผ่านมา อาจไม่ได้มีเพียงเลเยอร์นั้นเพียงอย่างเดียว มันยังเป็นตัวสะท้อนระบบบางอย่างของสังคมด้วย

“ผมเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางที่แม่ผมตามใจผมทุกอย่าง แล้ววันหนึ่งที่พ่อตกงาน กลายเป็นว่าบ้านเราไม่เหลืออะไร ผมเลยเข้าใจว่าการที่เราเคยมี และวันหนึ่งมันไม่เหลือ มันลำบากมาก ตัวผมเคยเรียนโรงเรียนวัดมาก่อน ผมมีเพื่อนที่ทั้งโดนพ่อเลี้ยงข่มขืน บางคนก็มีพ่อแม่ที่ทะเลาะกันแล้วกรีดเเขนตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือเพื่อนกลุ่มผมที่เลิกเรียนแล้วไม่ยอมกลับบ้าน เพราะเราจะมานั่งระบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตตัวเอง ผมจึงเข้าใจว่าการที่เราเกิดมามีโอกาสน้อยกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง มันไม่ง่ายเลย ผมเห็นชีวิตคนทุกรูปแบบจริงๆ แล้วผมก็ชอบทำงานศิลปะตรงที่ได้รีเสิร์ชกับชาวบ้าน จนถึงนักสะสมศิลปะ ผมเห็นคนที่มีสุดๆ มีมากเหลือล้น กับคนที่ไม่มีอะไรเลย คนบางกลุ่มอาจจะไม่ได้รับรู้เลยว่ามีคนอีกกลุ่มอยู่ในโลกใบนี้ด้วย เขาไม่เคยรู้ว่าคนเหล่านั้นใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่ในทุกๆ วัน”

“ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจมัน เวลาที่เล่าก็เลยไม่ต้องไปนั่งหาคำตอบ เพราะคำตอบมันอยู่ที่ตัวผมอยู่แล้ว” นอกจากนั้นแล้ว งานศิลปะมีส่วนช่วยให้นรภัทรยอมรับในอัตลักษณ์ตัวเอง

“ถ้าไม่มีงานศิลปะ ผมคงไม่มีโอกาสได้พูดถึงตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีคนรับฟัง พอทำงานศิลปะเเล้วคนส่วนใหญ่รับฟัง สนใจมัน กลายเป็นว่าทุกอย่างที่เราพูดไปมันมีเสียงที่ดังขึ้น”

“ตอนที่เริ่มโต เราไม่รู้หรอกว่าต้องเจออะไรบ้าง พอยิ่งสังคมพูดใส่เรา เราอาจต้องเก็บอะไรบางอย่างที่เรารู้ว่ามันไม่เหมาะสมในยุคนั้นๆ พอมองย้อนกลับไป เรากลับกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างที่ว่านั้นไปเรื่อยๆ จากการที่เราแค่อยากอยู่รอด แล้ววันหนึ่งที่เราอยู่รอดมาได้ในวัย 30 กว่าๆ เราพบว่าเราเสียอะไรไปเยอะมากๆ ผมเเค่ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้มันถูกลบเลือนไปอย่างถาวร อยากให้มันกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งในวันที่ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจมันทุกอย่างแล้ว แต่ผมพบว่าตราบใดที่ยังหายใจอยู่ มันก็จะยังไม่จบ จนกว่าเราจะตายไปจากโลกใบนี้ และคงจะดีถ้าเราสามารถเล่าทุกอย่างที่อยากเล่าทิ้งเอาไว้ เผื่อว่าเด็กรุ่นต่อๆ ไปเขาจะไม่ต้องมาเผชิญปัญหาแบบของเรา”

เช่นเดียวกับที่งานศิลปะของเขามักสะท้อนบทบาทความเป็น ‘เควียร์’ ที่อาจไม่ใช่แค่สะท้อนความหมายในเรื่องเพศเท่านั้น หากเป็นเควียร์ที่หมายถึง ‘คนนอก’ ของระบบซึ่งไม่เคยรู้สึกว่าเข้าพวก

“ผมอยากพูดถึงการเป็นเควียร์ของคนที่อยากใช้ชีวิตปกติ คนที่ใส่เสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็คธรรมดาที่แค่อยากใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป โดยที่สังคมไม่ต้องมาเพ่งเล็งเขา ไม่ใช่คนที่แต่งชุดใหญ่ๆ ไปเดินขบวนพาเหรดเสมอไป ผมคิดว่าถ้าคนเราเคารพกันมากพอ เราจะให้พื้นที่แต่ละคนในการเป็นตัวเองโดยที่เราไม่ต้องตะโกนออกมาดังมาก และวันที่เราไม่ต้องตะโกน คือวันที่สังคมเข้าใจการมีอยู่ของเราแล้ว”

“ผมใช้ดอกไม้ เพราะมันเป็นความธรรมดา ถ้าคุณมองเห็นความธรรมดาเหล่านี้ที่อยู่รอบตัว คุณจะเข้าใจว่า มันแค่อยากเป็นสิ่งธรรมดาที่สังคมเข้าใจมันเท่านั้นเอง”

-

To fall from grace : จะร่วงหล่อนเพื่อหวนคืน

นิทรรศการเดี่ยวโดย นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์

ภัณฑารักษ์ พอใจ อัครธนกุล

จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ - 28 กุมภาพันธ์ 2026

ชั้น 1 SAC Gallery

บทความต้นฉบับได้ที่ : To fall from grace แม้สูญสลาย แต่ไม่เคยหายไป นิทรรศการที่ ‘บอล นรภัทร’ เล่าเรื่องวัฏจักรเกิด-ดับของดอกกล้วยไม้ สะท้อนช่วงเวลาแห่งการร่วงหล่น และค้นพบเพื่อหวนคืน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...