โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เงินลงทุนโยกจากหุ้น AI เข้าหุ้นวัฏจักร-ปันผล- เอเชียเกิดใหม่

ทันหุ้น

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 09.33 น. • เผยแพร่ 01 มี.ค. เวลา 03.30 น.

#ทันหุ้น – ทำไมเงินลงทุนกำลังค่อยๆ ไหลออกจากกลุ่ม Big เทค–AI ที่เคยเป็นพระเอกตลอดสามปีที่ผ่านมา ไปหาหุ้นวัฏจักร หุ้นป้องกันความเสี่ยง และหุ้นขนาดกลาง – เล็กมากขึ้น รวมถึงโอกาสใหม่ๆ ในตลาดเกิดใหม่เอเชีย

ตลอดช่วง 2566 – 2568 เราคุ้นเคยกับคำว่า Magnificent Seven และหุ้น AI ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ดัชนีปรับขึ้นเร็วและแรง แต่ภาพในต้นปีนี้กลับเริ่มเปลี่ยนไป เพราะหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เฮลธ์แคร์ รวมถึงหุ้นกลุ่ม small/mid-cap ในสหรัฐฯ เริ่มให้ผลตอบแทนแซงหน้ากลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่ดัชนีหุ้นเทค เริ่มพักฐานจากระดับมูลค่าที่ตึงตัว

แองเจโล คูร์คาฟา (Angelo Kourkafas) นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส จาก Edward Jones บอกว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ผู้นำตลาดจะกว้างขึ้น เพราะเงื่อนไขหลายอย่างเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเรื่องมูลค่าหุ้นเทคที่อยู่ระดับแพง เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาหุ้นที่มีมูลค่าอยู่ในระดับที่น่าลงทุน

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่เงินลงทุนไหลออกจากหุ้นเทค มาจากสองด้าน

  • หนึ่ง คือ เรื่องมูลค่า หรือ valuation ของหุ้นเทค ที่เทรดกันในระดับ P/E ล่วงหน้าเกิน 20 เท่าขึ้นไป ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลาง–เล็กในสหรัฐเทรดกันราว 16–17 เท่า ช่องว่างที่กว้างที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มย้ายเงินจากหุ้นเทคขนาดใหญ่ ไปหาหุ้นวัฏจักรและ small/mid-cap ที่ราคายังไม่สะท้อนการฟื้นตัวเต็มที่
  • สอง คือ ภาพเศรษฐกิจและดอกเบี้ยที่กำลังเปลี่ยน ซึ่ง Fed ถูกคาดหวังว่าจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ชะลอแรง ทำให้ธีม Soft landing กลายเป็นสมมติฐานหลัก เงินจึงไหลจากหุ้นเติบโตระยะยาว ไปหาหุ้นที่ sensitive ต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรม วัสดุ พลังงาน รวมถึงหุ้นขนาดเล็กที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง

อย่างไรก็ตามถึงแม้ธีมการลงทุน AI ยังไม่จบ แต่คำถามที่ตลาดเริ่มถามในปีนี้ คือ “เงินลงทุนใน AI คุ้มค่าหรือยัง” เพราะบริษัทเทคขนาดใหญ่หลายแห่งได้ทุ่มค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน หรือ capex ด้าน data center ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์รวมกันในระดับมหาศาล แต่การเติบโตของกำไรเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงแรกของ AI

อีกจุดหนึ่งคือค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน หรือ capex ของกลุ่ม hyperscaler รายใหญ่ 4 ราย คือ Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta ตั้งแต่ปี 2016 จนถึงประมาณการปีนี้ เห็นชัดเลยว่าตั้งแต่ยุคคลาวด์เริ่มบูม ตัวเลขก็ไต่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่จุดที่น่าสนใจคือช่วงหลังโควิด โดยเฉพาะปี 2024 – 2026 มูลค่ารวมของ capex ปีนี้ 4 บริษัทรวมกัน 610 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นต้นทุน ที่ยังต้องพิสูจน์ต่อไปว่า จะสร้างรายได้และกำไรกลับมาได้คุ้มค่าแค่ไหน

ด้วยตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่สูงมหาศาลระดับนี้ นักลงทุนจึงทยอยลดน้ำหนักจากหุ้นเทคที่ valuation ตึง และยังตอบคำถามเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณว่า “ผู้นำตลาดเริ่มกระจายตัว” ดัชนี S&P 500 ในช่วงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ พูดง่าย ๆ แรงส่งตลาดไม่ได้มาจากหุ้นเทคเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เฮลธ์แคร์ และหุ้นขนาดเล็กเข้ามาช่วยดันดัชนี ด้วยพื้นฐานกำไรที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นในปีนี้

สำหรับหุ้นกลุ่มแรกที่เริ่มโดดเด่นคือ หุ้นวัฏจักรที่มีคุณภาพ หรือ quality cyclicals ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม วัสดุ และพลังงาน โดยปัจจัยสำคัญมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตพลังงาน และการอัปเกรดโรงงาน กลับมาเป็นธีมหลักของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการลงทุนด้าน AI เองก็ต้องใช้ไฟฟ้า วัสดุ และเครื่องจักรจำนวนมาก ทำให้ดีมานด์ใน real economy เหล่านี้เริ่มกลับมาสดใส

โดยบริษัทอุตสาหกรรมขนาดกลางในสหรัฐฯ เช่น ผู้ผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานและการป้องกันประเทศ กำลังเห็นคำสั่งซื้อที่หนาแน่นขึ้นต่อเนื่อง และมี backlog ที่เติบโตขึ้นข้ามปีนี้ไปแล้ว สะท้อนว่าความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้กลับมาดูดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน “หุ้นป้องกันความเสี่ยง” อย่างเฮลธ์แคร์และโครงสร้างสาธารณูปโภค ก็เริ่มกลับมาได้รับความสนใจในฐานะที่ให้ทั้งกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และยังมีโอกาสเติบโตจากโครงสร้างประชากรสูงวัย และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยนักลงทุนองว่ากลุ่มเฮลธ์แคร์ในตลาดพัฒนาแล้วกำลังกลายเป็นหุ้นเรียกว่า “defensive และ growth” ซึ่งเหมาะกับสภาวะที่ตลาดยังไม่แน่ใจว่าการลดดอกเบี้ยจะมาเมื่อไหร่และลดมากน้อยแค่ไหน

สำหรับฝั่ง small/mid-cap ล่าสุดดัชนีหุ้นขนาดเล็กในกลุ่ม value ทำผลตอบแทนช่วงต้นปีนี้ ได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม growth และได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากต้นทุนดอกเบี้ยที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการที่ valuation ยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับเทคขนาดใหญ่

นอกจากกลุ่มหุ้นหุ้นวัฏจักร หุ้นป้องกันความเสี่ยง และหุ้นขนาดกลาง – เล็กที่กำลังมาแรงแล้ว “ตลาดเกิดใหม่เอเชีย” ในปี นี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยนักลงทุนมองว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่โดยรวมกำลังเปลี่ยนจากเฟส “รีบาวด์หลังถูกขายหนัก” ไปสู่เฟส “rotation ผู้นำใหม่” โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญคือ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง พื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ จะเห็นว่าหลังเกิดแรงเทขายหุ้นที่ถูกมองว่าเสี่ยงถูก AI แทรกแซง ถูกแย่งงาน ดัชนีฝั่งเอเชียวิ่งสวนขึ้นมาอย่างชัดเจน ขณะที่ S&P 500 ย่อลง โดย MSCI Asia Pacific ปรับขึ้นราว 4 – 5% ในช่วงสั้น ๆ แต่ S&P 500 กลับติดลบประมาณ 1 – 2% สะท้อนการย้ายเงินลงทุนจากหุ้นสหรัฐฯ มายังเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ

โดยตลาดเกิดใหม่เอเชียdลังถูกมองว่าเป็น “ประตู” ไปสู่ธีมโครงสร้างสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็น AI ซัพพลายเชน ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไปจนถึงเฮลธ์แคร์และเทคโนโลยีผู้บริโภค หลายประเทศในเอเชียกำลังได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว เช่น เฮลธ์แคร์จีน การบริโภคที่ฟื้นตัวในอินเดีย และแผนพัฒนาตลาดทุนในสิงคโปร์ ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นและเกาหลีได้แรงหนุนจากนโยบายปฏิรูปโครงสร้างและการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่ “ทั้งมีเสถียรภาพขึ้น และยังเติบโตได้” ในมุมมองของผู้จัดการกองทุนต่างชาติ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...